เมื่อพูดถึงกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมในยุคปัจจุบัน ผมต้องยอมรับว่าการเลือกระหว่าง Canon EOS R8 กับ Sony A7III เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย ทั้งสองรุ่นนี้ตัวแทนของค่ายใหญ่ที่มีประสบการณ์ในการทำกล้องมายาวนาน แต่ก็มีแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีที่แตกต่างกันชัดเจน Canon EOS R8 เป็นตัวแทนของนวัตกรรมล่าสุดจากแคนนอน ที่นำเอาเซนเซอร์และเทคโนโลยีจากรุ่นท็อปมาใส่ในตัวเครื่องที่มีขนาดกะทัดรัด ขณะที่ Sony A7III กลับเป็นหนึ่งในกล้องที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ โดยเฉพาะในเรื่องของระบบโฟกัสและการถ่ายวิดีโอ ทั้งสองตัวเลือกนี้ล้วนมีจุดเด่นที่น่าสนใจ และความแตกต่างที่ชัดเจนพอที่จะใช้เป็นตัวตัดสินใจได้ในแต่ละการใช้งาน
ระบบโฟกัสและความเร็วในการถ่าย
ในเรื่องของระบบโฟกัส Sony A7III มีความโดดเด่นอย่างชัดเจนด้วยจุดโฟกัสถึง 693 จุดแบบ Phase Detection และ 425 จุดแบบ Contrast Detection ที่ครอบคลุมพื้นที่เซนเซอร์ได้กว้างกว่า ขณะที่ Canon EOS R8 ใช้ระบบ Dual Pixel CMOS AF ที่แม้จะมีจุดโฟกัสน้อยกว่า แต่ให้ความแม่นยำและความเร็วที่ไม่แพ้กัน สำหรับความเร็วในการถ่ายต่อเนื่อง Sony ชนะเด็ดขาดด้วย 10 ภาพต่อวินาที เทียบกับ 6 ภาพต่อวินาทีของ Canon หากคุณถ่ายกีฬาหรือสัตว์ป่าบ่อย Sony A7III จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า แต่สำหรับการใช้งานทั่วไป ความเร็ว 6 ภาพต่อวินาทีของ Canon ก็เพียงพอแล้ว
ระบบกันสั่นในตัวเครื่อง
จุดนี้เป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจนของ Sony A7III ที่มีระบบกันสั่น IBIS 5 แกนทำงานได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ สามารถชดเชยการสั่นไหวได้สูงสุด 5 สต็อป ส่วน Canon EOS R8 มีระบบกันสั่นแค่ตอนถ่ายวิดีโอเท่านั้น นั่นหมายความว่าเวลาถ่ายภาพนิ่งด้วยมือเปล่าในที่แสงน้อย Sony จะช่วยให้ได้ภาพที่คมชัดกว่า โดยเฉพาะเมื่อใช้เลนส์ที่ไม่มีระบบกันสั่นในตัว หรือเลนส์เก่าที่แปลงจากกล้อง DSLR สำหรับผู้ที่ถ่ายภาพ Documentary หรือ Travel Photography บ่อย ระบบกันสั่นในตัวเครื่องนี้มีค่ามาก
ขนาดน้ำหนักและการพกพาสะดวก
Canon EOS R8 มีความได้เปรียบอย่างชัดเจนในเรื่องขนาดและน้ำหนัก ด้วยน้ำหนักเพียง 461 กรัม เทียบกับ 657 กรัมของ Sony A7III ความต่าง 200 กรัมนี้อาจดูไม่มาก แต่เวลาพกไปเที่ยวทั้งวันจะรู้สึกได้ชัดเจน ขนาดที่กะทัดรัดของ Canon ทำให้ใส่กระเป๋าง่ายกว่า และดูไม่เป็นทางการจนเกินไป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกล้องฟูลเฟรมที่พกพาสะดวก อย่างไรก็ตาม ขนาดที่เล็กกว่านี้มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดเล็กกว่าด้วย ซึ่งอาจต้องเตรียมแบตสำรองเพิ่ม Sony A7III แม้จะใหญ่กว่า แต่ให้ความรู้สึกแข็งแรงและมีแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่า ทนทานกว่า
ช่องใส่การ์ดและระบบจัดเก็บ
Sony A7III มีข้อได้เปรียบที่สำคัญด้วยช่องใส่การ์ด 2 ช่อง ที่สามารถใช้เป็น Backup หรือแยกไฟล์ตามประเภทได้ โดยช่องแรกรองรับ UHS-II ที่เร็วกว่า ส่วน Canon EOS R8 มีช่องเดียว แม้จะรองรับการ์ด SD, SDHC, SDXC ครบถ้วน แต่สำหรับงานสำคัญที่ต้องการความปลอดภัยสูง การมีช่องการ์ดสองช่องเป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจน นอกจากนี้ Sony ยังรองรับ Memory Stick Duo ด้วย ซึ่งเป็นมาตรฐานของโซนี่เอง การเขียนไฟล์ของ Sony A7III เร็วกว่า โดยเฉพาะเมื่อถ่าย RAW ต่อเนื่อง การมีช่องการ์ดสองช่องจึงไม่ใช่แค่เรื่องการสำรอง แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย
ความไวแสงและคุณภาพภาพในที่แสงน้อย
Canon EOS R8 มี ISO สูงสุดถึง 102,400 เทียบกับ 51,200 ของ Sony A7III (แม้ Sony จะขยายได้ถึง 204,800) แต่ในความเป็นจริง ค่า ISO ที่ใช้งานได้จริงของทั้งสองรุ่นอยู่ที่ประมาณ 6,400-12,800 การมีค่า ISO สูงกว่านี้เป็นเพียงตัวเลือกสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เซนเซอร์ของ Canon EOS R8 เป็นรุ่นใหม่กว่า มาพร้อมกับชิป Digic X ที่ช่วยประมวลผลภาพได้เร็วกว่าและลด Noise ได้ดีกว่า ขณะที่ Sony A7III ใช้เซนเซอร์ Exmor R BSI ที่เป็น Back-Illuminated ช่วยรับแสงได้ดีกว่า สำหรับการถ่ายในที่แสงน้อย ทั้งสองรุ่นให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน แต่ Canon มีสีสันที่นุ่มนวลกว่าเล็กน้อย
ระบบการเชื่อมต่อและการใช้งานสมัยใหม่
Sony A7III มาพร้อม WiFi และ NFC ในตัว ทำให้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ง่าย ส่วน Canon EOS R8 มีระบบไร้สายเช่นกัน แต่ไม่ได้ระบุ NFC ในสเปก อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรุ่นสามารถควบคุมระยะไกลผ่านแอปมือถือได้ สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อ Canon ใช้ micro HDMI และ USB 3.2 Gen 2 ที่ให้ความเร็วสูงถึง 10 Gbit/sec เหมาะสำหรับการถ่ายโอนไฟล์ ขณะที่ Sony ใช้ USB Type-C ที่เป็นมาตรฐานสมัยใหม่กว่า ทั้งสองมีช่องเสียบหูฟังและไมโครโฟนครบถ้วน แต่ Canon มีพอร์ตครบครันกว่าเล็กน้อย สำหรับนักสร้างเนื้อหาที่ต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์หลากหลาย
หน้าจอและการใช้งาน
Sony A7III ชนะในเรื่องหน้าจอด้วย LCD ทัชสกรีนขนาด 3 นิ้วที่พับได้ ทำให้ถ่ายภาพจากมุมต่าง ๆ สะดวกกว่า ส่วน Canon EOS R8 มีหน้าจอ 3 นิ้วเช่นกัน แต่เป็นแบบคงที่ ไม่สามารถพับได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรุ่นมีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ OLED ที่ให้ภาพคมชัดและสีสันสวยงาม การใช้งานเมนูของ Canon ง่ายกว่าและเข้าใจง่าย ขณะที่ Sony มีตัวเลือกการตั้งค่าที่ละเอียดกว่า แต่ซับซ้อนกว่าสำหรับผู้เริ่มต้น หน้าจอที่พับได้ของ Sony มีประโยชน์มากสำหรับการถ่าย Vlog หรือ Self-portrait ที่กำลังได้รับความนิยม