จุดเริ่มต้นของภาพลักษณ์เหนือกาลเวลา
เรื่องราวของ Hasselblad ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องแลบหรือโรงงานผลิตกล้อง แต่มาจากกิจการเล็กๆ ที่เปิดในเมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน ปี 1841 โดยชายชื่อว่า Fritz Wiktor Hasselblad ซึ่งทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีจากยุโรปและอเมริกาเข้าสู่สวีเดน
ในช่วงศตวรรษที่ 19 กล้องถ่ายภาพถือเป็นของใหม่และล้ำหน้ามาก — เมื่อมีชาวยุโรปคนหนึ่งมาขอให้เขาช่วยนำเข้ากล้องถ่ายรูป Hasselblad จึงเริ่มรู้จักโลกของ “แสงและเลนส์” เป็นครั้งแรก แม้ในตอนนั้นยังไม่รู้ว่าอีกเกือบร้อยปีต่อมา ชื่อของตระกูลนี้จะกลายเป็นตำนานของวงการถ่ายภาพโลก


สงครามโลกครั้งที่สองเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อกองทัพอากาศสวีเดนต้องการกล้องที่มีความแม่นยำสูงสำหรับภารกิจลาดตระเวน แต่ไม่มีแบรนด์ใดตอบโจทย์ได้ Hasselblad จึงรับหน้าที่พัฒนากล้องจากศูนย์ และในปี 1941 ก็ถือกำเนิด “HK7” กล้องที่ออกแบบเพื่อใช้งานทางทหารโดยเฉพาะ


หลังสงคราม กล้องเหล่านี้ถูกเก็บเงียบอยู่ในคลังของกองทัพ แต่ในปี 1948 Hasselblad ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางธุรกิจใหม่ เปิดตัวกล้องสำหรับผู้ใช้ทั่วไปชื่อว่า Hasselblad 1600F — นี่คือกล้องที่วางรากฐานของระบบ Modular เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในโลก: บอดี้, ฟิล์มแบ็ค, เลนส์ และช่องมองภาพ สามารถแยกประกอบได้อย่างอิสระ เพื่อให้ผู้ใช้ปรับตามสถานการณ์ได้อย่างยืดหยุ่น
แม้ช่วงแรกจะมีปัญหาเรื่องกลไก แต่แนวคิดแบบ “กล้องประกอบ” นี้กลายเป็นหัวใจของทุก Hasselblad รุ่นต่อมาจนถึงปัจจุบัน


Hasselblad 500C – ต้นแบบของความแม่นยำและโมดูลาร์
ปี 1957 คือช่วงเวลาสำคัญของ Hasselblad และวงการกล้องโลก — เมื่อเปิดตัว Hasselblad 500C กล้อง Medium Format ที่สร้างมาตรฐานใหม่อย่างแท้จริง
500C มาพร้อมกับชัตเตอร์ที่ติดตั้งในเลนส์ (Leaf Shutter) ซึ่งทำให้สามารถใช้แฟลชได้ที่ทุกสปีดของชัตเตอร์ (ไม่จำกัดที่ 1/60 หรือ 1/250 แบบกล้องทั่วไปในยุคนั้น) ระบบนี้ถูกออกแบบร่วมกับเลนส์ Zeiss ที่ขึ้นชื่อเรื่องความคมแบบ “บาดกระจก” ทำให้ช่างภาพสายสตูดิโอแทบจะเปลี่ยนไปใช้กันหมด
ความโมดูลาร์ของ 500C ไม่ได้แค่เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ — แต่มันคือการ “สลับชุดการถ่ายภาพ” ได้กลางคัน เช่น เปลี่ยนฟิล์ม ISO ต่างกันโดยไม่ต้องถ่ายหมดม้วน หรือสลับจากฟิล์มสีเป็นขาวดำขณะถ่ายพอร์ตเทรต
แม้ตัวกล้องจะดูเทอะทะเมื่อเทียบกับกล้อง 35mm แต่ช่างภาพกลับยอมแลกน้ำหนักและขนาด เพื่อให้ได้ภาพที่ใหญ่ คม และมีรายละเอียดเหนือระดับ ทุกนิตยสารแฟชั่นทุกเล่มในยุคนั้นล้วนมีภาพจาก 500C บนหน้าปก — และมันไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็น “ความมั่นใจ” ที่ใครมีติดสตูดิโอ คือเป็นคนจริงในวงการ


จากสตูดิโอสู่ดวงดาว – Hasselblad กับภารกิจอวกาศ
เรื่องราวที่คนจดจำได้มากที่สุดเกี่ยวกับ Hasselblad มักเกี่ยวข้องกับภาพ Earthrise หรือ Neil Armstrong — แต่ก่อนหน้าภาพเหล่านั้นจะเกิดขึ้น มี “เรื่องเล่าขนาดย่อม” ของนักบินอวกาศคนหนึ่งที่รักการถ่ายภาพ
Wally Schirra นักบินจากภารกิจ Mercury 8 ในปี 1962 คือนักบินคนแรกที่นำ Hasselblad ขึ้นไปสู่อวกาศ เขาไม่ได้รับกล้องจาก NASA โดยตรง แต่เป็นผู้เลือกซื้อ 500C มาใช้งานด้วยตัวเอง จากร้านกล้องในฮูสตัน จากนั้นจึงขอให้วิศวกรของ NASA ช่วยดัดแปลงตัวกล้องให้เหมาะกับการใช้งานในอวกาศ เช่น เปลี่ยนฟิล์มเป็นม้วนใหญ่ขึ้น, ตัดช่องมองภาพ, ลดน้ำหนักตัวบอดี้
ผลที่ได้คือกล้องที่เบา ใช้งานง่าย และมีภาพความละเอียดสูงกลับมายังโลก และนั่นเองที่ทำให้ NASA เริ่มเห็นคุณค่าของ Hasselblad อย่างจริงจัง
ต่อมา Hasselblad พัฒนารุ่นพิเศษสำหรับภารกิจ Apollo โดยเฉพาะ: 500EL Data Camera ที่ติดตั้งมอเตอร์อัตโนมัติ ระบบ Réseau plate (กระจกบางมีจุดกากบาทเพื่อช่วยวัดระยะและการบิดเบือนของภาพ), ปุ่มกดขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้แม้ใส่ถุงมือ และฟิล์มพิเศษจาก Kodak ที่ทนต่อรังสีในอวกาศ
หนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญคือภาพ “Earthrise” จาก Apollo 8 ปี 1968 — ที่ถ่ายโดย William Anders ขณะยานโคจรรอบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ภาพนั้นไม่เพียงงดงามทางเทคนิค แต่เปลี่ยนมุมมองของมนุษย์ทั้งโลกต่อโลกใบนี้ จากทรงกลมสีฟ้าเล็กๆ แขวนอยู่ในความว่างเปล่า Hasselblad บันทึกความเปราะบางนั้นไว้ในแผ่นฟิล์ม
Hasselblad ในโลกแห่งแสง แฟชั่น และความหรูหรา
เมื่อใดที่คุณเปิดนิตยสาร Vogue หรือ Harper’s Bazaar ในช่วงยุค 60s ถึง 90s แล้วเห็นภาพขาวดำสุดเฉียบที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความคมชัดจนน่าทึ่ง มีโอกาสสูงมากที่ภาพนั้นจะถูกถ่ายด้วยกล้อง Hasselblad 500C หรือรุ่นต่อมา
ในยุคนั้น Hasselblad ไม่ได้เป็นแค่ "กล้องถ่ายรูป" แต่มันคือ “เครื่องมือแห่งอำนาจ” ของช่างภาพมืออาชีพ กล้องขนาดใหญ่ที่ถอดประกอบได้ อาจดูไม่คล่องตัวสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับ Richard Avedon หรือ Irving Penn แล้ว มันคือสิ่งที่ช่วยให้ควบคุมแสง มุม และจังหวะได้เหมือนการวาดพู่กัน
Avedon ใช้ Hasselblad ถ่ายภาพนางแบบกลางทะเลทราย ด้วยการควบคุมแสงแฟลชและชัตเตอร์ที่แม่นยำ — ภาพของเขาไม่เคยบังเอิญ ทุกอย่างวางแผนไว้อย่างสมบูรณ์ ส่วน Penn นำ Hasselblad เข้าสู่สตูดิโอที่วางฉากขาวล้วน แล้วสร้างภาพพอร์ตเทรตที่คงความสงบนิ่งแต่ทรงพลัง
ในยุค 80s–90s Karl Lagerfeld เองก็ใช้ Hasselblad ทั้งในการกำกับศิลป์และถ่ายงานให้ Chanel เรียกได้ว่าแบรนด์แฟชั่นหรูเองยังต้องพึ่ง Hasselblad เพื่อสร้าง “ภาพจำ” ที่หรูหรา มีคุณภาพ และแตกต่าง
ไม่ใช่เพียงเรื่องความละเอียด หรือขนาดฟิล์ม — แต่มันคือ “look” เฉพาะ ที่กล้องอื่นเลียนแบบไม่ได้


จากระบบฟิล์มสู่โลกดิจิทัล – Hasselblad ยุค H-System
เมื่อยุคดิจิทัลเริ่มคืบคลานเข้าสู่วงการถ่ายภาพ Hasselblad เผชิญกับความท้าทายใหม่ — ฟิล์มกำลังจะถูกแทนที่ด้วยเซนเซอร์ และการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม
ในปี 2002 Hasselblad เปิดตัว H1 ซึ่งเป็นกล้อง Medium Format ที่ออกแบบใหม่หมด เน้นความคล่องตัวและแม่นยำสำหรับการถ่ายภาพพาณิชย์และแฟชั่น ต่อมาจึงพัฒนาเป็น H2D ซึ่งมาพร้อม Digital Back เต็มรูปแบบ รองรับไฟล์ RAW คุณภาพสูง พร้อมระบบวัดแสงและการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์
ความโดดเด่นของ H-System ไม่ได้อยู่ที่ความละเอียดเท่านั้น (ซึ่งไต่ไปถึง 100 ล้านพิกเซลในรุ่น H6D-100c) แต่คือระบบจัดการสีแบบ Natural Color Solution (HNCS) ที่ถ่ายทอดสีผิว วัตถุ และโทนได้อย่างนุ่มนวล ไม่หวือหวา แต่ “ตรง” และมีมิติ — นักรีทัชหลายคนกล่าวว่า “ไฟล์จาก Hasselblad แทบไม่ต้องแตะ”
กล้องตระกูล H ได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการ commercial โดยเฉพาะการถ่ายรถยนต์ โฆษณานาฬิกา ไปจนถึงงาน fine art ที่ต้องการคุณภาพสูงสุด


ความเรียบหรูของฟอร์แมตกลาง – Hasselblad X1D และ X2D
แม้ H-System จะทรงพลัง แต่มันก็ยัง “ใหญ่เกินไป” สำหรับการพกพา Hasselblad จึงเปิดเกมใหม่ในปี 2016 ด้วยกล้อง X1D — กล้อง Medium Format ขนาด Mirrorless ตัวแรกของโลก
X1D คือคำตอบของคนที่อยากได้ “คุณภาพระดับกลางฟอร์แมต” ในร่างที่พกพาได้จริง มันมาในบอดี้เรียบสวยเหมือนงานออกแบบจากสแกนดิเนเวีย (ซึ่งก็เป็นจริง เพราะทีมออกแบบอยู่ที่ Gothenburg) พร้อม UX แบบทัชสกรีนที่ใช้งานง่ายกว่า DSLR หลายตัว
แม้จะมีข้อจำกัดด้านความเร็วในรุ่นแรก แต่เสียงจากช่างภาพหลายคนคือ “เมื่อกดถ่ายแล้วมาดูภาพบนจอ มันคือภาพที่คุณไม่เคยเห็นจากกล้องอื่น”
รุ่นต่อมา X1D II และ X2D 100C พัฒนาต่อยอดทั้งในด้านความเร็ว ออโต้โฟกัส และคุณภาพภาพ — โดยเฉพาะ X2D ที่ยัดเซนเซอร์ BSI 100MP, กันสั่น IBIS 5 แกน, SSD 1TB และระบบ Phase Detection AF เข้ามาอย่างน่าทึ่ง
X2D กลายเป็นกล้องที่อยู่กึ่งกลางระหว่างงานศิลปะและเครื่องมือมืออาชีพ เหมาะทั้งกับสาย landscape, portrait, fashion, fine art หรือแม้แต่การถ่าย personal project ที่ต้องการสัมผัสเฉพาะตัวของภาพ
ดิจิทัลแบบ Hasselblad – เมื่อความหรูมาพร้อมความแม่นยำ
หลังผ่านประวัติศาสตร์กว่า 80 ปี Hasselblad ยังคงรักษาจิตวิญญาณของ “กล้องที่สร้างขึ้นเพื่อศิลปะ” ไว้ได้อย่างแน่วแน่ แม้ในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนเกมของวงการถ่ายภาพไปเกือบทั้งหมด Hasselblad ยังคงเป็นชื่อที่ทำให้ช่างภาพรู้สึกถึง "สัมผัสเหนือระดับ" ทั้งด้านไฟล์ภาพ สี และการออกแบบกล้องที่ใส่ใจในทุกเส้นสาย และนี่คือ 3 รุ่นล่าสุดที่วางจำหน่าย ในปี 2025


Hasselblad 907X 50C - กล้อง Medium Format ที่บางเบาที่สุดในตระกูล
สิ่งที่ทำให้ 907X 50C แตกต่างจากกล้องใด ๆ ที่คุณเคยจับ ไม่ใช่แค่เซนเซอร์ใหญ่ระดับ 50 ล้านพิกเซลในฟอร์แมต 44x33mm แต่คือ ดีไซน์ที่เชื่อมโยงอดีตกับอนาคต
กล้องตัวนี้ใช้ body แบบ “back” ซึ่งสามารถต่อเข้ากับกล้องฟิล์มรุ่นเก่าอย่าง 500C หรือ CFV ได้ — เปรียบเสมือนลมหายใจใหม่ให้กล้องฟิล์ม
จุดเด่น:
-
ขนาดเล็ก เบา สุดบางเฉียบ
-
Flip Touchscreen ที่หมุนได้ 90 องศา ใช้งานเหมือนกล้อง waist-level
-
รองรับเลนส์ XCD, H และแม้กระทั่งเลนส์ V-Mount ผ่านอะแดปเตอร์
เหมาะกับ: สายถ่าย Fine Art, Street, คนรักกล้อง Film ที่อยากก้าวสู่ดิจิทัลอย่างมีความหมาย


Hasselblad X1D II 50C - เจเนอเรชันที่สองของกล้อง Medium Format Mirrorless ที่เปลี่ยนภาพจำทั้งวงการ
X1D รุ่นแรกคือความกล้าหาญ — ส่วน X1D II คือเวอร์ชัน “ปรับจูนสมบูรณ์แบบ” ด้วยจอ LCD และ EVF ที่ชัดขึ้น พร้อมระบบโฟกัสที่แม่นยำกว่าเดิม
จุดเด่น:
-
ไฟล์ 50MP พร้อมสีที่โด่งดังแบบ Hasselblad (HNCS)
-
Body แบบ Monolithic ทำจากอลูมิเนียมทั้งก้อน เบาและพรีเมียม
-
UI ที่เรียบง่าย สัมผัสใช้งานระดับเดียวกับ iPad
เหมาะกับ: ช่างภาพเดินทาง / ถ่ายพอร์ตเทรต / สายพาณิชย์ที่ต้องการคุณภาพระดับกลางฟอร์แมตในบอดี้พกพาได้


Hasselblad X2D 100C - เรือธงตัวจริงแห่งยุค Hasselblad ดิจิทัล
กล้องตัวนี้คือที่สุดของที่สุด ณ เวลานี้ในสาย Medium Format Mirrorless มาพร้อมเซนเซอร์ BSI 100MP ที่ให้รายละเอียดเกินกว่า Full Frame ใด ๆ จะเทียบได้ พร้อม IBIS กันสั่น 5 แกน และระบบโฟกัส Phase Detection แบบเต็มเฟรม
จุดเด่น:
-
100MP BSI CMOS Sensor
-
ระบบกันสั่น IBIS 5-axis
-
SSD ความจุ 1TB ภายในกล้อง
-
Fast AF พร้อมจุด Phase Detection ทั่วพื้นที่เซนเซอร์
เหมาะกับ: งาน Fine Art, Commercial, Landscape, Still Life ระดับ Production — ที่ไม่ประนีประนอมเรื่องคุณภาพ