จุดเริ่มต้น (2006): ความฝันเล็กในหอพัก
DJI เริ่มต้นจากความฝันเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKUST) โดยมีผู้ก่อตั้งอย่าง Frank Wang เด็กหนุ่มชาวจีนผู้หมกมุ่นกับการบินในระดับที่มากกว่าแค่ความหลงใหล เขาไม่ได้แค่เล่นเครื่องบินบังคับเพื่อความสนุก แต่เริ่มลงมือออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ควบคุมการบิน หรือ flight controller ที่สามารถทำให้วัตถุบินได้อย่างเสถียรและปลอดภัยขึ้นในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ภายใต้ชื่อบริษัทเล็กๆ ที่เขาก่อตั้งขึ้นในปี 2006 ชื่อว่า Da-Jiang Innovations หรือ Dji ซึ่งในเวลานั้นยังแทบไม่มีใครรู้จัก และแน่นอนว่าไม่ได้มีทุนหนา โรงงานใหญ่ หรือทีมวิศวกรระดับโลกเหมือนบริษัทเทคโนโลยีเจ้าอื่น
สิ่งที่เขามีมีเพียงโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยสายไฟ หัวแร้งบัดกรี และคอมพิวเตอร์เก่าๆ พร้อมความมุ่งมั่นว่าจะทำให้คนธรรมดาสามารถ “บินได้” โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องบินโดยสารหรืออุปกรณ์ราคาแพงที่ซับซ้อนเกินจำเป็น Frank เริ่มต้นด้วยการขาย flight controller ให้กับผู้ผลิต โดรน รายย่อย นักเล่น DIY และกลุ่มผู้ใช้เฉพาะทางในวงการอากาศยานไร้คนขับ แม้ชื่อ DJI จะยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ผลิตภัณฑ์ของเขาก็เริ่มได้รับความไว้วางใจในฐานะ “หัวใจของการบิน” ที่เสถียรและไว้วางใจได้


การปฏิวัติโดรนสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (2013): Phantom และ Mavic
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของ DJI เกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อพวกเขาเปิดตัว Phantom โดรนสีขาวดีไซน์มินิมอลที่ดูเหมือนของเล่น แต่กลับซ่อนเทคโนโลยีการบินและการถ่ายภาพระดับมืออาชีพไว้ภายใน มันคือโดรน “พร้อมบิน” ที่คนทั่วไปสามารถใช้ได้ทันทีหลังแกะกล่อง ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐาน ไม่ต้องประกอบอุปกรณ์ และไม่ต้องบินเก่ง Phantom ทำให้ใครๆ ก็สามารถถ่ายภาพมุมสูงได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ช่างภาพสมัครเล่น หรือครีเอเตอร์บน YouTube ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพที่ดูเป็นมืออาชีพชนิดที่คนดูแล้วต้องอุทานว่า “นี่ถ่ายจาก โดรน Dji เหรอ?”
Phantom ไม่ได้เปลี่ยนแค่ DJI ให้กลายเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จัก แต่เปลี่ยนทั้งอุตสาหกรรมโดรนจากของเล่นเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นเทคโนโลยีสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอย่างแท้จริง และ DJI ก็ไม่หยุดอยู่กับความสำเร็จรุ่นแรก พวกเขาต่อยอดอย่างรวดเร็วด้วย Phantom 2, 3 และ 4 ซึ่งแต่ละรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้การบินง่ายขึ้น เช่น ระบบ กันสั่น dji แบบ Gimbal, กล้องในตัว, ฟีเจอร์บินกลับอัตโนมัติ และการติดตามเป้าหมายแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน สายมืออาชีพก็ได้รับผลิตภัณฑ์ในซีรีส์ Inspire ซึ่งให้ภาพในระดับภาพยนตร์ พร้อมกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ และระบบควบคุมแบบสองคนที่แยกระหว่างนักบินกับช่างภาพ
แต่ไฮไลต์ที่ทำให้ DJI กลายเป็นแบรนด์สำหรับ “ทุกคน” เกิดขึ้นในปี 2016 กับการเปิดตัว Mavic Pro โดรนพับได้ขนาดเล็กที่สามารถใส่กระเป๋าเป้และพกพาไปได้ทุกที่ มันไม่ใช่แค่เล็ก แต่ยังรวมเอาคุณสมบัติระดับ Phantom เข้ามาไว้ด้วย ทำให้ผู้คนสามารถพกพาโดรนไปเที่ยว ถ่ายวิดีโอในธรรมชาติ หรือเก็บภาพจากมุมสูงในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องแบกกล่องใหญ่หรือเรียนรู้ระบบซับซ้อน Mavic Pro คือสัญญาณชัดเจนว่า DJI ไม่ได้แค่สร้างเครื่องบินไร้คนขับ แต่พวกเขากำลัง “ออกแบบวิธีใหม่ในการมองโลก” ผ่านสายตาที่บินได้


การเข้าสู่ตลาด B2B อย่างจริงจัง (2015)
แม้ DJI จะกลายเป็นชื่อคุ้นหูในกลุ่มผู้บริโภคจากความสำเร็จของ Phantom และ Mavic แต่เบื้องหลังนั้น บริษัทได้วางรากฐานไว้อีกด้านหนึ่งที่เงียบกว่าแต่ทรงพลังยิ่งกว่า นั่นคือโลกของธุรกิจ (B2B) ซึ่งเต็มไปด้วยความซับซ้อน ความต้องการเฉพาะทาง และมาตรฐานที่สูงกว่าตลาดทั่วไป จุดเริ่มต้นของการรุกตลาดนี้อย่างจริงจังเริ่มต้นในปี 2015 เมื่อ DJI เปิดตัว Agras MG-1 โดรนสำหรับเกษตรกรรมที่สามารถพ่นปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลงได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วในพื้นที่ขนาดใหญ่ นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนบทบาทของโดรนจาก “กล้องลอยฟ้า” ให้กลายเป็น “แรงงานลอยฟ้า” แต่ยังแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมของ DJI มีศักยภาพในการแก้ปัญหาจริงในภาคอุตสาหกรรม
จากนั้น DJI ก็เดินหน้าต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวซีรีส์ Matrice ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโดรนแบบเปิดที่รองรับภารกิจหลากหลาย ตั้งแต่การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน เสาไฟฟ้า โรงงาน ท่อก๊าซ ไปจนถึงการสำรวจพื้นที่ภัยพิบัติ โดรนเหล่านี้มาพร้อมระบบเซ็นเซอร์ขั้นสูง เช่น RTK สำหรับการระบุตำแหน่งความแม่นยำสูง LiDAR สำหรับสแกนภูมิประเทศแบบ 3 มิติ และกล้อง Zenmuse รุ่นต่างๆ ที่ออกแบบมาสำหรับงานสำรวจ งานวิศวกรรม และการบันทึกภาพข้อมูลเชิงลึก
ในเวลาต่อมา DJI ยังได้แนะนำระบบ DJI DOCK สถานีอัตโนมัติที่สามารถส่งโดรนออกไปทำภารกิจซ้ำๆ ได้ตามเวลาที่กำหนดโดยไม่ต้องมีคนควบคุมอยู่หน้างาน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการตรวจสอบทรัพย์สินขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า เขตอุตสาหกรรม หรือพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ นอกจากนี้พวกเขายังเปิดตัว FlyCart โดรนขนส่งสินค้าที่สามารถบรรทุกของหนักไปยังพื้นที่ห่างไกลหรือยากต่อการเข้าถึง เช่น บนเขา เกาะ หรือพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งทำให้การขนส่งไร้คนขับไม่ใช่แค่แนวคิดล้ำๆ แต่กลายเป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงแล้วในวันนี้
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า DJI กำลังเคลื่อนตัวจากการ “ทำให้คนธรรมดาบินได้” มาสู่การ “ทำให้องค์กรบินได้” โดยเปลี่ยนวิธีทำงานของภาคอุตสาหกรรมและองค์กรขนาดใหญ่ด้วยระบบบินอัตโนมัติที่ฉลาด ใช้งานง่าย และปรับแต่งได้ตามภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร วิศวกรรม การสำรวจ กู้ภัย หรือโลจิสติกส์ โดรนของ DJI ไม่ได้แค่เก็บภาพ แต่กำลังเป็นเครื่องมือที่ช่วย “แก้ปัญหาในโลกจริง” ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ


กลยุทธ์สร้างภาพ: เข้าถือหุ้น Hasselblad (2017)
ในปี 2017 DJI ทำให้โลกของกล้องต้องหันมามองอีกครั้ง ด้วยการเข้าถือหุ้นบางส่วนของ Hasselblad แบรนด์กล้องระดับตำนานจากสวีเดนที่มีชื่อเสียงจากการเป็นกล้องตัวแรกที่ใช้ถ่ายภาพบนดวงจันทร์ร่วมกับภารกิจของ NASA การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเทคโนโลยีหรือกล้องรุ่นใหม่ๆ เท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์ระยะยาวในการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ DJI ให้ก้าวข้ามจากผู้ผลิตโดรน สู่ “ผู้นำด้านคุณภาพภาพถ่ายบนอากาศ” ที่ได้รับการยอมรับในวงการมืออาชีพ
DJI รู้ดีว่าการทำให้โดรนบินได้ง่ายนั้นไม่ยากอีกต่อไป แต่สิ่งที่ยังไม่มีใครทำได้ดีจริงคือการทำให้โดรน “ถ่ายภาพได้สวยเท่ากล้องโปร” ซึ่ง Hasselblad เป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะนอกจากจะมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตกล้องความละเอียดสูงแล้ว ยังมีชื่อเสียงและมรดกแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
ผลลัพธ์ของการร่วมมือปรากฏชัดเจนใน DJI Mavic 2 Pro ซึ่งเป็นโดรนรุ่นแรกที่ติดกล้อง Hasselblad ขนาดเซ็นเซอร์ 1 นิ้ว ให้ภาพที่ลึก โทนสีที่เป็นธรรมชาติ และรายละเอียดที่เหนือระดับกล้องทั่วไป จากนั้น DJI ก็ยังคงสานต่อความร่วมมือใน Mavic 3 ที่มาพร้อมเลนส์ Hasselblad รุ่นใหม่ ระบบภาพที่ตอบโจทย์มืออาชีพ และความสามารถในการบันทึกไฟล์วิดีโอระดับโปรดักชัน
การจับมือกันของ DJI และ Hasselblad เป็นตัวอย่างของ “ภาพถ่ายที่บินได้” อย่างแท้จริง เพราะมันรวมเอาความเสถียรของระบบโดรนเข้ากับความเชี่ยวชาญในการสร้างภาพระดับโลก จนกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ทั้งผู้สร้างภาพยนตร์ ช่างภาพข่าวสารคดี และผู้ผลิตคอนเทนต์ระดับสูงไว้ใจเลือกใช้ นี่จึงไม่ใช่แค่การลงทุนทางธุรกิจ แต่คือการขยายวิสัยทัศน์ของ DJI ให้กลายเป็นผู้นำแห่งการ “บอกเล่าด้วยภาพ” จากทุกมุมมองบนโลก


แตกไลน์อุปกรณ์: จากฟ้าเข้าสู่มือ (2017–ปัจจุบัน)
เมื่อ DJI ครองท้องฟ้าได้สำเร็จ พวกเขาเริ่มมองย้อนกลับมาที่ “มือ” ของผู้ถ่ายทำ และตั้งคำถามว่า... ถ้าเราสามารถทำให้กล้องลอยฟ้านิ่งได้ขนาดนั้น ทำไมกล้องในมือถึงยังสั่น? คำถามนี้นำไปสู่การขยายธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแบรนด์—การสร้างอุปกรณ์กันสั่นและกล้องพกพาสำหรับ Creator ทุกระดับ
ปี 2017 คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทิศ DJI สู่ภาคพื้นดิน พวกเขาเปิดตัว Osmo Mobile กิมบอลสำหรับสมาร์ทโฟนที่เปลี่ยนโทรศัพท์ธรรมดาให้กลายเป็นกล้องถ่ายหนังที่นิ่งและลื่นไหลแบบมืออาชีพ ต่อด้วยซีรีส์ Ronin สำหรับสายกล้องใหญ่ ซึ่งโด่งดังในวงการโปรดักชันเพราะความแม่นยำสูง น้ำหนักเบา และการควบคุมที่ตอบสนองมืออาชีพ
แต่ผลิตภัณฑ์ที่สร้าง “แรงกระเพื่อม” จริงๆ กลับเป็น กล้อง dji เล็กจิ๋วชื่อว่า Osmo Pocket ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2018
-
Osmo Pocket (2018) - กล้องรุ่นนี้คือ “การย่อเทคโนโลยีโดรนลงมาไว้ในฝ่ามือ” อย่างแท้จริง มาพร้อม Gimbal 3 แกนในตัว ความละเอียดวิดีโอ 4K ที่น่าทึ่งในขนาดเท่านิ้วโป้ง และจอเล็กที่ใช้ควบคุมทุกอย่างในมือเดียว ไม่ต้องต่ออุปกรณ์ ไม่ต้องมีทีมถ่ายทำ แค่พก Pocket ก็สามารถเดิน Vlog ไป ถ่ายไป ได้อย่างลื่นไหลราวกับใช้กล้องในกองถ่าย
-
Pocket 2 (2020) - DJI ปรับปรุงจากรุ่นแรกเกือบทุกด้าน เซ็นเซอร์ใหญ่ขึ้น เสียงดีขึ้น (พร้อมไมค์ 4 ตัวในตัว) และมีระบบ Focus ที่เร็วกว่าเดิม พร้อมฟีเจอร์เด็ดอย่าง DJI Matrix Stereo ที่ทำให้วิดีโอที่ถ่าย “มีเสียงที่ลึกและกว้างเหมือนอยู่ตรงนั้น” Pocket 2 ยังเป็นการเปิดประตูให้ Creator หน้าใหม่เข้าถึงวิดีโอคุณภาพสูงแบบง่ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
-
Osmo Pocket 3 (2023) - รุ่นนี้พลิกโฉมจากรุ่นก่อนแบบยกเครื่อง ด้วยเซ็นเซอร์ 1 นิ้ว ถ่ายกลางคืนดีเยี่ยม มีระบบหมุนกล้องเป็นแนวตั้งอัตโนมัติ รองรับ 4K 120fps และที่โดดเด่นที่สุดคือ “จอหมุนสัมผัสขนาดใหญ่” ที่ทำให้ไม่ต้องพึ่งสมาร์ทโฟนอีกต่อไป มันคือกล้องที่สมบูรณ์แบบในตัวเอง เหมาะสำหรับสายรีวิว เที่ยว ถ่ายคลิป หรือครีเอเตอร์ที่อยากได้ภาพนิ่งแบบหนังสั้นโดยไม่ต้องแบกกล้องใหญ่ และสามารถต่อกับ ไมค์ dji ภายนอกได้อีกด้วย
Pocket ทั้ง 3 รุ่นคือบทพิสูจน์ว่า DJI ไม่ได้แค่ย่อส่วนเทคโนโลยี แต่ “ย่อปรัชญาของการถ่ายทำ” ให้ทุกคนเข้าถึงได้ ภายใต้ความเรียบง่ายของตัวเครื่องคือเทคโนโลยีล้ำลึกที่คิดมาเพื่อให้ Creator โฟกัสกับเรื่องเล่า ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค


ตลาดกล้องแอคชั่น (2019): มากกว่าความลุย
หลังจากที่ GoPro ครองบัลลังก์ตลาดกล้องแอคชั่นมายาวนาน โลกของกล้องเล็กที่ทน ถึก และถ่ายได้ทุกที่ก็ดูเหมือนจะนิ่งสนิท ไม่มีแบรนด์ไหนกล้าเข้ามาท้าชนในสนามที่ดู “ยึดครองแน่นหนา” …จนกระทั่ง DJI กระโดดเข้ามาเปิดศึก
ในปี 2019 DJI เปิดตัว Osmo Action กล้องแอคชั่นตัวแรกของแบรนด์ที่มาแบบพร้อมรบในทุกมิติ มีจอหน้าไว้สำหรับเซลฟี่/ถ่ายตัวเองแบบ vlog ไม่ต้องพึ่งจอเสริม มีระบบกันสั่นดิจิทัล RockSteady ที่ทำงานรวดเร็วและนิ่งแบบไม่ต้องพึ่ง Gimbal และที่สำคัญคือ ใช้งานง่ายมาก ตั้งแต่เปิดเครื่องจนถึงเริ่มบันทึกวิดีโอ
แม้หลายคนจะมองว่า DJI มาช้าในตลาดนี้ แต่ Osmo Action ก็พิสูจน์ได้อย่างรวดเร็วว่าการมา “ช้าแต่ชัวร์” ก็สามารถเปลี่ยนเกมได้ เพราะกล้องตัวนี้ไม่เพียงแค่ดี แต่ยัง “ลื่นตาและลื่นมือ” แบบที่ Creator สายถ่ายคลิปชอบใช้ในชีวิตจริง
DJI ไม่ได้เดินตามทางของ GoPro ที่เน้นความลุยสุดโต่งเป็นหลัก พวกเขาเลือกวางตัวต่างออกไป—เน้น ประสบการณ์การใช้งานโดยรวม (User Experience) เป็นศูนย์กลาง ทุกอย่างตั้งแต่เมนูบนจอ, ความสะดวกในการเชื่อมต่อกับมือถือ, ระบบสัมผัส, สีสันของภาพจากกล้อง ไปจนถึงความง่ายในการถ่ายคลิปสั้นๆ—all in one และตอบโจทย์สายถ่ายจริง
นับจากนั้น DJI ก็ทยอยเปิดตัวกล้องในซีรีส์นี้ต่อเนื่อง ได้แก่ Osmo Action 2 ที่เปลี่ยนดีไซน์เป็นกล้องทรงโมดูลเล็กจิ๋วต่ออุปกรณ์ได้ Osmo Action 3 ที่กลับมาใช้ดีไซน์ดั้งเดิมแต่เพิ่มความอึดของแบต และล่าสุดคือ dji osmo action 5 (2024) ที่อัดเทคโนโลยีเต็มเครื่องจนใกล้เคียงกล้องโปร ทั้งในแง่ระบบ กันสั่น dji dynamic range, AI tracking, และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานถึง 4 ชั่วโมง ถือเป็นอีกก้าวที่ท้าชนเจ้าตลาดอย่าง GoPro Hero 13 โดยตรง.
แม้ DJI จะยังไม่ได้ประกาศเปิดตัวกล้อง 360 องศาอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยแรงบีบจากตลาด (Insta360 ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว) และทิศทางของผลิตภัณฑ์ DJI ในปัจจุบัน ก็มีแนวโน้มสูงว่าเราอาจได้เห็น “DJI Action 360” ในอนาคตไม่ไกลเกินรอ
ที่น่าสนใจคือ DJI ไม่เคยพยายามแยกกล้องแอคชั่นออกจากโลกของ Creator
ในทางกลับกัน พวกเขาออกแบบให้ Osmo Action กับ Pocket Series เติบโตคู่กัน คนที่ถ่ายคลิปกลางแจ้งอาจเลือก Action ส่วนคนที่ต้องการเนื้อหาละเมียดในร้านอาหาร โรงแรม หรือเมืองสวยๆ ก็มักหยิบ Pocket ขึ้นมาใช้งานแทน ระบบทั้งหมดนี้ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ สะดวกสำหรับ Creator ที่อยากจบงานแบบมืออาชีพ โดยไม่ต้องเรียนรู้หรือปรับจูนหลายระบบให้ปวดหัว


DJI Power & อุปกรณ์ Ecosystem (2023): สร้างพลังงานเพื่อความต่อเนื่องแห่งการสร้างสรรค์
เมื่อโลกของ Creator โตขึ้น การถ่ายทำไม่ได้จบลงใน 2 ชั่วโมง หรือในห้องสตูดิโออีกต่อไป นักถ่ายวิดีโอสมัยใหม่เดินทางไกลขึ้น ใช้งานอุปกรณ์หลายชิ้นพร้อมกัน และถ่ายทำต่อเนื่องตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทั้งกลางป่า กลางเขา กลางทะเลทราย หรือแม้แต่บนภูเขาหิมะ และคำถามที่โผล่มาทุกครั้งหลังจากตั้งกล้อง กดอัดภาพ ก็คือคำถามพื้นฐานที่สุด... “แล้วแบตล่ะ?”
DJI มองเห็นความท้าทายนี้ก่อนใคร และในปี 2023 พวกเขาตัดสินใจกระโดดเข้าสู่สนามใหม่ — พลังงานพกพา — ด้วยการเปิดตัว DJI Power 500 และ Power 1000 แบตเตอรี่สำรองแบบ high-capacity ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์ DJI ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโดรน, กล้อง, มือถือ หรือไฟถ่ายทำในกองเล็กๆ ก็สามารถเสียบชาร์จและทำงานต่อได้ทันที
จุดเด่นของ DJI Power ไม่ใช่แค่เรื่องความจุ แต่คือ การออกแบบที่ตอบโจทย์ภาคสนามจริง พกง่าย ทนทาน รองรับการชาร์จพร้อมกันหลายอุปกรณ์ และมีระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะที่ทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหา “แบตหมดกลางป่า” หรือ “โดรนร่วงเพราะไฟไม่พอ”
มากไปกว่านั้น DJI ยังเปิดตัว อุปกรณ์เสริมเพื่อพลังงานครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น Solar Adapter สำหรับชาร์จกลางแจ้ง, สายชาร์จเฉพาะ DJI, ฮับชาร์จความเร็วสูง, และอุปกรณ์แปลงหัวชาร์จแบบ 3-in-1 เพื่อให้ Creator ไม่ต้องพึ่งอะแดปเตอร์หรือพาวเวอร์แบงก์หลายตัวอีกต่อไป
ทุกอย่างนี้ถูกรวมเข้ากับ ecosystem ที่ DJI ค่อยๆ วางรากฐานมาตลอดสิบปี — เริ่มจากกล้อง → สู่ระบบกันสั่น → สู่เสียงและการส่งสัญญาณ → และตอนนี้คือพลังงานที่ทำให้ทุกระบบ ทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุด DJI Power คืออีกหนึ่งชิ้นส่วน ที่ช่วยให้การทำงานของ Creator ต่อเนื่อง ไม่สะดุด ไม่ว่าคุณจะอยู่กลางป่า หรืออยู่ในกองถ่ายขนาดใหญ่
เมื่อมองย้อนกลับไปจากจุดเริ่มต้นในหอพักเล็กๆ วันนี้ DJI ไม่ได้เป็นแค่บริษัทที่ “ผลิตโดรน” อีกต่อไป
เมื่อมองย้อนกลับไปจากจุดเริ่มต้นในหอพักเล็กๆ วันนี้ DJI ไม่ได้เป็นแค่บริษัทผลิตโดรนอีกต่อไป พวกเขาเริ่มจากความฝันที่อยากให้คนธรรมดา “บินได้” และขยายขอบเขตสู่การสร้างเครื่องมือถ่ายภาพครบเครื่อง ทั้งภาพ เสียง การส่งสัญญาณ และพลังงานพกพา เพื่อรองรับการใช้งานในทุกสถานการณ์จริง
DJI กลายเป็นแบรนด์ที่ออกแบบระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์อย่างครบวงจร ให้กับผู้ทำคอนเทนต์ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพ ยูทูบเบอร์ นักเดินทาง หรือผู้ใช้งานภาคสนาม ทีมกู้ภัย ก็สามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างไหลลื่นและมืออาชีพ
เพราะในยุคที่ “ภาพเคลื่อนไหว” เป็นภาษาสากล DJI ไม่ได้ขายแค่กล้องหรือโดรน แต่ขายเครื่องมือที่ให้คุณเล่าเรื่องของตัวเองได้อย่างทรงพลัง — ไม่ว่าอยู่ที่ไหน
หมวดสินค้า DJI ปัจจุบัน (ปี 2025)
-
DJI Action Camera เช่น Osmo Action 5 Pro , Osmo Pocket 3
-
DJI Mobile Gimbal เช่น Osmo Mobile 7 , Osmo Mobile 7P
-
DJI Microphone เช่น DJI Mic, DJI Mic Mini
-
DJI Consumer drone เช่น Mini 2 SE, Mini 3, Mini 4 Pro ,Air 3, Air 3S , Mavic 3 Classic, Mavic 3 Pro, Mavic 4 Pro , Flip
-
DJI FPV Drone เช่น DJI FPV, Avata 2
-
DJI Enterprise Drone เช่น Matrice 30/30 T, Matrice 3D/3TD, Matrice 4 E/4 T/4 D/4 TD, Matrice 350 RTK, Matrice 400
-
DJI Cinema‑Line (Video Camera) เช่น Ronin 4D (6 K, 8 K), RS 3, RS 3 Pro, RS 3 Mini