Anamorphic Mode คืออะไร? ทำภาพสไตล์หนังโรงในกล้อง

Anamorphic Mode คืออะไร? ทำภาพสไตล์หนังโรงในกล้อง

ภาพในหนังโรงมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้รู้สึก "เป็นหนัง" ทันที ทั้งเฟรมที่กว้างเป็นแถบยาว แสงแฟลร์ที่ลากเป็นเส้นแนวนอนสีฟ้า และโบเก้ฉากหลังที่เป็นวงรีแทนที่จะกลม สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ของการถ่ายแบบ Anamorphic ที่กล้องมือถือหรือการถ่ายทั่วไปทำเลียนแบบได้ยาก

กล้องสายวิดีโอรุ่นใหม่จึงเริ่มใส่ "Anamorphic Mode" มาให้ เพื่อรองรับการถ่ายสไตล์นี้ แต่หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่เปิดโหมดนี้ก็ได้ลุคหนังเลย ความจริงมีรายละเอียดมากกว่านั้น บทความนี้จะอธิบายว่า Anamorphic Mode คืออะไร ทำงานยังไง ต่างจากการครอปภาพให้เป็นจอกว้างอย่างไร และต้องใช้กล้องกับเลนส์แบบไหนถึงจะได้ลุคหนังโรงจริง

Anamorphic Mode คืออะไร?

Anamorphic คือเทคนิคการถ่ายภาพยนตร์ที่ใช้เลนส์พิเศษบีบภาพมุมกว้างในแนวนอนให้พอดีกับเซนเซอร์ จากนั้นในขั้นตอนตัดต่อจะ "ยืด" ภาพกลับคืน (Desqueeze) ให้กลายเป็นสัดส่วนจอกว้างแบบหนังโรงที่ 2.39:1 ผลที่ได้คือภาพมุมกว้างกว่าปกติ โบเก้เป็นวงรี และแฟลร์เป็นเส้นแนวนอน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สายหนังตามหา

Anamorphic Mode ในกล้องคือฟังก์ชันที่ออกแบบมารองรับการถ่ายแบบนี้โดยเฉพาะ ทำหน้าที่หลักสองอย่าง อย่างแรกคือบันทึกภาพโดยใช้พื้นที่เซนเซอร์เต็มความสูงมากขึ้น เช่น โหมด Open Gate หรือสัดส่วน 4:3 เพื่อเก็บภาพอนามอร์ฟิกได้เต็มเฟรม อย่างที่สองคือแสดงภาพแบบยืดคืนบนหน้าจอขณะถ่าย เพื่อให้จัดองค์ประกอบภาพได้ถูกต้อง

in-camera desqueeze ทำงานยังไง

จุดนี้สำคัญและมักเข้าใจผิดกัน การ Desqueeze ในกล้องเป็นเพียงภาพตัวอย่างบนหน้าจอเท่านั้น ไฟล์ที่บันทึกจริงยังเป็นภาพที่ถูกบีบอยู่ และต้องนำไปยืดคืนในโปรแกรมตัดต่ออีกครั้ง พูดง่าย ๆ คือโหมดนี้ช่วยให้เห็นภาพจริงขณะถ่ายเพื่อจัดเฟรม ไม่ได้แปลงไฟล์ให้เป็นจอกว้างทันที

กล้องที่รองรับมักให้เลือกอัตราการยืดคืนได้หลายค่า ตามชนิดของเลนส์ที่ใช้ เช่น 1.3x, 1.33x, 1.5x, 1.8x และ 2x การตั้งค่าให้ตรงกับเลนส์เป็นสิ่งจำเป็น เพราะนอกจากช่วยให้พรีวิวถูกต้องแล้ว ยังมีผลต่อการคำนวณระบบกันสั่นในกล้องด้วย

Anamorphic Mode ต่างจากการครอปภาพให้เป็นจอกว้างยังไง

นี่คือจุดที่ทำให้คนซื้อผิดความคาดหวังบ่อยที่สุด หลายคนคิดว่าการตั้งกล้องให้ถ่ายสัดส่วน 2.39:1 ก็คือการได้ภาพอนามอร์ฟิกแล้ว ความจริงไม่ใช่ การครอปภาพ 16:9 ให้เป็น 2.39:1 คือการตัดส่วนบนและล่างของเฟรมออก (Letterbox) วิธีนี้ได้สัดส่วนจอกว้างก็จริง แต่ไม่ได้คุณสมบัติของอนามอร์ฟิกเลย ทั้งโบเก้ก็ยังกลม ไม่มีแฟลร์แนวนอน มุมภาพไม่ได้กว้างขึ้น และยังเสียความละเอียดเพราะตัดพิกเซลทิ้งไป

ส่วน Anamorphic จริงต้องใช้เลนส์อนามอร์ฟิกที่บีบภาพด้วยกลไกของเลนส์เอง ภาพที่ได้จึงมีมุมกว้างขึ้นจริง พร้อมคุณสมบัติเฉพาะตัวครบถ้วน และเมื่อใช้คู่กับโหมด Open Gate ก็จะใช้พื้นที่เซนเซอร์เต็ม ทำให้ได้ความละเอียดสูงโดยไม่ต้องตัดส่วนของภาพทิ้ง ความต่างนี้คือเหตุผลว่าทำไมแค่เปิดโหมดในกล้องอย่างเดียวจึงไม่พอ

ทำไมวิดีโอสาย Cinematic ถึงต้องรู้จักฟีเจอร์นี้

เหตุผลแรกคือลุคหนังโรงที่ได้มาทันที สัดส่วนจอกว้างทำให้ภาพดูเป็นภาพยนตร์ตั้งแต่เฟรมแรก ต่างจากคลิปทั่วไปอย่างชัดเจน เป็นการยกระดับงานให้ดูมีมูลค่าสูงขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการตัดต่อหนัก เหตุผลถัดมาคือการเล่าเรื่อง เฟรมที่กว้างขึ้นเก็บบรรยากาศและสภาพแวดล้อมได้มากกว่า เหมาะกับการเล่าเรื่องผ่านพื้นที่ ส่วนแฟลร์แนวนอนและโบเก้วงรีก็ช่วยสร้างอารมณ์และมิติให้ภาพ ทำให้งานดูมีลายเซ็นเฉพาะตัว

นอกจากนี้ การถ่ายแบบ Open Gate ที่มากับโหมดอนามอร์ฟิก ยังเปิดโอกาสให้ใช้พื้นที่เซนเซอร์เต็ม ได้ไฟล์ความละเอียดสูงที่นำไปครอปหรือจัดเฟรมใหม่ในขั้นตัดต่อได้ยืดหยุ่น ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่งานสายโปรดักชันให้ความสำคัญ

ใช้กล้องกับเลนส์แบบไหนถึงจะได้ลุคนี้

ลุคอนามอร์ฟิกเกิดจากของสองอย่างทำงานร่วมกัน คือกล้องที่มีโหมดรองรับ และเลนส์อนามอร์ฟิก ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

กล้องที่มี Anamorphic Mode เด่น

ตระกูล Panasonic Lumix เป็นที่ยอมรับในหมู่สายอนามอร์ฟิกมานาน เพราะรองรับการ Desqueeze หลายอัตราและมีโหมด Open Gate ที่ใช้เซนเซอร์เต็ม รุ่นอย่าง Lumix S5 II และ Lumix GH7 ตอบโจทย์งานวิดีโอที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง จุดที่น่าสนใจคือกล้องกลุ่มนี้ยังเด่นเรื่องการใส่โทนสีในกล้องด้วย จึงต่อยอดกับบทความ In-Camera LUT ใส่โทนสีในกล้อง ได้พอดี ทำให้ได้ทั้งสัดส่วนหนังและโทนหนังจบในตัวเดียว

นอกจาก Lumix แล้ว กล้องสายวิดีโออย่าง Fujifilm X-H2S, Sony ตระกูล FX และ A7S รวมถึง Canon EOS R5 ก็มีฟังก์ชัน Desqueeze สำหรับ Monitoring เช่นกัน เหมาะกับคนที่ใช้ระบบเหล่านี้อยู่แล้ว ดูตัวเลือกเพิ่มเติมได้ที่หมวด กล้อง Mirrorless สำหรับงานวิดีโอ

เลนส์อนามอร์ฟิก สิ่งที่ขาดไม่ได้

หัวใจจริงของลุคนี้อยู่ที่เลนส์ ปัจจุบันมีเลนส์อนามอร์ฟิกที่เข้าถึงง่ายขึ้นมาก แบรนด์ที่ได้รับความนิยมคือ SIRUI ที่มีทั้งซีรีส์อัตราบีบ 1.33x และ 1.6x ในราคาที่จับต้องได้ รวมถึง LAOWA Nanomorph แบบ 1.5x ที่ตัวเล็กพกพาง่าย

การเลือกอัตราบีบควรดูตามเซนเซอร์และสัดส่วนที่ถ่าย เลนส์ 1.33x เหมาะกับการถ่ายสัดส่วน 16:9 บนเซนเซอร์ APS-C ส่วนเลนส์ 1.5x ถึง 2x เหมาะกับการถ่าย Open Gate บนฟูลเฟรมเพื่อให้ได้ลุคที่เข้มข้นและมุมกว้างเต็มที่ ดูตัวเลือกเลนส์ได้ที่หมวด เลนส์อนามอร์ฟิกและเลนส์ซีเนม่า

สรุป เข้าใจก่อนซื้อ ไม่งั้นได้แค่ภาพครอป

Anamorphic Mode คือฟังก์ชันที่ช่วยให้ถ่ายแบบอนามอร์ฟิกได้สะดวกขึ้น ทั้งการจัดเฟรมผ่าน Desqueeze บนจอ และการบันทึกแบบ Open Gate เพื่อใช้เซนเซอร์เต็ม แต่ตัวโหมดเองไม่ได้สร้างลุคหนัง หัวใจจริงอยู่ที่เลนส์อนามอร์ฟิกที่ทำให้ได้มุมกว้าง โบเก้วงรี และแฟลร์แนวนอนครบถ้วน

ถ้าเข้าใจเพียงว่าการครอปเป็น 2.39:1 คือการได้ลุคหนัง ก็จะได้แค่ภาพแคบลงที่ไม่มีเสน่ห์อนามอร์ฟิกใด ๆ การจับคู่กล้องที่มีโหมดรองรับอย่าง Lumix เข้ากับเลนส์อนามอร์ฟิกอย่าง SIRUI ต่างหากที่ทำให้ได้ภาพสไตล์หนังโรงของจริง

อยากเทียบรุ่นกล้องและเลนส์ หรือเช็กว่าตัวไหนพร้อมส่ง สามารถเช็กราคาและสต็อกอุปกรณ์สาย Cinematic ได้ที่ EC-MALL พร้อมทีมงานช่วยแนะนำชุดกล้องและเลนส์ที่เข้ากับสไตล์งานของคุณ