ถอดรหัส GoPro: ประวัติ กลยุทธ์ และอนาคตของแบรนด์แอ็กชันแคม

จุดเริ่มต้นของ GoPro

หากจะให้เล่าเรื่องของ GoPro อย่างถึงแก่น ก็ต้องเริ่มจากชายที่ชื่อ Nick Woodman ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่มีความฝันกับคลื่นทะเล เขาไม่ได้มีภูมิหลังเป็นวิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีด้วยซ้ำ แต่เขาเป็นนักเซิร์ฟที่มีความหลงใหลในกีฬาชนิดนี้มากพอจะรู้ว่า “มันน่าจะมีวิธีเก็บภาพเหล่านี้เอาไว้ได้แบบสมจริงกว่านี้สิ” โดยไม่ต้องให้ใครมายืนถ่ายอยู่ข้างชายหาด

ตอนนั้นกล้องแอ็กชันยังไม่ใช่หมวดหมู่ที่มีในตลาดด้วยซ้ำ การถ่ายภาพขณะทำกิจกรรมแนวแอ็กชัน เช่น เซิร์ฟ สโนว์บอร์ด หรือมอเตอร์ไซค์ผาดโผน คือเรื่องยาก และบ่อยครั้งก็แทบเป็นไปไม่ได้ Nick จึงเริ่มต้นทำสิ่งที่หลายคนมองว่า “บ้า” หรือ “ไม่มีทางเป็นจริงได้” อย่างการพยายามสร้างกล้องของตัวเองขึ้นมา

เขาเริ่มต้นแบบบ้าน ๆ จริง ๆ ขายสร้อยข้อมือที่ทำจากเปลือกหอย หาเงินมาลงทุน และยืมเงินจากพ่อแม่อีกหลายแสนบาทเพื่อเอามาพัฒนากล้องตัวแรก แม้จะดูเหมือนเป็นแค่โปรเจ็กต์เล็ก ๆ แต่สุดท้ายมันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการบันทึกภาพของทั้งโลก

กล้องรุ่นแรกและยุคฟิล์ม

กล้อง GoPro HERO รุ่นแรกเปิดตัวในปี 2004 และแน่นอนว่ายังไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน มันเป็นกล้องฟิล์มธรรมดาขนาด 35 มม. ที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่ที่ไม่ธรรมดาคือมันถูกใส่ไว้ในเคสพลาสติกกันน้ำ และสามารถรัดไว้กับข้อมือได้

พูดง่าย ๆ ก็คือ มันเป็นกล้องที่ “เอาไปลุยน้ำได้โดยไม่พัง” และ “ไม่ต้องถือถ่ายเอง” จุดแข็งตรงนี้เองที่ทำให้มันเริ่มถูกพูดถึงในกลุ่มนักกีฬาเอ็กซ์ตรีม เพราะมันคือกล้องที่ตามไปกับพวกเขาได้ในทุกสถานการณ์ ตั้งแต่กลางทะเลไปจนถึงยอดเขาหิมะ

แม้ว่าคุณภาพของภาพจากกล้องรุ่นนี้จะไม่ได้ดีมาก (เพราะมันยังเป็นฟิล์มอยู่) แต่ผู้ใช้กลับรู้สึกว่ามัน “ได้อารมณ์จริง” และที่สำคัญ มันทำให้คนธรรมดาที่ชอบลุย สามารถเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวเองได้ โดยไม่ต้องมีทีมถ่ายทำมืออาชีพ ไม่ต้องมีโดรน ไม่ต้องมีขาตั้งกล้อง

มันเป็นการเปิดประตูให้กับ “ยุคของกล้องพกพาแนวลุย” อย่างแท้จริง

การเข้าสู่ยุคดิจิทัล

หลังจากประสบความสำเร็จในกลุ่มเล็ก ๆ จากกล้องฟิล์ม GoPro ก็เริ่มมองเห็นภาพใหญ่ พวกเขารู้ดีว่าหากอยากขยายตลาดให้โตขึ้น จะต้องก้าวเข้าสู่โลกของดิจิทัลให้เร็วที่สุด และในปี 2006 กล้อง Digital HERO รุ่นแรกก็เปิดตัวออกมา

แม้คุณภาพของวิดีโอจะยังไม่ได้สูงมาก ความละเอียดเพียง 640x460 พิกเซล ก็เรียกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ “พอดูได้” แต่ข้อดีคือมันยังคงเป็นกล้องที่กันน้ำได้ พกพาง่าย และสามารถรัดติดกับตัวผู้ใช้งานได้เหมือนเดิม

ความน่าสนใจอยู่ที่กล้องรุ่นนี้ยังไม่มีจอแสดงผล คุณจะถ่ายอะไรออกมาได้บ้างต้องลุ้นตอนเปิดภาพดูภายหลัง — แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเป้าหมายหลักของ GoPro คือการให้คุณได้บันทึก “อารมณ์ตอนอยู่ในสถานการณ์จริง” ไม่ใช่แค่การเก็บภาพให้เป๊ะ

ในเวลาต่อมา พวกเขาเปิดตัว HERO2 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะมันสามารถถ่ายวิดีโอ HD ได้ และให้ภาพนิ่งที่ความละเอียด 11MP ซึ่งในตอนนั้นถือว่าสูงมากสำหรับกล้องแอ็กชันขนาดเล็ก

มันเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า GoPro กำลังจะกลายเป็นกล้อง “ของทุกคน” ไม่ใช่แค่ของนักกีฬาอีกต่อไป แต่รวมถึงนักท่องเที่ยว นักเดินทาง หรือแม้แต่นักวิดีโอบล็อกที่อยากได้กล้องตัวเล็ก ๆ ที่เอาไปติดตรงไหนก็ได้

ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรือง: HERO3, HERO4 และคลื่นความนิยมที่พุ่งสุดขีด

ถ้าจะพูดถึงยุคที่ GoPro ดังที่สุด เป็นที่รู้จักมากที่สุด และกลายเป็น “ของมันต้องมี” ของสายเที่ยว สายกีฬา และยูทูบเบอร์หน้าใหม่ทั่วโลก ก็คงต้องยกให้ช่วง HERO3 และ HERO4

HERO3 เปิดตัวในปี 2012 โดยแยกเป็น 3 รุ่นย่อย—White, Silver และ Black Edition รุ่น Black เป็นตัวเรือธงที่มาพร้อมกับความสามารถในการถ่ายวิดีโอ 4K แม้จะได้แค่ 15 เฟรมต่อวินาทีก็ตาม แต่ในยุคนั้นก็ถือว่าเหนือไปไกลแล้ว ความละเอียดแบบนี้ในกล้องเล็กเท่านิ้วโป้ง มันไม่ธรรมดา

ต่อมา HERO4 ได้ยกระดับเกมไปอีกขั้น โดยเฉพาะ HERO4 Black ที่สามารถถ่าย 4K/30fps และ Full HD 1080p/120fps ได้อย่างลื่นไหล ส่วนรุ่น Silver เป็นตัวแรกที่ใส่หน้าจอสัมผัสมาในตัว เพิ่มความสะดวกในการใช้งานแบบก้าวกระโดด

ช่วงนั้นเป็นเหมือนคลื่นยักษ์แห่งความนิยมที่ GoPro ขี่อยู่ได้อย่างสง่างาม ไม่ว่าจะดูวิดีโอบน YouTube หรือ Facebook ก็มักจะเจอคลิปจากกล้อง GoPro เสมอ ทั้งคนกระโดดร่ม ดำน้ำ หรือแม้แต่คนขี่จักรยานไปตลาด—มันกลายเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่ากล้อง

การเข้าสู่ตลาดหุ้น (IPO) และความคาดหวังของนักลงทุน

ปี 2014 คือหมุดหมายสำคัญอีกหนึ่งจุด—GoPro ตัดสินใจนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหุ้น (IPO) โดยใช้ชื่อย่อว่า GPRO บน Nasdaq มูลค่าหุ้นเปิดตัววันแรกสูงถึง $24 และพุ่งขึ้นไปถึง $31 ในไม่กี่ชั่วโมง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์นี้

แต่นั่นก็เป็นดาบสองคม...

หลังจาก IPO ความคาดหวังจากตลาดเริ่มกดดันบริษัทให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ยอดขาย รายได้ และกำไร แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายในธุรกิจกล้อง เพราะแม้ GoPro จะเป็นผู้นำตลาดอยู่ แต่ก็เริ่มเจอแรงกดดันจากคู่แข่ง เช่น Sony และแบรนด์จีนที่มีราคาถูกกว่าเยอะ

ช่วง 2-3 ปีหลังจาก IPO หุ้น GoPro เริ่มตกลงเรื่อย ๆ จนราคาลดลงไปต่ำกว่า $10 นั่นเป็นสัญญาณว่า “การโตในเชิงธุรกิจ” กับ “การมีคนรู้จักแบรนด์” คือคนละเรื่องกัน

เทคโนโลยีในมือของตัวเอง: การพัฒนา GP1/GP2 Chip และระบบกันสั่น HyperSmooth

ในช่วงที่เริ่มเจอกับปัญหาทางธุรกิจ GoPro ตัดสินใจลงทุนในสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ นั่นคือ “เทคโนโลยีภายใน” โดยเฉพาะการพัฒนาชิปประมวลผลของตัวเอง

ก่อนหน้านั้น GoPro ใช้ชิปจากบริษัท Ambarella มาโดยตลอด ซึ่งก็ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องการควบคุมคุณภาพและการพัฒนาในระยะยาว

ปี 2017 GoPro เปิดตัว HERO6 Black พร้อมชิป GP1 ที่พัฒนาเองเป็นครั้งแรก ช่วยให้กล้องทำงานได้เร็วขึ้น สีสันดีขึ้น และเพิ่มเฟรมเรตให้วิดีโอลื่นไหล ต่อมาใน HERO10 Black ก็มีการอัปเกรดเป็นชิป GP2 ทำให้สามารถถ่าย 5.3K/60fps ได้โดยไม่กระตุก

และที่สำคัญอีกอย่างคือ “HyperSmooth” ระบบกันสั่นที่เริ่มใน HERO7 และถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องในรุ่นถัดมา มันช่วยให้วิดีโอที่ถ่ายออกมาดูนิ่งแบบไม่น่าเชื่อ แม้จะไม่มี Gimbal ก็ตาม และนี่แหละคือจุดขายที่ GoPro เริ่มใช้ต่อยอดเพื่อแข่งขันกับมือถือ

การลองตลาดใหม่: โดรน Karma และบทเรียนครั้งใหญ่

ในปี 2016 GoPro ตัดสินใจก้าวออกจากโซนเดิม ด้วยการเปิดตัวโดรนที่ชื่อว่า “Karma” หวังจะแข่งกับแบรนด์ใหญ่อย่าง DJI ที่กำลังร้อนแรงในตลาดโดรนถ่ายภาพ

แนวคิดของ Karma ไม่ได้แย่—มันมาพร้อม Gimbal ถอดได้ กล้อง GoPro ติดตั้งในตัว และพับเก็บสะดวก ฟังดูเหมือนสูตรสำเร็จ แต่ความจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น

ปัญหาสำคัญคือคุณภาพของการบินที่ยังไม่สู้ DJI แถมช่วงเปิดตัวเจอปัญหาแบตเตอรี่ ทำให้ต้องเรียกคืนสินค้าหลายพันเครื่องในช่วงสัปดาห์แรก ความเสียหายทางภาพลักษณ์เกิดขึ้นทันที และยอดขายก็ไม่เคยฟื้นกลับมา

Karma จึงกลายเป็นหนึ่งในบทเรียนราคาแพงของ GoPro และสุดท้ายพวกเขาก็ยอมถอนตัวจากธุรกิจโดรนในปี 2018

การฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป: HERO8 ถึง HERO11 และความพยายามรีแบรนด์ตัวเอง

หลังจากสะดุดกับโดรน Karma และความคาดหวังในตลาดหุ้นที่สูงเกินจริง GoPro เลือกที่จะชะลอจังหวะ หันกลับมาโฟกัสสิ่งที่ถนัดที่สุด—กล้องแอ็กชันคุณภาพสูงที่ใช้งานง่ายและทนทานในทุกสถานการณ์

HERO8 Black ที่เปิดตัวในปี 2019 กลายเป็นสัญญาณแรกของการ “รีแบรนด์ตัวเอง” ใหม่หมดจด ด้วยดีไซน์ที่ออกแบบมาให้ใช้งานจบในตัว กันสั่น HyperSmooth 2.0 ที่นิ่งเกินคาด และการรองรับ Live Streaming ผ่านแอป ทำให้กล้องกลายเป็นเครื่องมือถ่ายทอดสดกลางแจ้งได้แบบมืออาชีพ

GoPro ยังพยายามสร้าง Ecosystem ของตัวเองเพิ่มเติม ด้วย Media Mod, Light Mod และ Display Mod ที่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับกล้องให้เข้ากับงานแบบเฉพาะทางมากขึ้น เช่น Vlog หรือถ่ายสัมภาษณ์นอกสถานที่

HERO9 และ HERO10 Black ก็ตามมาติด ๆ พร้อมสเปกที่แรงขึ้น ทั้งความละเอียด 5K, เซ็นเซอร์ 23.6MP, การเพิ่มจอด้านหน้า และระบบประมวลผลด้วยชิป GP1 และ GP2 ที่ทำให้การเรนเดอร์วิดีโอและประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

HERO11 Black ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ “กล้องที่พร้อมสำหรับมืออาชีพ” ด้วย HyperSmooth 5.0, โหมด Horizon Lock และเซ็นเซอร์ใหม่แบบ 8:7 ซึ่งเปิดพื้นที่การสร้างคอนเทนต์สำหรับหลายแพลตฟอร์มในครั้งเดียว

แม้ในช่วงนี้ GoPro จะยังไม่ได้กลับสู่จุดสูงสุดแบบในอดีต แต่ก็สามารถวางรากฐานใหม่ให้มั่นคงขึ้น ทั้งในด้านเทคโนโลยีและกลุ่มผู้ใช้งานที่ยังภักดี

GoPro MAX และความท้าทายจากคู่แข่งในตลาดกล้องแอ็กชัน

ในปีเดียวกับ HERO8 Black GoPro ได้เปิดตัว GoPro MAX กล้อง 360 องศารุ่นใหม่ที่ออกแบบให้ใช้งานง่ายขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า (Fusion) พร้อมฟีเจอร์ Hero Mode ที่เปลี่ยนจากโหมด 360 เป็นกล้องมุมมองปกติได้แบบเรียลไทม์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการถ่ายวิดีโอแนวสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม ในตลาดกล้อง 360 องศาและกล้องแอ็กชันโดยรวม การแข่งขันเริ่มรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

Insta360 กลายเป็นชื่อที่มาแรง ด้วยการปล่อยกล้องรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง และชูจุดเด่นที่ใช้งานง่าย มีซอฟต์แวร์และแอปที่ฉลาด รวมถึงฟีเจอร์ AI ที่ช่วยให้การตัดต่อวิดีโอแบบ 360 เป็นเรื่องสนุกและเข้าถึงได้แม้กับมือใหม่

ในขณะเดียวกัน DJI ก็สร้างชื่อในตลาดกล้องแอ็กชันผ่าน Osmo Action ด้วยการนำเสนอระบบกันสั่น RockSteady, หน้าจอหน้าแบบ Dual Screen และอินเทอร์เฟซที่ตอบสนองเร็ว

แต่สิ่งที่ GoPro ยังคงรักษาไว้ได้อย่างชัดเจนคือ “คุณภาพของภาพ” และ “ความแข็งแรงของฮาร์ดแวร์” ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ยังมีผู้ใช้งานระดับจริงจังเลือกใช้ในกิจกรรมกลางแจ้ง การผจญภัย หรือถ่ายงานที่มีความเสี่ยงสูง

HERO12, HERO13 และสถานการณ์ปัจจุบัน: กล้องที่ดีขึ้นในโลกที่ผู้ใช้เปลี่ยนไป

Gopro HERO12 Black เปิดตัวในปี 2023 มาพร้อมการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น และรองรับ Bluetooth Audio ทำให้กล้องเหมาะสำหรับสาย Vlogger และ Creator มากยิ่งขึ้น

ปี 2024 GoPro ส่ง GoPro HERO13 Black ออกมาเสริมทัพด้วยฟีเจอร์ที่ถือว่าครบเครื่องที่สุดในรุ่นเรือธง ทั้ง Wi-Fi 6, การถ่าย HDR แบบ 10-bit, โหมด Burst Slow-mo สูงสุด 400fps และ HyperSmooth 6.0 ที่ยังครองความนิ่งระดับมืออาชีพแบบไม่ต้องง้อ Gimbal

ในเชิงเทคนิค กล้องเหล่านี้ถือว่าทำได้ดีมาก และยังเป็นตัวเลือกที่เชื่อถือได้ในสถานการณ์ที่ต้องการความอึด ทน และภาพสวยแบบมืออาชีพ

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้ใช้งานเป็นปัจจัยที่ GoPro ต้องยอมรับ ผู้ใช้ทั่วไปหันไปใช้สมาร์ตโฟนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ที่ถ่าย Vlog ท่องเที่ยว หรือทำคอนเทนต์แนว Life-style ที่มือถือ “ดีพอ” และสะดวกกว่า

ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ใช้งานจริงจัง—เช่น สายจักรยาน, ดำน้ำ, ปีนเขา หรือช่างภาพแอ็กชัน—ยังคงมีฐานลูกค้าเดิมพอสมควร โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสำคัญกับความทนทาน ความง่ายในการใช้งาน และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การถ่ายในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว

อนาคตของ GoPro: HERO14 และความหวังในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว

GoPro กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนอีกครั้ง—ไม่ใช่เพราะสินค้าของพวกเขาแย่ลง แต่เพราะพฤติกรรมผู้ใช้ในตลาดเปลี่ยนไปเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดเดาได้

HERO14 ที่คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2025 กลายเป็นความหวังใหม่ของแบรนด์ที่จะดึงความสนใจกลับมาอีกครั้ง และสิ่งที่ผู้ใช้จำนวนมากเฝ้ารอคือการพัฒนาที่ “ตรงจุด” มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์พร่ำเพรื่อ—โดยเฉพาะเรื่อง “ขนาดเซ็นเซอร์” ที่หลายคนเห็นว่าควรใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีกว่าเดิม

ในยุคที่คอนเทนต์ไม่ได้ถ่ายเฉพาะกลางวัน แต่มีการถ่ายกลางคืน ในที่มืด ในห้องแสงต่ำ หรือสภาพแสงท้าทาย ความสามารถของกล้องในด้าน Dynamic Range และ Noise Control เริ่มกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ GoPro ต้องเร่งตอบโจทย์ให้ชัด

อีกหนึ่งทางเลือกที่ GoPro อาจเดินคือการโฟกัสชัดเจนยิ่งขึ้นกับกลุ่มผู้ใช้เฉพาะ เช่น นักกีฬา extreme, นักดำน้ำ, นักถ่ายทำสารคดี หรือมืออาชีพที่ยังต้องการกล้องขนาดเล็ก ทนทาน ใช้งานเร็ว และไว้ใจได้ในทุกสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นตลาดที่ GoPro เคยครองแบบไร้คู่แข่งมานาน และยังคงมีศักยภาพอยู่มาก

ไม่ว่า GoPro จะเลือกทางไหนใน HERO14 หรืออนาคตต่อจากนั้น สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ “คุณภาพยังคงอยู่” และ “แบรนด์ยังไม่จบ” เพียงแค่บทบาทของมันในตลาดเปลี่ยนไป และการเข้าใจผู้ใช้ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน จะเป็นกุญแจที่กำหนดอนาคตของ GoPro ต่อไป