

กำเนิดจากความฝันของคนทำเลนส์ – จุดเริ่มต้นของ Tamron
หากย้อนเวลากลับไปยังประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงเวลานั้นคือยุคฟื้นตัวทางอุตสาหกรรม หลายธุรกิจที่เริ่มต้นในโรงงานเล็ก ๆ กลายเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น และหนึ่งในนั้นคือกิจการขัดเลนส์เล็ก ๆ ที่เมืองไซตามะ ซึ่งภายหลังจะกลายเป็น “Tamron” ที่เรารู้จักกันในวันนี้
บริษัทนี้เริ่มต้นในปี 1950 ในนาม Taisei Optical Equipment Manufacturing โดยชายชื่อ Uhyoue Tamura ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์และระบบออปติก จุดประสงค์แรกของกิจการคือรับงาน OEM ขัดเลนส์ให้กับบริษัทอื่น ทั้งในวงการกล้องส่องทางไกล กล้องจุลทรรศน์ และอุปกรณ์แสงอื่น ๆ — พูดง่าย ๆ ว่าเป็นธุรกิจเบื้องหลังที่ผู้บริโภคแทบไม่รู้จักชื่อ
แต่ภายใต้ความเงียบงัน Tamura มีความใฝ่ฝันว่า “ญี่ปุ่นควรมีเลนส์คุณภาพของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งยุโรปหรืออเมริกา” นี่ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์เชิงธุรกิจ แต่มาจากความเชื่อในศักยภาพของเทคโนโลยีญี่ปุ่น และความตั้งใจจะผลิตเลนส์ที่ดีในราคาที่เข้าถึงได้
กลางยุค 1950s บริษัทเริ่มผลิตเลนส์ถ่ายภาพจริงจัง พร้อมเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Tamron” เพื่อให้จดจำง่ายขึ้น (มาจากการรวมชื่อ Tamura กับคำว่า 'optical lens' แบบสากล) และในช่วงปลายทศวรรษนี้เอง Tamron ก็เริ่มก้าวเข้าสู่วงการกล้องฟิล์มอย่างแท้จริง


Adaptall – เมาท์เปลี่ยนได้ ความคิดที่ล้ำกว่ายุค
ถ้าเลนส์ Tamron รุ่นแรก ๆ คือการลองเดิน ตอนที่ทำให้แบรนด์ “เริ่มวิ่ง” อย่างจริงจังคือการเปิดตัวนวัตกรรมที่เรียกว่า Adaptall ในช่วงต้นยุค 70s — ระบบเมาท์ที่ถอดเปลี่ยนได้ ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่แหวกแนวมากในเวลานั้น
ภาพรวมของตลาดเลนส์ยุคนั้นคือ: ถ้าคุณใช้กล้อง Nikon คุณก็ต้องซื้อเลนส์ Nikon ถ้าใช้ Canon ก็ต้องใช้เลนส์ Canon ไม่มีตัวกลาง ไม่มีความยืดหยุ่น และไม่มี “ทางเลือก”
Tamron จึงเสนอแนวคิดใหม่ — ทำเลนส์เพียงรุ่นเดียว แล้วปลายเมาท์สามารถเปลี่ยนหัวได้ตามกล้องแต่ละยี่ห้อ เริ่มจาก Adapt-A-Matic ก่อนพัฒนาเป็น Adaptall และต่อยอดเป็น Adaptall-2 ที่สามารถรองรับกล้องจาก Nikon, Canon FD, Minolta, Pentax และอื่น ๆ ได้ด้วยการเปลี่ยนชิ้นเมาท์ชิ้นเดียว
สิ่งที่ผู้ใช้ได้รับไม่ใช่แค่ความประหยัด แต่คือ “อิสรภาพ” — สามารถเปลี่ยนกล้องโดยไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์ หรือมีเลนส์ตัวโปรดใช้ข้ามกล้องได้ง่าย ๆ ความคิดนี้ก้าวหน้าเกินกว่ายุค และสร้างชื่อเสียงให้ Tamron อย่างรวดเร็วในกลุ่มช่างภาพจริงจัง
เลนส์ Adaptall อย่าง Tamron SP 90mm f/2.5 Macro หรือ Tamron 300mm f/5.6 Telephoto กลายเป็นที่นิยมทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ เพราะให้คุณภาพที่ใกล้เคียงเลนส์ค่ายในราคาย่อมเยา และ “ใช้ต่อได้เรื่อย ๆ” แม้จะเปลี่ยนกล้องไปหลายรุ่น
Tamron ไม่ได้แค่ขายเลนส์ แต่ขาย “แนวคิด” ว่าผู้ใช้ควรเป็นคนกำหนดว่ากล้องและเลนส์ของเขาจะทำงานร่วมกันอย่างไร — และนั่นเป็นความล้ำที่ยังไม่มีใครทำได้เทียบเท่าในยุคนั้น


SP Series และความกล้าที่จะเป็น “เลนส์ระดับโปร”
ในโลกของเลนส์ช่วงปลายยุคฟิล์ม ชื่อของ Tamron เคยถูกมองว่า “คุณภาพกลาง ๆ ราคาคุ้ม” สำหรับคนงบน้อย แต่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนเมื่อแบรนด์เปิดตัวซีรีส์ใหม่ที่ชื่อว่า SP – Super Performance กลางยุค 80s ซึ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Tamron ไปอย่างสิ้นเชิง
แนวคิดของ SP คือการพัฒนาเลนส์ที่ “ไม่ใช่แค่ราคาดี” แต่ต้องดีจริงทั้งเรื่องออปติก กลไกการโฟกัส และคุณภาพวัสดุ กลุ่มเป้าหมายคือช่างภาพจริงจังและกึ่งมืออาชีพที่ต้องการเลนส์เชื่อถือได้ แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อเลนส์ค่าย
หนึ่งในเลนส์ที่กลายเป็นตำนานคือ Tamron SP 90mm f/2.5 Macro ซึ่งได้รับฉายาว่า “The Portrait Macro” เพราะนอกจากคมและใกล้ได้แบบมาโครแล้ว ยังให้โบเก้ที่นุ่มละมุน เหมาะอย่างยิ่งกับงานพอร์ตเทรต เลนส์รุ่นนี้ได้รับความนิยมทั่วโลก และถูกผลิตต่อเนื่องจนถึงยุคดิจิทัล
นอกจากนี้ยังมีเลนส์ SP 300mm f/2.8, SP 180mm f/2.5 และอีกหลายตัวที่บุกตลาดเลนส์เทเลในราคาที่ต่ำกว่าค่าย แต่ให้คุณภาพเทียบชั้นมือโปร ความกล้าหาญในช่วงเวลานั้น คือสิ่งที่เปลี่ยน Tamron จาก “เลนส์รอง” ไปสู่ “เลนส์ทางเลือกจริงจัง” ได้สำเร็จ


เมื่อยุคดิจิทัลมาถึง – Tamron กับ DSLR
การเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลในช่วงต้นยุค 2000s ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของทุกบริษัทกล้องและเลนส์ และ Tamron ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะแม้จะมีชื่อเสียงในยุคฟิล์ม แต่การปรับตัวสู่ DSLR ต้องใช้ทั้งวิสัยทัศน์ใหม่และการคิดแบบอุตสาหกรรมใหม่เกือบทั้งหมด
สิ่งที่ Tamron ทำได้ดีในยุคนี้ คือการออกแบบเลนส์ สำหรับ DSLR โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่เอาเลนส์ฟิล์มมาแปลงเมาท์ หนึ่งในความสำเร็จแรกคือ Tamron 28-75mm f/2.8 XR Di LD Aspherical (IF) Macro ที่เปิดตัวราวปี 2003
เลนส์รุ่นนี้ให้รูรับแสงกว้างตลอดช่วงซูมในขนาดที่เล็กและเบากว่าเลนส์ค่ายมาก แต่ยังคงคุณภาพได้อย่างดี มันกลายเป็นเลนส์คู่ใจของช่างภาพสายงานแต่ง, event, และ street ที่ต้องการ f/2.8 แบบประหยัดโดยไม่ลดคุณภาพ
ในขณะเดียวกัน Tamron ยังเป็นเจ้าแรก ๆ ที่สร้างเทรนด์ “all-in-one zoom” ที่ใช้งานได้ครอบคลุม เช่น 18-200mm, 18-270mm — สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความสะดวกเป็นหลัก โดยเลนส์เหล่านี้ขายดีมากในกลุ่ม consumer ทั่วโลก
แม้ในช่วงแรกจะมีข้อจำกัดเรื่องความเร็วโฟกัส และความแม่นยำเมื่อเทียบกับเลนส์ค่าย แต่สิ่งที่ Tamronทำได้ดีคือ “ความกล้า” ที่จะพัฒนาเลนส์เพื่อตลาดกล้องดิจิทัลจริง ๆ ไม่ใช่แค่การตามให้ทัน
และนั่นคือจุดเริ่มของ Tamron ยุคใหม่ ที่จะกลายเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาด Mirrorless และ G2 Series ในอีกไม่กี่ปีถัดมา


จุดเปลี่ยนของแนวคิด – “เลนส์ที่ดี ไม่ต้องมาจากค่าย”
ถ้าในอดีต Tamron ถูกมองว่าเป็น “เลนส์ทางเลือก” สำหรับคนที่งบจำกัด ยุค 2010s คือช่วงเวลาที่แบรนด์เริ่มประกาศชัดว่า “เราจะไม่เป็นแค่เลนส์เสริมอีกต่อไป”
แทนที่จะพยายามทำทุกระยะทุกเบอร์แบบครบ ๆ Tamron หันมาโฟกัสที่ประสบการณ์ผู้ใช้จริง: ทำเลนส์ที่ใช้งานได้ดีจริง พกง่าย คมชัด น้ำหนักเบา และไม่ต้องมีสเปกเวอร์เกินจำเป็น กลยุทธ์นี้เริ่มต้นจากซีรีส์ G1 และก้าวสู่ G2 ที่คุณภาพออปติกโดดเด่นจนช่างภาพเริ่มพูดถึง Tamron ในฐานะ “เลนส์ที่อาจดีกว่าค่ายในบางรุ่น”
ตัวอย่างเช่น Tamron SP 85mm f/1.8 Di VC USD ที่ให้ภาพคมมากตั้งแต่ f/1.8 พร้อมกันสั่นในตัว — สิ่งที่เลนส์ค่ายหลายตัวไม่มี หรือ Tamron 24-70mm f/2.8 G2 ที่ได้รับคำชมว่า “ใกล้เคียงหรือดีกว่า Canon/Nikon ในราคาเบากว่า” และให้ระบบป้องกันภาพสั่น VC ที่แข็งแรงใช้งานได้จริง
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงคือการออกแบบเลนส์ด้วยแนวคิด “User-first” ที่ฟังเสียงช่างภาพว่าต้องการอะไร ทั้งเรื่องน้ำหนัก, ขนาดฟิลเตอร์เดียวกัน (มักอยู่ที่ 67mm), ระบบโฟกัสที่รวดเร็ว, การกันละอองน้ำ และการปรับปรุง firmware อย่างสม่ำเสมอผ่าน Tamron Tap-in Console
Tamron ไม่ได้พยายามแค่ตามทันคู่แข่ง แต่เริ่ม “ออกแบบเลนส์ในแบบของตัวเอง” ที่ตอบโจทย์คนถ่ายจริง และนี่เองคือจุดที่ทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์เริ่มเปลี่ยน — จาก “เลนส์คุ้ม” กลายเป็น “เลนส์ดีที่ใครก็ใช้”


การปรับตัวสู่ Mirrorless อย่างเต็มรูปแบบ
ในขณะที่หลายแบรนด์ยังลังเลกับการพัฒนาเลนส์ mirrorless โดยเฉพาะ full-frame, Tamron กลับตัดสินใจก้าวกระโดดแบบไม่มองย้อนกลับ — และสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปิดตัวเลนส์ 28-75mm f/2.8 Di III RXD เมาท์ Sony E ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ไปตลอดกาล
เลนส์ตัวนี้ไม่ใช่แค่ “ซูม f/2.8 ราคาถูก” แต่คือ เลนส์ที่คมเทียบเท่าเลนส์ค่าย มีโฟกัสเงียบ น้ำหนักเบา และขนาดเล็ก — ทุกอย่างออกแบบมาเพื่อ mirrorless จริง ๆ ไม่ใช่แค่ย่อจาก DSLR
ความสำเร็จของ 28-75mm ทำให้ Tamron เดินหน้าเต็มตัวในตลาด Sony E-Mount และเริ่มออกเลนส์ที่ไม่เคยมีในระบบอื่น เช่น 17-28mm f/2.8, 70-180mm f/2.8, และ 35-150mm f/2-2.8 ที่ทำให้ Tamron กลายเป็นผู้นำของเลนส์ “ซูมรูรับแสงกว้าง” ขนาดเบา
พร้อมกันนั้น Tamron ยังเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น
-
VXD (Voice-coil eXtreme-torque Drive) มอเตอร์โฟกัสที่เงียบและเร็วเทียบเท่าระดับมือโปร
-
VC (Vibration Compensation) ระบบกันสั่นที่พัฒนาให้ทำงานได้แม่นแม้กับกล้องขนาดเล็ก
-
การออกแบบเลนส์ให้ใช้ฟิลเตอร์ 67mm ร่วมกันแทบทุกตัว ช่วยลดต้นทุนและความยุ่งยากให้ผู้ใช้
ปัจจุบัน Tamron มีเลนส์ mirrorless สำหรับทั้ง Sony E-Mount, Fujifilm X และ เริ่มเข้าสู่ L-Mount อย่างเต็มรูปแบบ โดยยังคงปรัชญาเดิม: ทำเลนส์ที่ใช้ได้จริง พกง่าย ถ่ายได้ทุกวัน และไม่ต้อง “จ่ายแพงเพื่อแค่แบรนด์”
Tamron ไม่ได้เพียงแค่ปรับตัวในยุค Mirrorless — พวกเขาสร้างมาตรฐานใหม่ของเลนส์ข้ามค่าย ที่คนใช้จริงไว้วางใจได้


G2 Series – ยกระดับคุณภาพทุกจุด
ถ้าต้องนิยามว่า “G2” ของ Tamron หมายถึงอะไร คำตอบอาจไม่ใช่แค่ “รุ่นที่อัปเกรดจากเดิม” แต่คือการยกเครื่องใหม่หมดในทุกมิติ — ตั้งแต่ออปติก มอเตอร์โฟกัส ไปจนถึงการควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ระดับมืออาชีพ
เลนส์รุ่น G2 อย่าง 28-75mm f/2.8 Di III VXD G2 (Model A063) และ 70-180mm f/2.8 Di III VC VXD G2 (Model A065) เป็นตัวแทนชัดเจนของยุคใหม่ Tamron ที่เน้น “ความสามารถใช้งานจริง” มากกว่าแค่ตัวเลขบนสเปกชีต
ใน G2 รุ่นใหม่ มอเตอร์ VXD (Voice-coil eXtreme-torque Drive) ทำงานได้อย่างเงียบและเร็ว พร้อมความแม่นยำสูงสุดจนสามารถนำไปใช้กับงานวิดีโอแบบ Focus Pull ได้โดยไม่ต้องอาศัย Focus Assist หรืออุปกรณ์เสริมใด ๆ นอกจากนี้ รุ่น 70-180mm G2 ยังมาพร้อมระบบกันสั่น VC (Vibration Compensation) ที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน handheld ได้อย่างน่าทึ่ง
อีกจุดที่ช่างภาพยุคใหม่ชื่นชอบคือ Tamron Lens Utility — ซอฟต์แวร์เฉพาะของ Tamron ที่ให้ผู้ใช้สามารถกำหนดฟังก์ชันปุ่มบนเลนส์ เช่น โฟกัสล่วงหน้า, สลับค่าโฟกัส, หรือแม้แต่ปรับโหมด MF/AF ได้ทันที เหมาะกับงานวิดีโอที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง
วัสดุของเลนส์ G2 ยังถูกพัฒนาใหม่หมด ใช้โครงสร้างที่แข็งแรงและกันละอองน้ำ พร้อมขอบยางที่ทนการใช้งานหนักในสภาพแวดล้อมหลากหลาย ตั้งแต่สตูดิโอจนถึงกลางป่า
เสียงตอบรับจากผู้ใช้ในกลุ่มมืออาชีพชัดเจนมากว่า G2 คือ “รุ่นที่จบ” — โดยเฉพาะผู้ใช้ที่เคยใช้ G รุ่นแรกมาก่อน ต่างพูดตรงกันว่า “นี่คืออีกระดับที่ Tamron ก้าวขึ้นไปอย่างมั่นใจ”
การที่ Tamron เลือกจะไม่ออก G2 ทุกรุ่นพร้อมกัน แต่ค่อย ๆ ปล่อยออกมาทีละตัวอย่างมีคุณภาพ สะท้อนวิธีคิดที่เน้นการ “ทำเพื่อผู้ใช้จริง” มากกว่าการแข่งกับตลาด


Tamron 2025 – เลนส์ที่ “เข้าใจการใช้งานจริง” มากกว่าการโชว์สเปก
เมื่อเข้าสู่ปี 2025 Tamron ยังคงรักษาตำแหน่งแบรนด์เลนส์อิสระที่แข็งแรงที่สุดแบรนด์หนึ่ง ทั้งในตลาด Sony E-Mount, Nikon Z-Mount และ L-Mount ด้วยสินค้าหลากหลายที่ครอบคลุมทั้งช่างภาพมือสมัครเล่นจนถึงสาย commercial production เต็มตัว
สิ่งที่ทำให้ Tamron มีผู้ใช้เหนียวแน่นคือการวางจุดยืนชัดเจน: เราไม่ต้องทำเลนส์ที่ “อลังการที่สุด” แต่ต้องทำเลนส์ที่ “ใช้งานได้ดีที่สุด” ในชีวิตจริง
ลองมาดูไฮไลต์ของเลนส์ที่วางขายในปัจจุบัน:
เลนส์ซูมยอดนิยมแบบ All-in-one:
เช่น 28-200mm f/2.8-5.6 และ 18-300mm f/3.5-6.3 ที่ยังขายดีอย่างต่อเนื่องในกลุ่มคนเดินทางหรือ vlogger ที่ต้องการกล้องเบา ใช้งานได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอในเลนส์เดียว
เลนส์ G2 รุ่นใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ:
28-75mm f/2.8 Di III VXD G2, 70-180mm f/2.8 G2 และ 16-30mm f/2.8 G2 เป็นซีรีส์ที่ได้รับคำชมว่าโฟกัสเร็ว คมตั้งแต่ขอบจรดขอบ และรองรับการควบคุมผ่านแอปหรือ Lens Utility ได้อย่างมืออาชีพ
เลนส์ “ตัวตึง” สาย Pro และ Video Creator:
35-150mm f/2-2.8 Di III VXD (สำหรับ Sony และ Nikon Z) เป็นเลนส์ที่แทบจะครองใจ creator ที่ถ่ายทั้งพอร์ตเทรตและวิดีโอ พร้อมเลนส์อย่าง 50-400mm, 150-500mm ที่ให้ระยะไกลแบบสะดวกในขนาดพกพา
เลนส์ไพรม์สำหรับ Sony E:
มีทั้งเลนส์ไซส์กะทัดรัดเช่น 20mm, 24mm, 35mm f/2.8 OSD ที่ยังคงจำหน่ายอยู่ และเลนส์ใหม่อย่าง 90mm f/2.8 Macro VXD ที่เน้นความคมและระยะโฟกัสใกล้สุดแบบ professional
สำหรับ Nikon Z:
Tamron ก็ขยายไลน์อย่างรวดเร็วในปี 2025 ด้วยรุ่นยอดนิยมอย่าง 28-75mm G2, 35-150mm, 50-400mm และ 70-300mm ทำให้ Nikon Z มีเลนส์อิสระคุณภาพสูงใช้งานได้จริงในราคาจับต้องง่ายขึ้นมาก
อื่น ๆ ที่ยังขายอยู่ ได้แก่
เลนส์ ultra wide เช่น 11-20mm f/2.8, 17-50mm f/4, และซูมไกลสำหรับ Wildlife เช่น 100-400mm, 150-500mm, 60-600mm
ไม่ว่าคุณจะเป็นสายท่องเที่ยว สายพอร์ตเทรต สายถ่ายวิดีโอ หรือ Wildlife Tamron มีเลนส์ที่ออกแบบมา “ให้คุณทำงานได้โดยไม่ต้องหาทางลัด” — และนั่นคือเหตุผลที่ Tamron ยังคงแข็งแกร่งในปี 2025