

รู้จักกับระบบ AF ผ่านยุคทองของ Nikon DSLR
ย้อนกลับไปในช่วงปลายยุค 90 ถึงต้นยุค 2010 ถือเป็นยุคทองของกล้อง DSLR อย่างแท้จริง สำหรับใครหลายคน กล้อง DSLR ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือถ่ายภาพ แต่เป็น “ประตู” ที่พาเข้าสู่โลกของการควบคุมแสง โฟกัส ความชัดลึก และการออกแบบภาพอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่กล้องฟิล์มหรือกล้อง Compact ในยุคนั้นยังให้ไม่ได้
Nikon คือหนึ่งในค่ายกล้องที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากในช่วงเวลานั้น และหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือ “ระบบ Auto Focus (AF)” ที่มีทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือ โดย Nikon พัฒนา AF ควบคู่ไปกับระบบเลนส์ F-mount ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1959 ทำให้ Nikon มี “ระบบเลนส์ต่อเนื่อง” ที่ยาวนานและยืดหยุ่นมากที่สุดระบบหนึ่งในโลกของกล้อง
เมื่อกล้อง DSLR เริ่มเข้าถึงผู้ใช้ทั่วไปมากขึ้น ระบบ AF ของ Nikon ก็ยิ่งพัฒนาเพื่อให้รองรับทั้งมือใหม่และมือโปร ไม่ว่าจะเป็นการโฟกัสแบบหลายจุด การ Tracking วัตถุที่เคลื่อนไหว หรือการโฟกัสในที่แสงน้อย Nikon ล้วนใส่ใจในการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้ใช้งานในภาคสนาม


จุดเริ่มต้นของระบบ AF กับกล้อง DSLR Nikon
แม้ระบบโฟกัสอัตโนมัติจะเริ่มมีในกล้องฟิล์มอย่าง Nikon F-501 ตั้งแต่ปี 1986 แล้วก็ตาม แต่ช่วงเวลาที่ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจริง ๆ ของระบบ Auto Focus ในโลกของดิจิทัล คือปี 1999 เมื่อ Nikon เปิดตัว Nikon D1 กล้อง DSLR ตัวแรกที่ Nikon พัฒนาและผลิตเองทั้งหมด โดยไม่พึ่งพาเทคโนโลยีจาก Kodak เหมือนในยุคก่อนหน้า
Nikon D1 ไม่ใช่แค่กล้องดิจิทัล แต่มันคือนิยามใหม่ของ “เครื่องมือถ่ายภาพมืออาชีพ” ที่สามารถนำไปใช้ในสนามข่าว สนามกีฬา หรือแม้แต่ในกองถ่ายสารคดีระดับโลก ด้วยคุณภาพไฟล์ที่น่าทึ่งในยุคนั้น และระบบ AF ที่เชื่อถือได้จริง ๆ ไม่ใช่เพียงลูกเล่นที่ใส่มาเพื่อการตลาด
หลังจากนั้น Nikon ก็เดินหน้าพัฒนาเซ็นเซอร์โฟกัสใหม่ ๆ เพิ่มจำนวนจุดโฟกัสให้มากขึ้น ปรับปรุงความแม่นยำ และใส่ฟีเจอร์อย่าง Dynamic AF, 3D Tracking หรือแม้แต่ Face Detection เข้ามาในกล้อง DSLR รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
จุดเปลี่ยนตรงนี้ทำให้ Nikon ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์ที่ “มือโปรเลือกใช้” เพราะระบบ AF ไม่เพียงทำงานไว แต่ยังแม่นและตอบสนองในสถานการณ์จริงได้ดีกว่าค่ายอื่นในหลายกรณี โดยเฉพาะการโฟกัสวัตถุที่เคลื่อนไหวเร็ว หรือการถ่ายในที่แสงน้อย ซึ่งเป็นโจทย์ยากของระบบโฟกัสในยุคนั้น
ระบบโฟกัสในกล้อง: จากจุดเดียวสู่การโฟกัสอัจฉริยะ
กล้อง DSLR Nikon ได้พัฒนาระบบโฟกัสตั้งแต่ 3 จุด, 11 จุด, ไปจนถึง 153 จุด (ใน D5/D500) ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานเลือกตำแหน่งโฟกัสได้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงระบบ 3D Tracking และ Face Detection ในกล้องรุ่นใหม่ ๆ ทำให้ Nikon DSLR เป็นกล้องที่ “ไว้วางใจได้” ในสถานการณ์จริง
กล้องระดับเริ่มต้น (Entry Level)
-
Nikon D40 (2006) – กล้อง DSLR สำหรับมือใหม่โดยเฉพาะ ใช้เซนเซอร์ 6MP และระบบโฟกัส 3 จุด เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่เพิ่งจับกล้อง
-
Nikon D40X (2007) – อัปเกรดจาก D40 ด้วยเซนเซอร์ 10MP แม้บอดี้คล้ายกัน แต่ได้ไฟล์ละเอียดขึ้น
-
Nikon D60 (2008) – เพิ่มระบบจัดการฝุ่น และ EXPEED รุ่นแรก ใช้งานง่าย ฟีเจอร์ครบถ้วนสำหรับผู้เริ่มต้น
-
Nikon D3000 (2009) – แนะนำ Guide Mode ให้มือใหม่เรียนรู้การตั้งค่าด้วยตนเอง ใช้ AF 11 จุดในบอดี้เล็กกะทัดรัด
-
Nikon D5000 (2009) – กล้องรุ่นแรกของ Nikon ที่มาพร้อมหน้าจอบิดพับได้ เปิดโลกการถ่ายมุมมองใหม่
-
Nikon D3100 (2010) – ตัวแรกของ Nikon ที่ถ่ายวิดีโอ Full HD ได้ มาพร้อม Live View ใช้ง่าย ฟีลดี
-
Nikon D5100 (2011) – ใช้เซนเซอร์ 16MP จาก D7000 พร้อมหน้าจอบิดพับ ช่วยให้ถ่ายวิดีโอสะดวกยิ่งขึ้น
-
Nikon D3200 (2012) – ยกระดับความละเอียดเป็น 24MP ใช้ AF 11 จุด เหมาะกับผู้ที่ต้องการภาพละเอียดคม
-
Nikon D5200 (2012) – ใช้เซนเซอร์ 24MP เช่นกัน เพิ่มระบบโฟกัส 39 จุด เหมาะกับการฝึกถ่ายแบบจริงจัง
-
Nikon D5300 (2013) – เพิ่ม GPS และ Wi-Fi ในตัว ใช้งานได้โดยไม่พึ่งอุปกรณ์เสริม เหมาะกับสายเดินทาง
-
Nikon D3300 (2014) – บอดี้เล็กลง น้ำหนักเบา ใช้งานคล่องตัว เซนเซอร์ไม่มี low-pass filter ให้ภาพคมสุด
-
Nikon D5500 (2015) – กล้อง Nikon ตัวแรกที่มีจอสัมผัส ใช้งานสะดวก และรองรับเลนส์ AF-P
-
Nikon D3400 (2016) – เพิ่ม SnapBridge เชื่อมกล้องกับมือถืออัตโนมัติ ใช้งานง่ายสำหรับสายโซเชียล
-
Nikon D5600 (2016) – เพิ่ม Time-lapse และ NFC รองรับ AF-P เต็มระบบ เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่จริงจังขึ้น
-
Nikon D3500 (2018) – ดีไซน์ใหม่ ใช้งานง่ายสุดในกลุ่ม บอดี้เบา แบตอึด เหมาะกับการใช้งานระยะยาว
กล้องระดับกลาง (Mid-Range)
-
Nikon D100 (2002) – กล้อง DSLR รุ่นแรกของ Nikon ที่ผลิตเพื่อกลุ่ม Enthusiast โดยเฉพาะ ใช้เซนเซอร์ 6MP ในยุคเปลี่ยนผ่านจากฟิล์มสู่ดิจิทัล ถือเป็นรุ่นที่เปิดตลาด DSLR นอกเหนือจากสายโปร
-
Nikon D70 (2004) – เปิดตัวพร้อมราคา “ต่ำกว่าคู่แข่งครึ่งหนึ่ง” จุดเริ่มต้นที่ทำให้ DSLR กลายเป็นกล้องสำหรับคนทั่วไป พร้อมรองรับเลนส์ AF-S เต็มระบบ
-
Nikon D70s (2005) – รุ่นอัปเกรดเล็กน้อยที่เพิ่มจอใหญ่ขึ้น ระบบแฟลชและโฟกัสปรับปรุงให้เสถียรกว่าเดิม เป็นที่นิยมในหมู่นักข่าวท้องถิ่นยุคนั้น
-
Nikon D50 (2005) – กล้องเล็ก เบา ใช้งานง่าย เปิดตัวมาสำหรับผู้เริ่มต้นจริงจัง มาพร้อมเลนส์คิทที่ราคาคุ้มค่ามากในยุคนั้น กลายเป็นกล้อง “DSLR ตัวแรก” ของใครหลายคน
-
Nikon D200 (2005) – กล้อง Semi-Pro ที่มาพร้อมบอดี้แมกนีเซียม ให้ความทนทานใกล้กล้องโปร มีระบบ AF แบบใหม่ (Multi-CAM 1000) และการควบคุมระดับมืออาชีพ
-
Nikon D80 (2006) – รุ่นยอดนิยมในตลาด Enthusiast ใช้เซนเซอร์ 10MP พร้อมระบบควบคุมแบบ DSLR โปรแต่ราคาเข้าถึงได้ เหมาะกับสายท่องเที่ยวและพอร์ตเทรต
-
Nikon D300 (2007) – กล้อง DX ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับ D3 ทำให้กลายเป็น “โปรในบอดี้เล็ก” ใช้ระบบ AF 51 จุด และการประมวลผล EXPEED รุ่นแรกของ Nikon
-
Nikon D90 (2008) – กล้อง DSLR ตัวแรกของโลกที่ถ่ายวิดีโอ HD ได้ จุดเริ่มต้นของสายงานวิดีโอผ่านกล้อง DSLR และเป็นที่รักของสาย Vlog รุ่นบุกเบิก
-
Nikon D300s (2009) – เพิ่มการ์ดคู่ CF+SD ถ่ายวิดีโอ HD พร้อมไมค์และช่องเสียง ถือเป็นกล้อง DX ที่ครบเครื่องมากในยุคนั้น เหมาะกับสายข่าวและสัตว์ป่า
-
Nikon D7000 (2010) – เปิดตัวซีรีส์ใหม่ xx00 ใช้บอดี้โลหะ ช่องการ์ดคู่ และ AF 39 จุด ถือเป็น “กล้องโปรตัวแรกในราคาไม่ถึง 40,000 บาท” ที่หลายคนตามหา
-
Nikon D7100 (2013) – ใช้เซนเซอร์ 24MP ไม่มี Low-pass filter ทำให้ภาพคมมาก ถูกใจช่างภาพธรรมชาติและวิวมากขึ้นไปอีก
-
Nikon D7200 (2015) – เพิ่ม Wi-Fi และบัฟเฟอร์ใหญ่ขึ้น รองรับการถ่ายต่อเนื่องดีขึ้นอย่างชัดเจน เหมาะกับการใช้งานแบบถ่ายกีฬาเบื้องต้น
-
Nikon D7500 (2017) – ลดน้ำหนักจาก D7200 แต่ยกเซนเซอร์ตัวเดียวกับ D500 มาใช้ พร้อม EXPEED 5 และ ISO สูงถึง 1.64 ล้าน (ขยาย) ถือเป็นรุ่นกลางที่ “ใกล้เรือธง”
-
Nikon D780 (2020) – DSLR Full-frame ตัวสุดท้ายจาก Nikon ที่นำระบบโฟกัส Hybrid Live View แบบเดียวกับ Z6 มาใช้ รองรับวิดีโอ 4K และ Eye AF ทำให้กลายเป็น “DSLR ลูกผสม Mirrorless” ที่แท้จริง
กล้องระดับมืออาชีพ (Pro Level)
- Nikon D1 (1999) – กล้อง DSLR ตัวแรกที่ Nikon พัฒนาขึ้นเองทั้งระบบ (ไม่ร่วมกับ Kodak) ความละเอียด 3MP ใช้เซ็นเซอร์ APS-C และวางขายในราคาถูกกว่าคู่แข่งครึ่งหนึ่ง จุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนอุตสาหกรรมข่าวทั่วโลก
- Nikon D1H (2001) – เน้นความเร็วในการถ่ายต่อเนื่อง (5 fps) พร้อมการปรับปรุง buffer และระบบประมวลผล เหมาะกับงานกีฬาและข่าวด่วน
- Nikon D1X (2001) – ความละเอียดสูงขึ้น (5MP แต่คุณภาพพิกเซลใกล้ 6MP จริง) และการเรนเดอร์สีที่ดีขึ้น ใช้ในงานโฆษณาและพาณิชย์ที่ต้องการรายละเอียดสูง
- Nikon D2H (2003) – เปิดตัวพร้อมระบบ AF Multi-CAM 2000 และโครงสร้างบอดี้ที่แข็งแกร่ง ใช้เซ็นเซอร์ JFET LBCAST ที่พัฒนาเองโดย Nikon เป็นครั้งแรก
- Nikon D2X (2004) – ความละเอียดสูงสุดในยุคนั้น (12.4MP) รองรับความเร็วชัตเตอร์สูง ถ่าย 5 fps (หรือ 8 fps ที่ครอป) เหมาะกับช่างภาพสายโปรทุกแขนง
- Nikon D2Hs (2005) – สานต่อสายกีฬาโดยปรับปรุงระบบบัฟเฟอร์ โฟกัส และ White Balance ให้แม่นยำขึ้น ใช้ในสนามแข่งขันระดับนานาชาติ
- Nikon D2Xs (2006) – รุ่นอัปเกรด D2X เพิ่มการแสดงผลบนจอ LCD ให้แม่นยำ พร้อมระบบจัดการสีและ firmware ใหม่
- Nikon D3 (2007) – ปฏิวัติวงการด้วยการเป็นกล้อง Full-frame ตัวแรกของ Nikon ความละเอียด 12MP พร้อม ISO สูงถึง 6400 (ขยายได้ 25,600) และระบบ AF 51 จุด ใช้งานจริงในโอลิมปิก 2008
- Nikon D3X (2008) – ความละเอียดสูงสุดในยุคของมัน (24.5MP) เหมาะกับงานสตูดิโอ แฟชั่น และพิมพ์ขนาดใหญ่ ภาพคมแบบไม่มี low-pass filter
- Nikon D3S (2009) – พัฒนาต่อจาก D3 โดยเน้น ISO สูงถึง 102,400 และคุณภาพในที่แสงน้อยยอดเยี่ยม ถูกใช้ในการถ่ายภาพสงคราม งานข่าว และกีฬาอย่างแพร่หลาย
- Nikon D4 (2012) – กล้องที่รองรับ CF + XQD card, ปรับปรุงระบบวิดีโอ และโฟกัสในสภาพแสงต่ำสุดถึง -2EV เริ่มเข้าสู่ยุคไฮบริดกล้องนิ่ง-วิดีโอ
- Nikon D4S (2014) – เพิ่มความเร็วถ่ายต่อเนื่องเป็น 11 fps, เพิ่ม Dynamic Range และใช้ EXPEED 4 เป็นครั้งแรก ปรับปรุงประสิทธิภาพรวมให้เหมาะกับกีฬาโอลิมปิก
- Nikon D5 (2016) – จุดเปลี่ยนอีกครั้งของวงการโปร ด้วยระบบโฟกัส 153 จุด (99 cross-type), ถ่าย 12 fps, รองรับวิดีโอ 4K ครั้งแรกในกล้อง DSLR โปรของ Nikon
- Nikon D6 (2019) – กล้องเรือธง DSLR รุ่นสุดท้ายของ Nikon ปรับระบบ AF ให้เร็วที่สุดในซีรีส์, ปรับปรุงการเชื่อมต่อ LAN/Wi-Fi สำหรับช่างภาพสนามข่าวกีฬาโดยเฉพาะ
ประเภทของเลนส์ AF ในกล้อง Nikon DSLR
เพื่อรองรับการถ่ายภาพในสถานการณ์ที่หลากหลาย ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ Nikon ได้พัฒนาเลนส์โฟกัสอัตโนมัติหลายแบบ โดยแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะของระบบมอเตอร์ที่ต่างกัน ซึ่งมีผลต่อความเร็ว ความเงียบ และการใช้งานร่วมกับกล้องแต่ละรุ่น โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก:
- เลนส์ AF แบบ Screw-Drive - เลนส์ประเภทนี้ใช้กลไกโฟกัสแบบดั้งเดิม โดยอาศัยมอเตอร์ที่อยู่ในตัวกล้อง DSLR เป็นตัวขับเคลื่อนโฟกัสผ่านเพลาขับที่เชื่อมต่อกับเลนส์ ภาพรวมคือโฟกัสแม่นยำแต่ช้ากว่า และมีเสียงขณะทำงาน เหมาะสำหรับผู้ที่ยังใช้งานกล้องรุ่นที่รองรับเลนส์เก่า และชื่นชอบคาแรกเตอร์ของเลนส์คลาสสิก เช่น AF NIKKOR 50mm f/1.8D หรือ 85mm f/1.4D
- เลนส์ AF-S (Silent Wave Motor) - นี่คือเลนส์ที่มีมอเตอร์ในตัวเลนส์เอง ทำให้โฟกัสเร็ว เงียบ และแม่นยำมาก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ต้องการการตอบสนองรวดเร็ว เช่น กีฬา พอร์ตเทรต หรือสารคดี AF-S ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของเลนส์ในระบบ DSLR ของ Nikon โดยเฉพาะตั้งแต่กล้องรุ่น D70 เป็นต้นมา
- เลนส์ AF-P (Pulse Motor) - เป็นเลนส์ที่ออกแบบมาเพื่องานวิดีโอโดยเฉพาะ ใช้มอเตอร์ Pulse แบบ stepping motor ที่ให้การโฟกัสนุ่ม เงียบ และลื่นไหลกว่ารุ่นก่อนหน้า เหมาะกับการถ่ายวิดีโอหรือใช้งานร่วมกับ Live View โดยเฉพาะในกล้องรุ่นใหม่อย่าง D5600, D7500 หรือ D3500 ซึ่งรองรับเลนส์ AF-P ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ระบบกันสั่น VR: เสริมพลังให้เลนส์ AF
ระบบกันสั่น VR (Vibration Reduction) ของ Nikon คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่พลิกเกมสำหรับผู้ใช้กล้อง DSLR โดยเฉพาะในงานที่ต้องถือกล้องถ่ายภาพด้วยมือ หรือในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้ขาตั้งกล้องได้ เช่น ถ่ายภาพกีฬา สัตว์ป่า หรือมาโครกลางแจ้ง จุดเด่นของระบบ VR คือช่วยลดผลกระทบจากการสั่นไหวของกล้อง ทำให้ได้ภาพที่คมชัดขึ้น แม้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
เทคโนโลยีนี้เริ่มพัฒนาอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงต้นยุค 2000 โดยเลนส์ VR รุ่นแรกสามารถลดการสั่นได้ประมาณ 2–3 สต็อป และถูกพัฒนาต่อเนื่องมาเป็น VR II และ VR III ซึ่งให้ประสิทธิภาพการกันสั่นสูงถึง 4–5 สต็อป ตามมาตรฐาน CIPA (Camera & Imaging Products Association)
VR II ถือเป็นการอัปเกรดที่สำคัญ ด้วยการปรับปรุงการทำงานของระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและการประมวลผลแบบใหม่ ช่วยให้ระบบกันสั่นตอบสนองได้เร็วขึ้น และนิ่งมากขึ้นทั้งในแนวแกน X และ Y เหมาะกับเลนส์เทเลโฟโต้หรือมาโครที่ไวต่อการสั่นไหว เช่น 70-200mm f/2.8 VR II ที่กลายเป็นเลนส์ประจำตัวของช่างภาพหลายคน
VR III ซึ่งเริ่มพบในเลนส์รุ่นใหม่ช่วงปลายยุค DSLR ถึงต้นยุค Mirrorless แม้ Nikon ไม่ได้เรียกชื่อรุ่นว่า “VR III” อย่างเป็นทางการ แต่ภายในมีการปรับปรุง algorithm ให้ดียิ่งขึ้น เช่น การแยกแยะระหว่างการสั่นจริงกับการเคลื่อนไหวตั้งใจของผู้ใช้ เช่น การแพนกล้อง และยังตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นกับการถ่ายวิดีโอแบบ handheld
นอกจากนี้ ระบบ VR ของ Nikon ยังมาพร้อม โหมดพิเศษ ที่ปรับการทำงานให้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น:
-
Normal Mode: สำหรับการถ่ายทั่วไป ลดการสั่นไหวทุกทิศทาง
-
Active Mode: สำหรับสถานการณ์ที่มีการเคลื่อนไหวหรือแรงสั่นสะเทือนมาก เช่น บนยานพาหนะ
-
Tripod Mode: ในบางเลนส์ จะตรวจจับโดยอัตโนมัติหากใช้ขาตั้ง และลดการแก้ไขที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้ภาพเบลอจากการ overcompensate
ข้อได้เปรียบของ VR อีกประการคือ ระบบทั้งหมดนี้ทำงาน “ภายในเลนส์” ทำให้กล้อง DSLR Nikon สามารถคงความเรียบง่ายในตัวกล้อง ขณะเดียวกันก็ให้ประสิทธิภาพสูงโดยเฉพาะในกล้องที่ไม่มี IBIS (In-Body Image Stabilization)


ใช้งานเลนส์ AF บนกล้อง Mirrorless Z ยังไง?
การเปลี่ยนผ่านจากกล้อง DSLR มาสู่ระบบ Mirrorless อาจทำให้ผู้ใช้หลายคนกังวลว่า “เลนส์เก่าจะใช้ต่อได้ไหม?” โดยเฉพาะผู้ที่สะสมเลนส์ NIKKOR F-mount ไว้จำนวนมาก Nikon จึงได้พัฒนาอะแดปเตอร์ FTZ (F-mount to Z-mount) และ FTZ II ขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้งานเลนส์เก่าบนกล้อง Mirrorless Z Series ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
เมื่อใช้งานเลนส์ AF-S และ AF-P คู่กับอะแดปเตอร์ FTZ ผู้ใช้จะได้รับฟังก์ชัน โฟกัสอัตโนมัติ (AF) และ ระบบกันสั่น VR แบบครบถ้วน ไม่มีข้อจำกัด กล้องยังสามารถ ควบคุมรูรับแสงผ่านบอดี้ได้โดยตรง และแสดงข้อมูล EXIF ครบถ้วน เหมือนใช้งานเลนส์ในระบบ DSLR อีกทั้ง คุณภาพของภาพยังคงเดิม เพราะอะแดปเตอร์ไม่มีชิ้นเลนส์ภายใน (optical-free)
ส่วนเลนส์ AF แบบ screw-drive (เช่นเลนส์ AF-D รุ่นเก่า) ที่เคยพึ่งมอเตอร์ในตัวกล้อง DSLR นั้น กล้อง Z-series ไม่มี motor drive ภายใน จึงไม่สามารถใช้งาน AF ได้ ผู้ใช้ต้องปรับเป็น manual focus แทน แต่กล้อง Mirrorless Nikon มีฟีเจอร์ช่วยโฟกัส เช่น Focus Peaking และ Zoom Assist ที่ทำให้การโฟกัสมือแม่นยำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับอะแดปเตอร์ FTZ ทั้งสองรุ่น:
-
FTZ รุ่นแรก มีขาตั้ง Tripod Foot ติดมาด้านล่าง เหมาะกับการใช้งานร่วมกับเลนส์ใหญ่
-
FTZ II ตัดขาตั้งออกเพื่อให้จับถือได้คล่องตัวขึ้น เหมาะกับการถ่าย handheld และวิดีโอ
กล้อง Sony + เลนส์ AF ด้วย Adapter 3rd party
แม้ Nikon จะไม่ได้ออกแบบให้เลนส์ F-mount ใช้กับระบบอื่นโดยตรง แต่ก็ยังมีอะแดปเตอร์จากแบรนด์ที่สาม เช่น Viltrox, Commlite, Megadap, หรือ Fotodiox ที่ช่วยให้เลนส์ AF NIKKOR ใช้งานกับกล้อง Sony (E-mount) ได้
แต่อย่างไรก็ตาม การใช้งานอาจไม่ได้สมบูรณ์ 100% แบบใช้กับ Nikon เอง:
-
ระบบ AF อาจไม่เร็วหรือแม่นพอ โดยเฉพาะในสภาพแสงน้อยหรือเลนส์เทเล
-
เลนส์ AF-D จะไม่มีระบบโฟกัสอัตโนมัติ ต้องโฟกัสมืออย่างเดียว
-
ระบบ VR และการควบคุมรูรับแสงอาจทำงานไม่เต็มระบบ หรืออาจไม่ทำงานเลย
บทส่งท้าย: Nikon DSLR + ระบบ AF คือรากฐานของช่างภาพมือโปร
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา กล้อง DSLR ของ Nikon ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นเครื่องมือที่ไว้ใจได้สำหรับมืออาชีพ — ด้วยระบบโฟกัสที่แม่นยำ เลนส์ AF-S ที่คมชัดและทนทาน ระบบกันสั่น VR ที่ช่วยให้ภาพคมแม้ถือถ่าย และการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในภาคสนาม ไม่ว่าจะเป็นข่าว กีฬา งานแต่ง หรือสารคดี
แม้วันนี้ Nikon จะเดินหน้าเข้าสู่ยุค Mirrorless เต็มตัว แต่ระบบ DSLR และเลนส์ F-mount ยังคง “ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” — หากคุณมีเลนส์ AF-S อยู่แล้ว ยังสามารถใช้งานต่อได้เต็มระบบบนกล้อง Z-Series ผ่านอะแดปเตอร์ FTZ โดยไม่เสียคุณภาพ ไม่เสียฟีเจอร์ ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
และหากคุณยังหลงใหลในความรู้สึกของกล้อง DSLR — ปุ่มจริง ช่องมองภาพออปติก และความทนทานที่ผ่านการพิสูจน์ — กล้องอย่าง Nikon D780 ที่ยังมีวางขายในตลาด คือทางเลือกที่สมบูรณ์แบบ ด้วยเทคโนโลยีจาก Z6 ผสานบอดี้ DSLR แบบคลาสสิก ทำให้คุณได้ “สองโลกในหนึ่งเดียว”