Timelapse vs Hyperlapse ต่างกันยังไง? ใช้กล้องแบบไหนถ่าย


คลิปเมืองที่เวลาวิ่งเร็ว เมฆไหลเป็นสาย รถกลายเป็นเส้นแสง หรือคลิปเดินทะลุย่านเมืองเก่าแบบลื่นไหลจนเหมือนเหาะ ทั้งหมดนี้มาจากสองเทคนิคที่คนสับสนกันบ่อยที่สุด นั่นคือ Timelapse กับ Hyperlapse

หลายคนคิดว่าเป็นอย่างเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วต่างกันชัดเจน และความต่างนั้นเป็นตัวกำหนดโดยตรงว่าต้องใช้อุปกรณ์แบบไหนถึงจะถ่ายออกมาสวย บทความนี้จะอธิบายความต่างของสองเทคนิค แล้วพาไปดูว่าแต่ละแบบควรใช้กล้องอะไรถ่าย เพื่อให้เลือกอุปกรณ์ได้ตรงงานตั้งแต่ต้น

Timelapse vs Hyperlapse ต่างกันยังไง?

ความต่างหลักสรุปได้ในประโยคเดียวคือ "กล้องขยับหรือไม่ขยับ" Timelapse คือการเร่งเวลาโดยที่กล้องอยู่กับที่ ส่วน Hyperlapse คือการเร่งเวลาพร้อมกับเคลื่อนกล้องผ่านสถานที่ไปเป็นระยะทางไกล จุดนี้ฟังดูเล็กน้อย แต่มันคือสิ่งที่ทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ต่างกันโดยสิ้นเชิง

Timelapse คืออะไร

Timelapse คือการถ่ายภาพนิ่งเป็นช่วง ๆ ตามเวลาที่ตั้งไว้ แล้วนำมาเล่นต่อกันด้วยความเร็วสูง เพื่อบีบอัดเหตุการณ์ที่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันให้เหลือไม่กี่วินาที กล้องจะอยู่นิ่งบนขาตั้งตลอด ไม่มีการขยับ จึงไม่ต้องใช้ระบบกันสั่น

เทคนิคนี้เหมาะกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงช้า ๆ อย่างเมฆเคลื่อน พระอาทิตย์ตก ดาวหมุน การก่อสร้างอาคาร หรือฝูงคนเดินไปมา ช่วงเวลาระหว่างเฟรมมักตั้งได้ตั้งแต่ครึ่งวินาทีไปจนถึงหลายนาที แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ ถ้าลองเดินถือกล้องถ่าย Timelapse ภาพจะสั่นจนดูไม่ได้เลย เพราะไม่มีการชดเชยการเคลื่อนไหว

Hyperlapse คืออะไร

Hyperlapse คือ Timelapse ที่กล้องเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ไปเป็นระยะทางไกลระหว่างการถ่าย พูดง่าย ๆ คือ "Timelapse แบบเดินได้" ผลลัพธ์ที่ได้คือความรู้สึกพุ่งทะลุผ่านสถานที่อย่างรวดเร็วและลื่นไหล สิ่งที่ขาดไม่ได้คือระบบกันสั่น เพราะถ้าไม่มี ภาพที่เคลื่อนที่จะกระตุกจนใช้งานไม่ได้

เทคนิคนี้เหมาะกับการเดินผ่านย่านเมือง การเคลื่อนเข้าหาแลนด์มาร์ก หรือการถ่ายตามเส้นทางต่าง ๆ และยังทำแบบล็อกวัตถุได้ คือให้กล้องจับจุดสนใจไว้กลางเฟรมแล้วปล่อยให้ฉากรอบ ๆ หมุนรอบวัตถุนั้น สร้างความรู้สึกตื่นตาที่ Timelapse ธรรมดาทำไม่ได้

จุดต่างที่กำหนดว่าต้องใช้กล้องแบบไหน

หัวใจที่ทำให้สองเทคนิคใช้อุปกรณ์ต่างกันคือเรื่อง "การกันสั่น" Timelapse ถ่ายจากจุดเดียวจึงเน้นความนิ่ง ขอแค่ขาตั้งที่มั่นคงก็พอ ขณะที่ Hyperlapse ต้องเคลื่อนที่ตลอด ระบบกันสั่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกันสั่นแบบอิเล็กทรอนิกส์ในแอ็กชันแคม หรือกิมบอลจริงในกล้องพ็อกเก็ต

อีกเรื่องที่ส่งผลต่อความสวยคือ Motion Blur หรือความเบลอจากการเคลื่อนไหว ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกของความเร็ว การจะได้เบลอนุ่ม ๆ ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ช้าลง ซึ่งกลางแจ้งแสงจัดจะต้องพึ่งฟิลเตอร์ ND เพื่อคุมแสงไม่ให้ภาพสว่างเกิน หลายคนจึงเลือกใส่ Motion Blur เพิ่มในขั้นตอนตัดต่อแทน เพื่อเลี่ยงปัญหาเรื่องการกันสั่น

ใช้กล้องแบบไหนถ่าย Timelapse

Timelapse เป็นเทคนิคที่อุปกรณ์ไม่ซับซ้อน หัวใจอยู่ที่กล้องที่ตั้งถ่ายภาพเป็นช่วง ๆ ได้ (Intervalometer) บวกกับขาตั้งที่มั่นคง

กล้องมิเรอร์เลสและ DSLR ส่วนใหญ่มีฟังก์ชันตั้งถ่ายเป็นช่วงในตัว ให้ไฟล์คุณภาพสูงและควบคุมค่าได้ละเอียด ส่วนแอ็กชันแคม กล้อง 360 และสมาร์ตโฟนก็ถ่าย Timelapse ได้สะดวกในแบบกดปุ่มเดียวจบ จุดที่ควรเสริมคือฟิลเตอร์ ND สำหรับถ่ายกลางวันให้ได้เบลอสวย และพาวเวอร์แบงก์สำหรับงานที่ต้องถ่ายต่อเนื่องเป็นชั่วโมง นอกจากนี้กล้องที่มีเซนเซอร์ขนาดใหญ่จะรับมือกับแสงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนได้ดีกว่า เหมาะกับงานถ่ายช่วงพระอาทิตย์ตกที่แสงลดลงเรื่อย ๆ

ใช้กล้องแบบไหนถ่าย Hyperlapse

ส่วนนี้คือหัวใจของการเลือกซื้อ เพราะ Hyperlapse ต้องการกล้องที่มีระบบกันสั่นในตัว และแต่ละประเภทก็ให้ประสบการณ์ต่างกัน

กล้อง 360 — ง่ายและยืดหยุ่นที่สุด

กล้อง 360 เก็บภาพรอบทิศพร้อมกัน ทำให้เลือกมุมและทิศทางการเคลื่อนกล้องได้ทีหลังในขั้นตัดต่อ ซึ่งสะดวกมากสำหรับ Hyperlapse รุ่นที่น่าสนใจคือ Insta360 X5 ที่มีโหมด TimeShift สำหรับ Hyperlapse โดยเฉพาะ พร้อมเอฟเฟกต์ Motion Blur ในตัว และพรีเซ็ตแบบกดครั้งเดียวในแอป ช่วยให้ได้คลิปสวยแบบ "ถ่ายมาได้ยังไง" โดยไม่ต้องลงแรงเยอะ

Action Cam — กันสั่นแน่น พกง่าย

แอ็กชันแคมใช้ระบบกันสั่นแบบไจโรที่นิ่งมาก เหมาะกับ Hyperlapse แบบเดินถือหรือติดอุปกรณ์ รุ่นอย่าง DJI Osmo Action มีโหมด Timelapse และ Hyperlapse ในตัว ตั้งค่าง่ายและให้ไฟล์คุณภาพดี ส่วนสาย GoPro ก็มีโหมด TimeWarp ที่เป็น Hyperlapse ในแบบฉบับของตัวเอง ทั้งคู่ทนทานและพกพาสะดวกสำหรับงานกลางแจ้ง

Pocket Gimbal — ลื่นที่สุดสำหรับสายเดินถ่าย

กล้องพ็อกเก็ตที่มีกิมบอลจริงให้ภาพเคลื่อนที่นิ่งที่สุด รุ่นอย่าง DJI Osmo Pocket 4 มีโหมด Hyperlapse พร้อมฟีเจอร์ ActiveTrack ที่ล็อกวัตถุได้ด้วยการแตะสองครั้ง ทำ Hyperlapse แบบหมุนรอบจุดสนใจได้ง่ายมาก รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องกล้องสายครีเอเตอร์กลุ่มนี้ อ่านต่อได้ที่บทความ กล้องที่มี Vlog Mode น่าใช้

โดรน — Hyperlapse มุมสูง

สำหรับงานมุมสูง โดรนรุ่นใหม่ของ DJI หลายรุ่นมีโหมด Hyperlapse ในตัว ทั้งแบบเคลื่อนตามเส้นทางและแบบหมุนรอบจุด ช่วยสร้างช็อตเปิดเรื่องที่ดูอลังการ ดูตัวเลือกเพิ่มเติมได้ที่หมวด โดรนและแอ็กชันแคม

ถ้าต้องการเสริมเรื่อง Motion Blur ให้ดูเป็นหนัง ฟิลเตอร์ ND คืออุปกรณ์สำคัญ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่ใช้ในงานวิดีโอทั่วไป อ่านเพิ่มได้ที่บทความ In-Camera LUT ใส่โทนสีในกล้อง

สรุป ดูที่ "กล้องขยับไหม" ก่อนเลือกอุปกรณ์

วิธีเลือกที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากคำถามเดียว ถ้ากล้องอยู่กับที่คือ Timelapse ขอแค่กล้องที่ตั้งถ่ายเป็นช่วงได้กับขาตั้งมั่นคงก็พอ แต่ถ้ากล้องต้องเคลื่อนที่คือ Hyperlapse ที่ต้องมีระบบกันสั่นเป็นหัวใจ

สำหรับ Hyperlapse ถ้าอยากได้ความยืดหยุ่นเลือกมุมทีหลัง กล้อง 360 อย่าง Insta360 X5 ตอบโจทย์ที่สุด ถ้าเน้นทนทานพกง่าย แอ็กชันแคมของ DJI หรือ GoPro คือตัวเลือกที่ดี และถ้าต้องการภาพลื่นแบบล็อกวัตถุ กล้องพ็อกเก็ตกิมบอลคือคำตอบ เริ่มจากเข้าใจเทคนิคก่อน แล้วค่อยเลือกอุปกรณ์ให้ตรง จะช่วยให้ไม่เสียเงินซื้อของที่ไม่ตอบโจทย์

อยากเทียบรุ่นหรือเช็กว่ากล้องตัวไหนพร้อมส่ง สามารถเช็กราคาและสต็อกกล้อง Action และ 360 ได้ที่ EC-MALL พร้อมทีมงานช่วยแนะนำรุ่นที่เหมาะกับสไตล์งานของคุณ