จุดเริ่มต้นของ Nikon: เส้นทางจากฟิล์มสู่แสง
เมื่อพูดถึงกล้องถ่ายภาพที่ครองใจทั้งมือสมัครเล่นและมือโปรมาอย่างยาวนาน ชื่อ “Nikon” มักจะโผล่มาในอันดับต้น ๆ เสมอ แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าจะมาเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างทุกวันนี้ จุดเริ่มต้นของ Nikon เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1917 ในนามบริษัท Nippon Kogaku K.K. ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาเครื่องมือแสงและเลนส์คุณภาพสูง โดยเฉพาะเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมและการทหารในยุคนั้น


ในช่วงสงครามโลก บริษัทได้พัฒนาทักษะและเทคโนโลยีด้านเลนส์จนเชี่ยวชาญ พอเข้าสู่ยุคหลังสงคราม Nikon เริ่มมองหาตลาดใหม่ และนั่นก็คือ "กล้องถ่ายภาพสำหรับพลเรือน" ซึ่งในปี 1959 Nikon ได้เปิดตัวกล้อง Nikon F ซึ่งถือเป็นกล้อง SLR ตัวแรกของแบรนด์ และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์กล้องทั่วโลก
กล้อง Nikon F ไม่ใช่แค่กล้องตัวหนึ่ง แต่มันคือ "เครื่องมือ" ที่มืออาชีพทั่วโลกไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพข่าวสงครามในเวียดนาม หรือช่างภาพสารคดีที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมสุดโหด Nikon F ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ความทนทาน และคุณภาพของภาพถ่ายที่ยอดเยี่ยม จนทำให้ชื่อ “Nikon” กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมือโปรในวงการกล้องอย่างแท้จริง


ความรุ่งเรืองของกล้องฟิล์มและเลนส์ NIKKOR
เบื้องหลังความคมชัดของภาพที่ตราตรึงใจเสมอจากกล้อง Nikon ก็คือเลนส์ตระกูล NIKKOR ที่เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปี 1932 โดยชื่อ NIKKOR มาจากการผสมคำระหว่าง “Nikko” (ย่อจาก Nippon Kogaku) และคำต่อท้าย “-r” ตามธรรมเนียมการตั้งชื่อเลนส์ของเยอรมันในยุคนั้น
NIKKOR ไม่ได้เป็นแค่ชื่อทางการตลาด แต่มันสะท้อนถึงความประณีตทางวิศวกรรมและความใส่ใจในคุณภาพของเลนส์ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น เลนส์ ED (Extra-low Dispersion) ที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของสี เลนส์ AI / AIS ที่ควบคุมแสงและการโฟกัสได้แม่นยำ และยังรวมถึงการเคลือบผิวเลนส์ที่ช่วยลดแสงสะท้อน ให้ภาพคมชัดแม้ในสภาพแสงย้อน
กล้องฟิล์มรุ่นเด่น ๆ อย่าง
-
Nikon FM2 – กล้องแมนนวลที่ไม่มีวันตาย - หากถามช่างภาพสายอนาล็อกว่ากล้องฟิล์มรุ่นไหน “ถึก” ที่สุด ชื่อของ Nikon FM2 มักโผล่มาเป็นลำดับต้น ๆ เสมอ กล้องตัวนี้เปิดตัวในปี 1982 มีความเร็วชัตเตอร์สูงถึง 1/4000 วินาที และใช้ระบบกลไกล้วน ไม่พึ่งระบบอิเล็กทรอนิกส์แม้แต่น้อย ช่างภาพหลายคนเคยเล่าว่า พก FM2 ติดตัวไปถ่ายในอัฟกานิสถานหรือแอฟริกา กล้องตกพื้น ฝุ่นเข้าบอดี้ แต่เพียงแค่เป่าฝุ่นออก ก็พร้อมลั่นชัตเตอร์อีกครั้ง — มันคือ “เพื่อนร่วมเดินทาง” ที่ไว้ใจได้ที่สุดสำหรับใครก็ตามที่รักการลั่นภาพจากหัวใจ
-
Nikon F3 – กล้องในมือของตำนาน - ปี 1980 Nikon เปิดตัว F3 กล้อง SLR รุ่นแรกที่ใช้วงจรควบคุมชัตเตอร์ด้วยอิเล็กทรอนิกส์เต็มระบบ พร้อมดีไซน์ล้ำสมัยจาก Giorgetto Giugiaro ผู้ที่ออกแบบ Ferrari และกล้อง F3 ก็กลายเป็น “กล้องของคนจริง” ในสายงานข่าวและสงคราม Steve McCurry ใช้ F3 ถ่ายภาพ “Afghan Girl” อันโด่งดังให้กับ National Geographic ความทนทานบวกความแม่นยำของ F3 ทำให้มันอยู่คู่มืออาชีพทั่วโลกยาวนานเกือบสองทศวรรษ โดยไม่เคยหลุดตำแหน่งจากกล้องสายงานสารคดีเลยแม้แต่ครั้งเดียว
-
Nikon F100 – ทางแยกสุดท้ายของโลกฟิล์ม - สำหรับใครที่ชอบความทันสมัยแต่ยังอยากได้ “ความรู้สึกจากการใส่ฟิล์ม” Nikon F100 คือกล้องที่รวมความเร็ว ความแม่นยำ และความคลาสสิกไว้ในบอดี้เดียว กล้องเปิดตัวในปี 1999 ใช้เทคโนโลยีจากรุ่นโปร F5 แต่ย่อส่วนลงให้คล่องตัวขึ้น กลายเป็นที่รักของช่างภาพสายแฟชั่นและข่าวในช่วงปลายยุคฟิล์ม บางคนยังใช้ F100 ควบคู่กับกล้องดิจิทัลเพื่อสร้าง “โทนภาพ” ที่หาไม่ได้จากเซนเซอร์ เพราะมันให้สีสันและความรู้สึกที่ “จริง” เกินกว่าจะคัดลอกได้ด้วยฟิลเตอร์
หลายคนที่หลงใหลการถ่ายภาพแนวฟิล์ม มักบอกว่า Nikon ให้โทนสีและลายเส้นที่ดู “ซื่อตรง” ต่อภาพ ไม่ปรุงแต่งเกินจริง นั่นเพราะทั้งกล้องและเลนส์ของ Nikon ถูกออกแบบมาเพื่อถ่ายทอด “ความจริง” ผ่านแสงให้มากที่สุด


ก้าวแรกสู่ดิจิทัล: Nikon D1 กับการเปลี่ยนโลก
ปลายศตวรรษที่ 20 คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวงการถ่ายภาพทั่วโลก — ฟิล์มกำลังค่อย ๆ หลีกทางให้กับระบบดิจิทัล และในปี 1999 Nikon ก็ได้เปิดตัว Nikon D1 กล้อง DSLR ตัวแรกที่พัฒนาโดย Nikon เองอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก Kodak หรือบริษัทอื่นเหมือนที่เคยเป็นในอดีต
สิ่งที่ทำให้ D1 โดดเด่นไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ “กลยุทธ์” ในการตั้งราคาและวางตลาด — Nikon ทำให้ “กล้องดิจิทัลสำหรับมือโปร” กลายเป็นของที่จับต้องได้ D1 มีความละเอียด 2.7 ล้านพิกเซล ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเพียงพอต่อการพิมพ์ภาพลงนิตยสารหรือสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว และมาพร้อมระบบบอดี้แข็งแกร่งแบบเดียวกับกล้องฟิล์มมือโปร
ช่างภาพสายข่าวและกีฬาในยุคนั้นต่างหันมาใช้งาน D1 เพราะความสามารถในการส่งภาพได้เร็ว ไม่ต้องเสียเวลาล้างฟิล์ม หรือรอแสกน — สำหรับพวกเขา นี่คือ "จุดเปลี่ยน" ที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีก
ทศวรรษแห่ง DSLR: ความรุ่งเรืองของยุค D-series
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2000 โลกการถ่ายภาพเริ่มเข้าสู่ยุคใหม่อย่างจริงจัง กล้อง DSLR กลายเป็นหัวใจของช่างภาพมืออาชีพทั่วโลก และ Nikon เองก็เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีกล้องอย่างต่อเนื่องจนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้นำของตลาด
สิ่งที่ทำให้ยุคนี้น่าจดจำ คือการที่ Nikon สามารถออกกล้องที่ตอบโจทย์ได้หลากหลายระดับ ตั้งแต่ช่างภาพสนามข่าวที่ต้องการความเร็ว ความทนทาน และคุณภาพไฟล์ ไปจนถึงผู้เริ่มต้นที่อยากลองถ่ายภาพด้วยกล้องจริงจัง Nikon พัฒนา D-series อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระบบ FX (Full-frame) และ DX (APS-C) จนกลายเป็นเครื่องมือที่ช่างภาพมืออาชีพและสมัครเล่นไว้ใจ
นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมสำคัญ เช่น กล้อง Full-frame ตัวแรกของค่ายอย่าง D3 ที่เปลี่ยนมาตรฐานการถ่ายภาพในที่แสงน้อย หรือ D90 ที่ทำให้ DSLR สามารถถ่ายวิดีโอได้ จนเกิดยุคใหม่ของ “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” ขึ้นมา
และนี่คือกล้อง DSLR รุ่นเด่นของ Nikon ที่เป็นหมุดหมายสำคัญในช่วงเวลานั้น:
รุ่นเด่น DSLR ของ Nikon (2000–2017)
-
Nikon D3 (2007) - กล้อง Full-frame (FX) รุ่นแรกของ Nikon พร้อม ISO สูงสุด 6400 ใช้งานได้จริง เหมาะสำหรับงานข่าว กีฬา และถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย
-
Nikon D90 (2008) - กล้อง DSLR ตัวแรกของโลกที่สามารถถ่ายวิดีโอ HD ได้ เปิดประตูสู่ยุค “Hybrid Creator” อย่างแท้จริง
-
Nikon D700 (2008) - ใช้เซนเซอร์เดียวกับ D3 แต่ในบอดี้ที่เล็กลง ราคาย่อมเยา ได้รับความนิยมในสายงานแต่งและถ่ายภาพเชิงพาณิชย์
-
Nikon D300 / D300s (2007 / 2009) - กล้องกึ่งโปรในระบบ DX ที่แข็งแรงและว่องไว ได้ฟีลเหมือนรุ่นโปร เหมาะสำหรับสายข่าว กีฬา และธรรมชาติ
-
Nikon D3100 / D3200 / D5300 - สำหรับมือใหม่และผู้ใช้ทั่วไป ใช้งานง่าย มี Live View ถ่ายวิดีโอได้ เหมาะกับนักเรียน นักเดินทาง
-
Nikon D750 (2014) - กล้อง FX ที่ผสานคุณภาพระดับโปรเข้ากับฟีเจอร์สำหรับงานวิดีโอ เช่น หน้าจอพับได้และ Wi-Fi เหมาะกับผู้เริ่มต้นสายคอนเทนต์
-
Nikon D850 (2017) - กล้อง DSLR ที่ได้รับการยกย่องว่า “ครบเครื่องที่สุด” ด้วยเซนเซอร์ 45.7MP รองรับ 4K และการถ่ายต่อเนื่องระดับโปร


COOLPIX และกล้อง Compact: ความนิยมในมือผู้ใช้ทั่วไป
ในขณะที่กล้อง DSLR ของ Nikon ครองใจมืออาชีพ กล้องคอมแพคอย่าง COOLPIX ก็เข้ามาตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการ "คุณภาพที่ดีกว่ามือถือ" แต่ยังคงใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน กล้องตระกูลนี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปลายยุค 90s และเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมกระแสดิจิทัลบูม
Nikon ออกแบบ COOLPIX ให้มีจุดเด่นด้านขนาดเล็ก พกพาสะดวก ระบบออโต้ฉลาด และที่สำคัญคือ “เลนส์ซูมแรงเกินตัว” ที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ประจำตระกูล ไม่ว่าจะเป็นนักเดินทาง ครอบครัว นักเรียน หรือแม้แต่สายดูนก ล้วนหันมาเลือกกล้อง COOLPIX เป็นคู่ใจในทริป
กล้องอย่าง COOLPIX P900 และ P1000 สร้างปรากฏการณ์ด้วยเลนส์ซูมออปติคอลที่ไปไกลถึงดวงจันทร์ ในขณะที่รุ่นอย่าง COOLPIX 8800 หรือ P500 ก็โดดเด่นในด้านคุณภาพและระบบกันสั่น จนกลายเป็นกล้องพกติดตัวของคนรักภาพทั่วโลก
รุ่นเด่นในตระกูล COOLPIX
-
COOLPIX 100 (1997): - กล้องดิจิทัลตัวแรกของ Nikon เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต PCMCIA ได้โดยตรง เป็นจุดเริ่มต้นของยุคกล้อง Compact Digital
-
COOLPIX 8800 (2004): - กล้องโปรซูมขนาดเล็ก มาพร้อมเลนส์ซูม 10x และระบบกันสั่น VR ได้รับความนิยมในสายท่องเที่ยวและนักข่าวอิสระ
-
COOLPIX P500 (2011): - กล้องซูม 36x ที่ให้ภาพคมชัด พร้อมวิดีโอ Full HD เหมาะกับนักเดินทางที่ต้องการพลังซูมโดยไม่ต้องแบกเลนส์ใหญ่
-
COOLPIX P900 (2015): - กล้องซูม 83x ที่สามารถถ่ายดวงจันทร์แบบเห็นหลุมอุกกาบาตได้ด้วยมือเปล่า กลายเป็นไอคอนของสายซูมระดับบ้าน ๆ
-
COOLPIX P1000 (2018): - รุ่นพี่ใหญ่ของตระกูล มาพร้อมเลนส์ซูม 125x หรือเทียบเท่า 3000mm เหมาะสำหรับสายดูนก ถ่ายสัตว์ป่า หรือทิวทัศน์ระยะไกลสุดขอบฟ้า
จุดเริ่ม Mirrorless: จาก Nikon 1 J1 ถึงจุดเปลี่ยน Z Mount
การเข้าสู่ยุค Mirrorless ของ Nikon เริ่มต้นในปี 2011 ด้วยการเปิดตัวกล้อง Nikon 1 J1 และ V1 ซึ่งใช้เซนเซอร์ขนาดเล็ก (CX format) จุดเด่นคือมีขนาดกะทัดรัด ความเร็วสูง และสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ถือเป็นก้าวแรกที่ท้าทาย แม้จะยังไม่สามารถแข่งขันกับค่ายอื่นในด้านคุณภาพภาพหรือความนิยม แต่ก็ถือว่าเป็นเวทีทดลองที่สำคัญในการเรียนรู้และพัฒนาระบบใหม่ ๆ
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงมาถึงในปี 2018 เมื่อ Nikon เปิดตัวกล้อง Z7 และ Z6 พร้อมระบบเมาท์ใหม่ “Z Mount” ซึ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม (55mm) และออกแบบมาเพื่อรองรับเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างอย่าง f/0.95 ได้สบาย จุดเด่นคือคุณภาพแสงที่สม่ำเสมอทั่วภาพ ลดปัญหาความผิดเพี้ยน และรองรับการออกแบบเลนส์ใหม่ ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น ถือเป็นก้าวที่ Nikon วางหมากเพื่ออนาคต และเริ่มขยับเข้าสู่ตลาด Mirrorless ระดับจริงจังอย่างมั่นใจ


- Nikon 1 J1 / V1 (2011) - Nikon 1 J1 และ V1 เป็นกล้อง Mirrorless รุ่นแรกของ Nikon ที่เปิดตัวในยุคที่ตลาดกล้องเริ่มเปลี่ยนผ่านจาก DSLR ไปสู่กล้องไร้กระจก แม้จะมาพร้อมระบบเลนส์เปลี่ยนได้และเซนเซอร์ CX ความเร็วโฟกัสที่โดดเด่นในขณะนั้น แต่ข้อจำกัดของขนาดเซนเซอร์ที่เล็ก ทำให้คุณภาพภาพสู้กล้อง APS-C หรือ Full-frame ไม่ได้ กล้องทั้งสองรุ่นจึงเหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปมากกว่ากลุ่มมือโปร อย่างไรก็ตาม ซีรีส์ Nikon 1 ก็ถือเป็นเวทีทดลองที่สำคัญ ช่วยให้ Nikon เรียนรู้การออกแบบกล้อง Mirrorless ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์


- Nikon Z7 / Z6 (2018) - หลังจากพักตลาด Mirrorless ไปหลายปี Nikon กลับมาพร้อมแผนใหญ่อีกครั้งด้วย Z7 และ Z6 กล้อง Full-frame Mirrorless รุ่นแรกที่ใช้เมาท์ใหม่ Z-Mount ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ถึง 55 มม. และระยะ flange ที่สั้นลงมาก ทำให้สามารถออกแบบเลนส์ให้มีคุณภาพแสงดีขึ้นทั่วทั้งเฟรม รองรับรูรับแสงกว้าง เช่น f/0.95 ได้อย่างง่ายดาย กล้อง Z7 เน้นความละเอียดสูงสำหรับภาพนิ่ง ส่วน Z6 เน้นความยืดหยุ่นและวิดีโอ ฟีเจอร์ในกล้องทั้งสองรุ่นนี้วางรากฐานให้กับซีรีส์ Z ในปัจจุบัน และแสดงให้เห็นว่า Nikon พร้อมแล้วสำหรับการก้าวสู่ยุค Mirrorless อย่างเต็มตัว
นวัตกรรมระบบ Z: กำเนิดของกล้อง Mirrorless ระดับโปร
หลังเปิดตัว Z-Mount ระบบ Mirrorless ของ Nikon ก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว กล้อง Z50 และ Z30 เป็นตัวแทนของ Mirrorless แบบ APS-C สำหรับมือใหม่หรือสาย Vlogger ที่ต้องการกล้องเล็ก จอพับได้ และใช้งานง่าย จุดเด่นอยู่ที่คุณภาพไฟล์ที่ดีเกินตัว แม้เป็นรุ่นเริ่มต้นก็ยังคงได้อารมณ์ภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของ Nikon
ในฝั่งกล้องระดับโปร Nikon ไม่รอช้าในการต่อยอดสู่กล้องเรือธงอย่าง Z6II, Z7II ไปจนถึง Z8 และ Z9 ที่ยกระดับทั้งระบบโฟกัส การประมวลผล และประสบการณ์ใช้งานอย่างมืออาชีพ โดยเฉพาะ Z9 ที่กลายเป็นเรือธงที่ไร้กระจกเต็มตัว ใช้เซนเซอร์ Stacked CMOS ความเร็วสูง และชิปประมวลผล EXPEED 7 ทำให้สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องระดับ 120 fps พร้อมระบบโฟกัสที่อาศัย AI ในการตรวจจับวัตถุแบบเรียลไทม์ ทั้งคน สัตว์ และยานพาหนะ อีกทั้งยังรองรับการถ่ายวิดีโอ 8K แบบไม่ถูกบีบคุณภาพ Nikon แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี Mirrorless ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ แต่คือการปฏิวัติวงการของจริง
- Z50 (2019) / Z30 (2022) - Z50 คือกล้อง Mirrorless เซนเซอร์ APS-C รุ่นแรกในระบบ Z ของ Nikon เปิดตัวในปี 2019 มาพร้อมบอดี้กะทัดรัด จอพับลงด้านล่าง และ EVF สำหรับผู้ที่ต้องการกล้องเล็กแต่คุณภาพระดับ DSLR ขณะที่ Z30 เปิดตัวในปี 2022 ไม่มีช่องมองภาพเพื่อให้เบายิ่งขึ้น เน้นจอพับข้างและไมโครโฟนในตัว เหมาะกับสาย Vlogger หรือ YouTuber ที่ต้องการกล้องคุณภาพดี ใช้งานง่าย ในราคาจับต้องได้
- Z6II / Z7II (2020) / Z8 (2023) - Z6II และ Z7II เปิดตัวพร้อมกันในปี 2020 เป็นรุ่นปรับปรุงจาก Z6/Z7 เดิม โดยเพิ่ม Dual EXPEED 6 processor, ช่องใส่การ์ดคู่ และระบบ AF ที่พัฒนาดีขึ้น Z6II เหมาะกับงานวิดีโอและภาพนิ่งทั่วไป ส่วน Z7II มุ่งเน้นความละเอียดสูงสำหรับสายงาน Fine Art หรือ Commercial Photography ด้าน Z8 ที่เปิดตัวในปี 2023 คือการย่อขนาดพลังของ Z9 ลงในบอดี้เล็ก เบา แต่ยังคงเซนเซอร์ stacked CMOS, ระบบโฟกัส AI และการถ่าย 8K ได้ครบถ้วน
- Z9 (2021) - Z9 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ Nikon กับการเปิดตัวกล้องเรือธงในระบบ Mirrorless อย่างเต็มตัวในปี 2021 ใช้เซนเซอร์ Stacked CMOS ความละเอียด 45.7MP พร้อม EXPEED 7 ทำให้ไม่ต้องใช้ชัตเตอร์กลไกอีกต่อไป รองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด 120 fps และการถ่ายวิดีโอ 8K แบบไม่จำกัดเวลา ฟีเจอร์เด่นคือระบบโฟกัสแบบ AI ที่สามารถติดตามวัตถุได้อย่างแม่นยำไม่แพ้กล้อง DSLR ระดับเรือธงในอดีต เหมาะกับช่างภาพกีฬา ข่าว และสารคดีมืออาชีพ


เทคโนโลยีที่หล่อหลอมชื่อ Nikon: มากกว่ากล้องคือระบบ
สิ่งที่ทำให้ Nikon แตกต่างจากหลายแบรนด์ในโลกกล้อง ไม่ใช่แค่การสร้างบอดี้กล้องที่แข็งแรงหรือเลนส์ที่คมชัดเท่านั้น แต่คือ “การออกแบบระบบแสงแบบองค์รวม” ที่ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และองค์ความรู้ทางแสงที่สั่งสมมานานนับศตวรรษ เทคโนโลยีทุกชิ้นภายในกล้อง Nikon ถูกออกแบบให้ทำงานประสานกันอย่างลงตัว ทั้งระบบประมวลผลภาพ การควบคุมสี การกันสั่น การเคลือบหน้าเลนส์ ไปจนถึงการออกแบบรูปทรงและโทนภาพ
ผลลัพธ์ก็คือภาพที่มี “เอกลักษณ์แบบ Nikon” — รายละเอียดคมชัด คอนทราสต์ดี โทนสีเป็นธรรมชาติ และสามารถดึง RAW ไฟล์กลับมาใช้งานได้หลากหลาย โดยเฉพาะในงานมืออาชีพที่ต้องการคุณภาพไฟล์ระดับสูง Nikon จึงยังคงเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจทั้งจากช่างภาพข่าว กีฬา สายแฟชั่น ไปจนถึงสายภาพยนตร์
- EXPEED Processor - คือสมองของกล้อง Nikon ที่พัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคดิจิทัลเริ่มต้น ปัจจุบันเดินทางมาถึงรุ่น EXPEED 7 ซึ่งใช้ในกล้องเรือธงอย่าง Z9 และ Z6III ชิปประมวลผลรุ่นนี้สามารถจัดการกับข้อมูลภาพมหาศาลจากเซนเซอร์ความละเอียดสูงได้ในพริบตา ช่วยให้กล้องถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วมากขึ้น ลด rolling shutter ในการถ่ายวิดีโอ และประมวลผลการโฟกัสด้วย AI ได้อย่างแม่นยำ โดยยังคงโทนภาพที่ดูเป็นธรรมชาติในแบบ Nikon
- Picture Control / Active D-Lighting - ระบบจัดการภาพภายในกล้องที่ให้ผู้ใช้เลือก “สไตล์ภาพ” ได้ทันที เช่น Portrait, Landscape, Flat หรือ Vivid พร้อมความสามารถในการปรับแยกค่าความคม สี ความเข้ม และความอิ่มของสีได้ละเอียด ขณะที่ Active D-Lighting ช่วยดึงรายละเอียดจากส่วนมืดและสว่างให้สมดุลขึ้นในภาพเดียวกัน เป็นฟีเจอร์ที่มืออาชีพหลายคนใช้งานจริงในไฟล์ JPEG และยังช่วยให้ RAW ภายหลังสามารถรีดรายละเอียดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
- VR (Vibration Reduction) - ระบบลดการสั่นไหวที่มีทั้งในตัวเลนส์ (Lens-based VR) และในตัวกล้อง (In-body VR หรือ IBIS) โดยเฉพาะระบบ IBIS ในกล้อง Z-series ที่ช่วยลดการสั่นได้ถึง 5.5 สต็อป เหมาะกับการถ่าย handheld ในแสงน้อย หรือการใช้เลนส์เทเลโดยไม่ต้องพึ่งขาตั้ง ช่วยให้ช่างภาพสามารถมั่นใจได้แม้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำในสภาพแสงที่ท้าทาย
- Nano Crystal Coat, ARNEO Coat และ Meso Amorphous Coat - Nikon เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเคลือบหน้าเลนส์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ Nano Crystal Coat ที่ช่วยลดแสงแฟลร์และโกสต์จากแหล่งแสงแรง เช่น ดวงอาทิตย์ หรือแสงไฟในฉากกลางคืน ARNEO Coat ช่วยป้องกันแสงสะท้อนที่มาตรง ๆ จากด้านหน้าเลนส์ และล่าสุดคือ Meso Amorphous Coat ซึ่งใช้โครงสร้างระดับนาโนเพื่อลดแสงสะท้อนในทุกรูปแบบ ช่วยให้ได้ภาพที่ใส คม และมีคอนทราสต์สูง แม้จะถ่ายภาพย้อนแสงหรือแสงกระจายรุนแรง


NIKKOR Z: เลนส์ที่สร้างสรรค์ภาพอนาคต
เมื่อพูดถึงเลนส์ NIKKOR หลายคนอาจนึกถึงความคมชัดระดับตำนานในยุค DSLR แต่ในยุค Mirrorless นี้ Nikon ได้ต่อยอดมรดกทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยออกแบบ NIKKOR Z ขึ้นมาสำหรับเมาท์ Z โดยเฉพาะ ด้วยขนาดเมาท์ที่กว้างถึง 55 มม. และระยะ back focus ที่สั้นเพียง 16 มม. ทำให้วิศวกร Nikon สามารถออกแบบเลนส์ที่มีโครงสร้างออปติกซับซ้อน รองรับรูรับแสงกว้างสุดระดับ f/0.95 ได้แบบไม่ต้องประนีประนอมเรื่องคุณภาพ
จุดแข็งของ NIKKOR Z ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่สืบทอดจากประสบการณ์ด้านการผลิตเลนส์ที่เริ่มตั้งแต่ปี 1932 กับชื่อแบรนด์ "NIKKOR" ที่มาจากคำว่า "Nikko" (Nippon Kogaku) ผนวกกับตัว "R" ซึ่งในภาษาละตินแสดงถึงเลนส์ นับแต่นั้น Nikon ได้พัฒนาเทคโนโลยีออปติกที่ล้ำหน้าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เลนส์ Aero-Nikkor สำหรับการถ่ายภาพทางอากาศ, เลนส์ Aspherical เพื่อลดความบิดเบี้ยวของภาพ, ไปจนถึงการเคลือบผิว Nano Crystal Coat ที่ลดแสงสะท้อนในระดับนาโนเมตร
เมื่อรวมองค์ความรู้เก่าเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ — อย่าง Silky Swift VCM ระบบโฟกัสมอเตอร์ใหม่ที่นิ่งและเร็ว, Phase Fresnel (PF) lens ที่ช่วยลดขนาดและน้ำหนักของเลนส์เทเลโฟโต้, และ Built-in Teleconverter ที่ขยายทางยาวโฟกัสโดยไม่ลดความคม — ทำให้เลนส์ NIKKOR Z สามารถตอบสนองความต้องการของช่างภาพระดับโลกได้ทุกสายงาน
- Z 400mm f/2.8 TC VR S และ Z 600mm f/4 TC VR S - สองเลนส์เทเลโฟโต้ระดับเรือธงที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการถ่ายภาพกีฬา สัตว์ป่า และสารคดีอย่างแท้จริง ทั้งคู่มาพร้อม Built-in Teleconverter ขยายทางยาวโฟกัสทันทีโดยไม่ลดคุณภาพ (400mm เป็น 560mm / 600mm เป็น 840mm) จุดเด่นอยู่ที่ระบบโฟกัส Silky Swift VCM ที่เร็ว เงียบ และแม่นยำ รองรับการใช้งานในสถานการณ์ที่ต้องการความเงียบหรือแอ็กชันต่อเนื่อง ความเบาและสมดุลในการถือกล้อง ทำให้ช่างภาพสามารถใช้งาน handheld ได้ง่ายขึ้น พร้อมการเคลือบ Meso Amorphous Coat และ Nano Crystal Coat ช่วยลดแสงแฟลร์และภาพโกสต์อย่างได้ผล แม้ถ่ายในสภาพย้อนแสง
- Z 70-200mm f/2.8 VR S - เลนส์เทเลโฟโต้ช่วงกลางที่เรียกว่า “must-have” สำหรับสายพอร์ตเทรต แฟชั่น และงานอีเวนต์ ด้วยรูรับแสง f/2.8 คงที่ตลอดช่วงซูม ช่วยให้ได้โบเก้ที่นุ่มนวลและภาพคมชัดตั้งแต่กลางจนถึงขอบเฟรม รองรับการถ่ายวิดีโอด้วยระบบโฟกัสภายในที่ไร้เสียง และลดปัญหา focus breathing ได้อย่างชัดเจน จึงเหมาะอย่างยิ่งกับทั้งภาพนิ่งและคอนเทนต์วิดีโอระดับมืออาชีพ
- Z 24-70mm f/2.8 S - เลนส์ช่วงมาตรฐานที่เป็นขาประจำในกระเป๋าของช่างภาพมืออาชีพทุกสาย ไม่ว่าจะเป็นงานพาณิชย์ วิวทิวทัศน์ หรือภาพบุคคล จุดแข็งคือคุณภาพออปติกที่คมตลอดช่วงซูม และฟังก์ชันการใช้งานที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวก เช่น ปุ่ม L-Fn และจอ OLED แสดงค่าการตั้งค่าแบบเรียลไทม์ ผิวเลนส์เคลือบด้วย Nano Crystal และ ARNEO Coat ช่วยลดแสงสะท้อนและแฟลร์ จึงใช้งานได้ดีแม้ในสภาพแสงย้อนหรือสภาพคอนทราสต์สูง
NIKKOR Z จึงไม่ใช่แค่เลนส์ "ใหม่" แต่คือผลลัพธ์ของประวัติศาสตร์เกือบ 100 ปี ที่ผสานกับเทคโนโลยีออปติกสมัยใหม่ เพื่อสร้างภาพที่เต็มไปด้วยความละเอียด รายละเอียด และอารมณ์ ที่เหนือกว่าการมองเห็นด้วยตาเปล่า


Nikon กับภารกิจระดับจักรวาล
ไม่ใช่ทุกแบรนด์กล้องจะได้รับโอกาสในการขึ้นไปใช้งานในอวกาศ แต่ Nikon คือหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ NASA ให้ความไว้วางใจอย่างยาวนาน กล้อง Nikon รุ่นแรกที่ถูกนำไปใช้งานในภารกิจอวกาศคือ Nikon F Photomic FTN ที่ถูกปรับแต่งสำหรับภารกิจ Apollo 15 ในปี 1971 จากนั้นกล้องในตระกูล DSLR อย่าง D2XS, D3S, D4 และ D5 ก็ได้รับเลือกใช้ต่อเนื่องในสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
ล่าสุดในปี 2024 กล้อง Mirrorless รุ่นเรือธงอย่าง Nikon Z9 ได้รับเลือกให้ขึ้นไปใช้งานใน ISS กล้องรุ่นนี้ไม่เพียงแต่มีคุณภาพไฟล์ระดับมืออาชีพ แต่ยังผ่านการทดสอบความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ความกดอากาศต่ำ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างรุนแรง และรังสีคอสมิกในอวกาศ
เหตุผลที่ Nikon ถูกเลือกใช้ในระดับจักรวาล ไม่ใช่เพียงเรื่องของการถ่ายภาพสวย แต่คือความ “เชื่อถือได้” ในระดับสูงสุด มาตรฐานการผลิตที่พิถีพิถัน และการออกแบบที่รองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ทำให้ Nikon ไม่เพียงเป็นแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายระดับโลก แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบันทึกประวัติศาสตร์มนุษยชาติในอวกาศ
สู่อนาคต 2025 และต่อจากนี้
Nikon ยังคงเดินหน้าต่อสู่อนาคตที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาพนิ่งหรือวิดีโอเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่เทคโนโลยีล้ำยุค เช่น ระบบ AI, การประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์ และการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีการมองเห็นในเชิงวิทยาศาสตร์และการแพทย์
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปี 2024 คือการเปิดตัว Nikon Z6III กล้อง Mirrorless Full-frame ตัวแรกของโลกที่มาพร้อมเซนเซอร์แบบ Partially Stacked CMOS ซึ่งให้ความเร็วสูงขึ้นทั้งในการอ่านข้อมูลภาพและการประมวลผลภาพเคลื่อนไหว ใช้ชิป EXPEED 7 เดียวกับกล้องเรือธงอย่าง Z9 และ Z8 ทำให้สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องระดับมือโปร และวิดีโอคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน Nikon ก็ไม่หยุดพัฒนาเลนส์ NIKKOR Z อย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มเลนส์โปรสำหรับการถ่ายกีฬา แฟชั่น สารคดี หรือแม้แต่เลนส์สำหรับผู้เริ่มต้น โดยเน้นคุณภาพที่ใช้จริงได้ในทุกสถานการณ์
อีกหนึ่งทิศทางที่น่าจับตาคือการเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยีภาพในอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นระบบ Machine Vision, กล้องตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานในโรงงาน, ระบบวัดความละเอียดระดับไมโคร, และเลนส์ UV สำหรับตรวจสอบแผงวงจรหรือวัสดุที่ตามองไม่เห็น — ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าวิสัยทัศน์ของ Nikon คือการเป็นผู้นำด้าน “ระบบการมองเห็น” ที่ครอบคลุมทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี