จุดเริ่มต้นจากเลนส์จุลทรรศน์
ก่อนที่ชื่อ Leica จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของกล้องพกพาระดับพรีเมียม มันเริ่มต้นจากห้องทดลองที่เต็มไปด้วยกล้องจุลทรรศน์ในเมืองเล็กๆ ทางตะวันตกของเยอรมนี — เมืองเวตซ์ลาร์ (Wetzlar) เมืองที่ชื่อไม่คุ้นหูเท่าปารีสหรือนิวยอร์ก แต่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของการมองเห็น
ในปี 1869 Ernst Leitz I เข้ารับช่วงต่อบริษัท "Optisches Institut" และเปลี่ยนชื่อเป็น Ernst Leitz GmbH บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตกล้องจุลทรรศน์ระดับสูงในยุคนั้น สิ่งที่ทำให้ Leitz โดดเด่นคือความแม่นยำทางกลไกและออปติก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหัวใจของ Leica ในทุกยุคสมัย
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการถ่ายทำภาพยนตร์ด้วยฟิล์มขนาด 35 มม. เป็นมาตรฐานในวงการหนัง แต่ฟิล์มชนิดนี้ยังไม่ถูกใช้กับกล้องถ่ายภาพนิ่งเลย — เพราะกล้องถ่ายภาพยังคงใหญ่เทอะทะ ใช้ฟิล์มแผ่นเดี่ยวและขาตั้งกล้องเสมอ
จนกระทั่ง Oskar Barnack วิศวกรช่างเทคนิคของ Leitz ที่รักการเดินป่า และมีปัญหาเรื่องสุขภาพ จึงต้องการกล้องที่เบาและพกพาได้ เขาจึงดัดแปลงฟิล์มภาพยนตร์ 35 มม. ให้ใช้กับกล้องถ่ายภาพนิ่ง และในปี 1913 เขาก็สร้างกล้องต้นแบบชื่อว่า Ur‑Leica ขึ้นมา
Barnack ไม่ได้แค่ลดขนาดกล้อง — เขาเปลี่ยนแนวคิดการถ่ายภาพโดยสิ้นเชิง จากกล้องที่ตั้งนิ่งอยู่บนขาตั้ง กลายเป็นกล้องที่สามารถถือเดินและ “เก็บจังหวะจริงของชีวิต” ได้
Ur‑Leica ถูกเก็บเงียบไว้ในห้องทดลองของ Leitz นานนับสิบปี เพราะสงครามโลกครั้งที่หนึ่งทำให้การพัฒนาเชิงพาณิชย์ชะงักไป แต่มันได้วางรากฐานให้กับสิ่งที่กำลังจะตามมา — และเปลี่ยนวงการถ่ายภาพอย่างถาวร


Leica I – ปฏิวัติวงการด้วยกล้องที่ถือเดินได้
ในปี 1925 โลกภาพถ่ายเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจย้อนกลับ เมื่อ Leitz เปิดตัวกล้องรุ่น Leica I (มาจากคำว่า “Leitz Camera”) ที่งาน Leipzig Spring Fair ประเทศเยอรมนี นี่คือกล้องถ่ายภาพนิ่งรุ่นแรกของโลกที่ใช้ฟิล์ม 35 มม. แบบม้วน และเป็นกล้องพกพาที่พร้อมใช้งานได้จริง
ในยุคที่กล้องทั่วไปต้องใช้ขาตั้งและถ่ายได้ไม่กี่เฟรมต่อฟิล์ม Leica I กลับสามารถเก็บภาพได้ต่อเนื่องถึง 36 เฟรม พร้อมความละเอียดที่เพียงพอสำหรับงานพิมพ์ขนาดใหญ่
แต่สิ่งที่เหนือกว่าด้านเทคนิคคือ “รูปแบบการมอง” ที่เปลี่ยนไป Leica I ทำให้การถ่ายภาพกลายเป็นเรื่องของจังหวะ การเดินเข้าไปใกล้ และการอยู่ในเหตุการณ์จริง — ไม่ต้องรอให้แบบจัดท่า ไม่ต้องจัดแสงให้ครบ แต่ “ถ่ายในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง”
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง Leica ถูกใช้งานอย่างกว้างขวางทั้งในภาคสนามและในแนวหลัง ไม่เพียงในเชิงทหาร แต่ยังรวมถึงนักข่าวที่เริ่มใช้ Leica เป็น “ดวงตาที่สาม” ในการบันทึกความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด
ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี Leica ก็กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของกล้องพกพา และเป็นแรงบันดาลใจให้แบรนด์อื่นพัฒนา Rangefinder ตามมา แต่ไม่มีใครเทียบความเนียน ความทน และเลนส์ Summar f/3.5 ที่ให้ภาพนุ่มลึกแบบที่กล้องฟอร์แมตใหญ่ยังอิจฉา
การมาถึงของ Leica I คือการเปิดประตูให้ศิลปะและสารคดีมาเจอกันในกล้องเพียงตัวเดียว และนั่นคือการเริ่มต้นของคำว่า “Leica Look” ที่ยังถูกพูดถึงจนทุกวันนี้


กล้องของนักเล่าเรื่อง – Leica กับข่าว สงคราม และสตรีท
หากถามช่างภาพมืออาชีพในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ว่ากล้องชนิดใดสามารถพกติดตัวได้ทุกวัน พร้อมถ่ายภาพในทุกสถานการณ์โดยไม่เป็นจุดสนใจ ชื่อ “Leica” จะขึ้นมาในใจของพวกเขาแทบทุกคนโดยไม่ต้องคิดนาน
Leica กลายเป็นเครื่องมือของนักเล่าเรื่องที่ต้องการเก็บ “วินาทีที่ไม่มีการเตรียมตัว” อย่างแท้จริง หนึ่งในผู้ที่นิยามคำนี้ได้ชัดเจนคือ Henri Cartier-Bresson ผู้เป็นตำนานของคำว่า The Decisive Moment — เขาใช้ Leica M3 กับเลนส์ 50mm ถ่ายภาพบนท้องถนนทั่วโลก โดยไม่ขอให้ใครมองกล้อง ไม่รอให้ใครโพสท่า
“ภาพถ่ายที่ดีคือภาพที่ถ่ายก่อนที่เหตุการณ์จะรู้ตัวว่ากำลังจะเกิด” เขาเคยกล่าวไว้ และ Leica ทำให้เขาทำเช่นนั้นได้ เพราะมันเบา เงียบ พกพาง่าย และตอบสนองรวดเร็ว
ในอีกด้านของสนามรบ Robert Capa พก Leica เข้าไปในแนวหน้าสงครามกลางทะเลทราย สงครามกลางยุโรป เขาเป็นคนถ่ายภาพขึ้นฝั่งวัน D-Day ภายใต้แรงกดดันสูงสุดด้วยกล้องที่เขาวางใจมากที่สุด เขาเชื่อว่าภาพจะเล่าเรื่องให้คนที่ไม่เคยอยู่ตรงนั้นเข้าใจได้
กล้องตระกูล Leica M-Series โดยเฉพาะ M3, M4 และ M6 กลายเป็นกล้องประจำการของช่างภาพข่าวระดับโลก — ไม่ใช่เพราะ Leica สร้างขึ้นเพื่อสงคราม แต่เพราะมัน “อยู่ได้” ในสงคราม ทั้งทางกายภาพ และในเชิงการเล่าเรื่อง
Leica ไม่ทำหน้าที่แค่บันทึกภาพ แต่เป็นเหมือน “ดินสอ” ที่ให้ศิลปินเขียนเรื่องราวของโลกได้จากมุมมองที่ไม่มีใครสังเกต


Leica ในโลกศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัย
นอกจากจะถูกใช้ในสนามรบและท้องถนน Leica ยังมีอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน — คือการเป็นเครื่องมือของศิลปินในโลกแห่งศิลปะและแฟชั่น
ศิลปินหลายคนไม่ได้มอง Leica เป็นแค่กล้อง แต่เป็น “ภาชนะของมุมมอง” ที่ช่วยให้พวกเขาจับแสง เงา และช่วงเวลาที่หลุดพ้นจากการจัดฉากได้อย่างมีสุนทรียะ Leica จึงไม่เพียงอยู่ในกระเป๋าช่างภาพ แต่ยังปรากฏในผนังแกลเลอรีระดับโลก
ในโลกของ fine art photography Leica ถูกใช้โดยศิลปินอย่าง Ralph Gibson, Bruce Gilden, หรือ Mary Ellen Mark ผู้เชื่อมั่นว่าภาพถ่ายสามารถเป็นผลงานศิลปะได้โดยไม่ต้องแต่งเติม — Leica ทำให้แสงธรรมดากลายเป็นสิ่งที่ทรงพลัง เพราะเลนส์และเซนเซอร์ (หรือฟิล์มในยุคก่อน) ถ่ายทอดรายละเอียดโดยไม่เร่งเร้า แต่เปิดทางให้คนดู “อยู่กับภาพได้นาน”
ในวงการ แฟชั่น, Leica Q และ M กลายเป็นกล้องที่ช่างภาพใช้ถ่ายเบื้องหลังหรือแม้แต่ใช้จริงในการถ่ายงาน Editorial เพราะให้ความรู้สึกของ “ภาพที่ไม่มีการตั้งใจมากเกินไป” เหมือนเราได้แอบมองช่วงเวลาระหว่างการโพสท่าของแบบที่กำลังปรับตัวหรือหลุดหัวเราะ
Leica ยังกลายเป็นวัตถุแห่งแรงบันดาลใจในโลกดีไซน์ — ทั้งตัวกล้องที่ถูกยกให้เป็นตัวอย่างของ “German Industrial Design” ที่ไร้การประดับเกินจำเป็น ไปจนถึงวัฒนธรรมการใช้งานที่เน้นความรู้สึกในการถือกล้องพอๆ กับภาพที่ได้
ในวันนี้ Leica จึงไม่ใช่แค่แบรนด์ของคนรักกล้อง แต่เป็นของผู้สร้างงานที่ต้องการคุณภาพแสง คุณภาพสี และคุณภาพความรู้สึกที่ไม่มีแบรนด์อื่นเลียนแบบได้


Leica R และการก้าวเข้าสู่ยุค SLR
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตลาดกล้องพกพากำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และผู้ใช้เริ่มมองหา “ความแม่นยำในการโฟกัส” ที่กล้อง Rangefinder ยังให้ไม่ได้ กล้องแบบ SLR (Single-Lens Reflex) จึงเริ่มเป็นที่นิยม — โดยเฉพาะจากฝั่งญี่ปุ่น
Leica ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงกับกล้อง M-Series ก็เริ่มตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเขาต้องลองเดินเข้าสู่สนามใหม่ที่มี “กระจกสะท้อน” และ “ช่องมองภาพแบบเรียลไทม์” แม้จะต้องละทิ้งฟอร์แมตดั้งเดิมที่ตัวเองเป็นผู้สร้าง
ในช่วงปลายยุค 60s Leica จึงจับมือกับ Minolta แบรนด์กล้องจากญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องวิศวกรรมและความคุ้มค่า ร่วมกันพัฒนา Leica R-Series ซึ่งจะกลายเป็นตระกูล SLR ของแบรนด์ในทศวรรษต่อไป
กล้อง Leicaflex รุ่นแรกถือกำเนิดในปี 1964 ก่อนจะกลายเป็น Leica R3 (พัฒนาร่วมกับ Minolta XE) และ R4 (ร่วมกับ Minolta XD) ซึ่งช่วยให้ Leica สามารถเข้าสู่กลุ่มผู้ใช้กล้อง SLR ได้อย่างราบรื่น และที่สำคัญคือ ราคาที่ย่อมเยาลง
แม้จะไม่โด่งดังเท่า M-Series แต่ R-Series มีข้อดีชัดเจนในด้านการถ่ายภาพ Landscape, Macro และ Telephoto ที่ต้องใช้ช่องมองภาพแบบ SLR และเลนส์ยาวๆ แบบที่ Rangefinder ทำไม่ได้
สิ่งที่ยังคงอยู่คือ “คุณภาพเลนส์ Leica” ที่แม้จะใส่บอดี้ที่พัฒนาร่วมกับญี่ปุ่น แต่ให้โทน สี และความนุ่มนวลแบบเดียวกับเลนส์ M ทุกประการ
การเข้าสู่โลก SLR อาจไม่ใช่หมุดหมายที่เด่นที่สุดของ Leica แต่ก็เป็นบทเรียนที่ช่วยให้แบรนด์เข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนผ่าน — และวางรากฐานทางวิศวกรรมให้กับโปรเจกต์ใหญ่ในอนาคต: กล้อง Medium Format ที่ชื่อว่า S-System


Leica S-System – ความทะเยอทะยานในโลก Medium Format
หากกล้อง M คือ “สายคลาสสิก”, กล้อง R คือ “สายปฏิบัติ” — กล้อง Leica S-System ก็คือ “สาย Production” ที่ Leica ตั้งใจพัฒนาให้ทัดเทียมกล้อง Medium Format ชั้นนำ แต่ในร่างที่เบาและใช้งานง่ายแบบ DSLR
Leica เปิดตัว S2 ในปี 2008 ด้วยเซนเซอร์ขนาด 45×30 มม. ความละเอียด 37.5MP — ใหญ่กว่า Full Frame แบบชัดเจนแต่ยังไม่เทอะทะแบบกล้อง Medium Format ทั่วไป ความตั้งใจคือ “ให้ไฟล์แบบ Medium Format ในบอดี้ที่คุณใช้ได้ทุกวัน”
เลนส์ S ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด มี AF ที่ไวแบบกล้องสมัยใหม่ ใช้โปรเซสเซอร์ Maestro ซึ่ง Leica พัฒนาร่วมกับ Fujitsu เพื่อรองรับ Dynamic Range ที่สูงและสีสันที่เป็นธรรมชาติแบบ Leica Look
รุ่นถัดมาคือ S (Typ 007) และล่าสุดคือ S3 ที่เปิดตัวในปี 2020 มาพร้อมความละเอียด 64MP, รองรับ DCI 4K video และ Dynamic Range กว้างถึง 15 stop — ทั้งหมดนี้อยู่ในบอดี้ที่ยังคงดีไซน์เรียบ เนี้ยบ และจับถนัดมือ
Leica S ไม่ใช่กล้องของตลาดแมส และอาจไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักในกลุ่ม consumer ทั่วไป แต่มันคือตัวแทนของ Leica ที่มองว่า “งานพาณิชย์ก็ต้องมีจิตวิญญาณ” — และนั่นคือสิ่งที่ทำให้กล้องรุ่นนี้อยู่ในสตูดิโอของช่างภาพโฆษณา, fashion, และงาน fine art ที่ต้องการความมั่นใจสูงสุดในคุณภาพ


Leica ยุคดิจิทัล – M, SL, และ Q Series
สำหรับ Leica แล้ว “การเปลี่ยนผ่าน” ไม่ใช่เรื่องเร่งรีบ — เป็นการปรับตัวอย่างช้าแต่มั่นคง ดังจะเห็นได้จากกล้อง M-Digital ตัวแรกที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2006 นั่นคือ Leica M8 ซึ่งแม้จะตามหลังกล้องดิจิทัลอื่น ๆ อยู่หลายปี แต่ก็เป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทิ้งจิตวิญญาณของ M-Series เดิม
M8, M9 และต่อมาในรุ่นยอดนิยมอย่าง M10 และ M11 ยังคงการควบคุมแบบแมนนวล ช่องมองภาพ Optical และการออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย โดยเพิ่มความสามารถดิจิทัลเข้ามาอย่างนุ่มนวล เช่น ISO สูงขึ้น, เซนเซอร์ CMOS, และระบบจัดการไฟล์ที่ตอบสนองงานมืออาชีพ
แต่ Leica ไม่ได้หยุดอยู่แค่กล้องแบบ Rangefinder — พวกเขาเปิดเกมใหม่ด้วยการเปิดตัว Leica Q ในปี 2015 กล้องคอมแพกต์ฟูลเฟรมพร้อมเลนส์ 28mm f/1.7 ที่ “เร็ว คม และงาม” อย่างน่าประหลาด นี่คือกล้องที่ไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์ แต่ให้ภาพคุณภาพเทียบกล้องเปลี่ยนเลนส์ระดับโปร
Q-Series ได้รับความนิยมในหมู่ creator, นักเดินทาง, และช่างภาพที่ต้องการ “กล้องเดียวจบ” ด้วยไฟล์ RAW ขนาดใหญ่และสีแบบ Leica แท้ๆ รุ่นล่าสุด Q3 มาพร้อมเซนเซอร์ BSI 60MP กันสั่นในตัว และระบบโฟกัส Hybrid ที่เร็วเกินกว่าคำว่า Leica แบบเดิมไปมาก
พร้อมกันนั้น Leica ยังออก SL-Series สำหรับสายโปรดักชันระดับสูง — โดยเฉพาะวิดีโอ และภาพนิ่งคุณภาพสูงในสตูดิโอ SL ใช้เซนเซอร์ฟูลเฟรม 24MP–60MP, ช่องมองภาพ EVF ความละเอียดสูงที่สุดในตลาด และเลนส์ APO-Summicron ที่ออกแบบเพื่อความแม่นยำสูงสุดในระดับ Sub-pixel
M คือ "กล้องในตำนาน", Q คือ "กล้องในชีวิตประจำวัน", SL คือ "กล้องสำหรับเวิร์กโฟลว์ระดับอาชีพ" — และทั้งหมดนี้คือนิยามใหม่ของ Leica ที่ไม่เคยทิ้งของเดิม แต่ค่อยๆ ประกอบภาพใหม่อย่างมีชั้นเชิง


Leica กับความร่วมมือระดับโลก – L-Mount Alliance และพันธมิตร
การอยู่คนเดียวในตลาดที่มีการแข่งขันสูงไม่ใช่เรื่องง่าย Leica จึงเลือกที่จะ “จับมือ” กับพันธมิตรที่แข็งแกร่งในวงการ เพื่อขยาย ecosystem ของกล้อง Mirrorless ให้สามารถตอบโจทย์ได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ในปี 2018 Leica ได้ก่อตั้ง L-Mount Alliance ร่วมกับ Panasonic และ Sigma เพื่อพัฒนาและใช้ เมาท์ L-Mount ร่วมกัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญที่สุดของ Leica ในยุคใหม่
L-Mount เป็นเมาท์เดียวที่สามารถใช้ร่วมกันระหว่างกล้อง Leica SL, Panasonic Lumix S-Series และ Sigma fp ได้อย่างไร้รอยต่อ — ไม่ว่าจะเป็นเลนส์, บอดี้, หรืออุปกรณ์เสริม
สิ่งนี้ทำให้ Leica มีจุดขายที่แข็งแกร่งขึ้นทันที:
-
ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเลนส์ราคาย่อมเยา (จาก Sigma และ Panasonic)
-
ระบบโฟกัสและวิดีโอที่ทันสมัย (จาก Panasonic)
-
และการคงความพรีเมียมของแบรนด์ Leica ในกล้องและเลนส์ระดับสูงสุด
ความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่การแชร์เทคโนโลยี แต่คือการเปิดระบบนิเวศให้กว้างขึ้น โดยไม่ละทิ้งเอกลักษณ์ดั้งเดิม — Leica ยังคงเป็น Leica แต่ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้น
และที่สำคัญ มันแสดงให้เห็นว่า “แม้แบรนด์จะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ต้องรู้จักฟังและปรับตัว” — คำสอนที่ Leica ใช้มาตลอดหนึ่งศตวรรษ


Leica ในปัจจุบัน – สไตล์, สี, และความเที่ยงตรง
ในยุคที่กล้องถ่ายภาพกลายเป็นฟีเจอร์หนึ่งของสมาร์ตโฟน การพก “กล้องจริง” ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เฉพาะกลุ่มยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ความเฉพาะนี้กลับกลายเป็นจุดแข็งของแบรนด์อย่าง Leica — ซึ่งมีฐานผู้ใช้ที่ “เลือกด้วยใจ” มากกว่าการเทียบสเปก
สิ่งที่ทำให้ Leica ยืนหยัดอยู่ในวงการได้นานถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่คุณภาพของเลนส์ หรือความแม่นยำของระบบภาพ แต่เป็นความรู้สึกที่ผู้ใช้ได้รับเมื่อถ่ายภาพกับกล้องเหล่านี้
Leica ทุกตัวผลิตในเยอรมนีแบบ “Made by Hand” ด้วยกระบวนการที่ยังคงรายละเอียดเชิงช่าง และความใส่ใจแบบโรงงานกล้องยุคก่อน ทุกชิ้นส่วนถูกตรวจสอบในระดับที่แม้แต่น็อตเล็กๆ ก็มี serial number
สีของไฟล์ที่ได้จาก Leica — ไม่ว่าจะจากเซนเซอร์ของ Q3 หรือ M11 — ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ที่นักถ่ายภาพมืออาชีพบอกว่า “แทบไม่ต้องแต่งเพิ่ม” โดยเฉพาะโทนผิวมนุษย์, สีของวัตถุ, และ dynamic range ที่นุ่มนวลในทุกรายละเอียด
การออกแบบภายนอกของ Leica ก็ยังคงรักษาอัตลักษณ์มินิมอล-เยอรมันเอาไว้อย่างเคร่งครัด ไม่มีจอพับ ไม่มีสีฉูดฉาด ไม่มีคำโปรยบนกล้องที่เกินจำเป็น — Leica ไม่พยายามบอกคุณว่าคุณควรถ่ายอะไร แต่ให้คุณเลือกเองว่าจะเห็นโลกอย่างไร
ผู้ใช้ Leica ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่ “ผู้ใช้งาน” แต่คือผู้ที่เลือกเส้นทางการมองโลกแบบเฉพาะเจาะจง ไม่เร่งรีบ ไม่ประนีประนอม และมีความสัมพันธ์กับเครื่องมือของตัวเองอย่างลึกซึ้ง


100 ปี Leica – มรดกแห่งภาพถ่ายที่ไม่เคยเก่า
ปี 2025 คือวาระครบรอบ 100 ปีของ Leica I รุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 1925 — และไม่ใช่เพียงแค่การเฉลิมฉลองของแบรนด์ แต่เป็นการย้อนรำลึกถึง “จุดเปลี่ยนของวิธีการมองโลกผ่านเลนส์”
ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา Leica เป็นกล้องที่อยู่ทั้งในสนามรบ, สตูดิโอ, ถนน, งานแฟชั่น, งานศิลปะ, และทุกช่วงชีวิตของมนุษย์ยุคใหม่ ภาพถ่ายสำคัญหลายภาพที่เปลี่ยนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับโลกนี้ ถูกถ่ายด้วย Leica
ที่ Leitz Park ในเมืองเวตซ์ลาร์ Leica ได้จัดนิทรรศการครบรอบ 100 ปี พร้อมแสดงกล้องรุ่นพิเศษ, ภาพถ่ายจากศิลปินหลากรุ่น และกิจกรรมร่วมสมัยจากช่างภาพหน้าใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความจริงของแสงและจังหวะก็ยังคงเป็นภาษาสากล
Leica ยังได้เปิดตัวกล้องรุ่นพิเศษ Anniversary Edition ในหลายซีรีส์ เช่น M11-P หรือ Q3 Black Paint Edition ที่ตกแต่งด้วยโลโก้แดงเฉพาะ และรายละเอียดจากกล้องคลาสสิกในอดีต พร้อมการผลิตจำนวนจำกัดแบบที่แฟนพันธุ์แท้ต้องแย่งกันจอง
มากไปกว่านั้น Leica ยังเปิดเวทีให้ “เสียงของช่างภาพรุ่นใหม่” ได้ถ่ายทอดมุมมองของตนเองผ่านโครงการ Leica Women Foto Project, Leica Oskar Barnack Award และซีรีส์สัมภาษณ์ศิลปินบน YouTube/Leica Gallery ทั่วโลก
เพราะการเฉลิมฉลอง 100 ปีของ Leica ไม่ใช่การมองย้อน — แต่เป็นการใช้อดีตเป็นแรงผลักให้ศิลปะภาพถ่ายเดินหน้าต่ออย่างมั่นคง และตั้งใจเหมือนเดิม