

กำเนิดจากเมืองเล็ก – จุดเริ่มต้นของ SIGMA ในโลกเลนส์
หากพูดถึงแบรนด์เลนส์ญี่ปุ่นหลายคนอาจนึกถึงชื่อใหญ่ที่มีโรงงานกระจายไปทั่วโลก แต่ SIGMA นั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง — เพราะมันเริ่มต้นขึ้นจากโรงงานเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองฟุกุอิ (Fukui) เมืองสงบทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ที่อยู่ห่างไกลจากโตเกียวหรือโอซาก้าไปหลายร้อยกิโลเมตร
ปี 1961 Michihiro Yamaki ชายหนุ่มที่ทำงานด้านวิศวกรรมออปติกมาตั้งแต่ยุคฟิล์ม ได้ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งภายใต้แนวคิดว่า “ญี่ปุ่นควรผลิตเลนส์ของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาตะวันตก” นั่นเป็นแนวคิดที่กล้าหาญมากในยุคที่ Carl Zeiss, Schneider หรือแม้แต่ Nikon ยังมองว่าเลนส์ระดับสูงต้องออกจากยุโรป
เลนส์ตัวแรกที่ SIGMA ผลิตคือ 500mm f/8 Reflex (Mirror) Lens ซึ่งไม่เพียงเป็นเลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้ราคาประหยัด แต่ยังเบา และบางกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน กลายเป็นจุดขายที่ช่วยให้ SIGMA เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มนักดูนก, นักดาราศาสตร์, และสายถ่ายกีฬา ที่ต้องการอุปกรณ์ที่พกพาง่ายแต่ได้ระยะไกล
แม้ในช่วงแรก SIGMA จะเน้นผลิตเลนส์แบบ OEM ให้กับแบรนด์อื่นๆ (ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ) แต่สิ่งที่แตกต่างคือพวกเขา “ไม่ยอมลดสเปกเพื่อราคา” ตั้งแต่ต้น — ทุกชิ้นต้องผ่านการควบคุมคุณภาพระดับเดียวกับเลนส์ที่ใส่ชื่อแบรนด์ของตัวเองในภายหลัง
นี่คือจุดเริ่มต้นของ “วิธีคิดแบบ SIGMA” ที่แม้จะดูเงียบ แต่ไม่เคยยอมลดมาตรฐานด้านออปติกเลยแม้แต่น้อย
จากผู้ผลิตเบื้องหลังสู่แบรนด์เลนส์อิสระ
ในยุค 70s–90s ถ้าคุณเป็นเจ้าของกล้องฟิล์ม SLR จาก Canon, Nikon หรือ Pentax แล้วมองหาเลนส์เสริมราคาสมเหตุสมผล มีโอกาสสูงมากที่คุณจะพบเลนส์ SIGMA บนชั้นวางร้านกล้อง — โดยอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแบรนด์นี้ผลิตเองทั้งหมดจากโรงงานญี่ปุ่น
SIGMA ในยุคนั้นเป็นที่รู้จักในฐานะ “เลนส์สำรองคุณภาพดี” โดยมีจุดเด่นคือความหลากหลายของระยะ (เช่น 28–70mm, 70–300mm, 135mm f/1.8) และราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าค่ายหลักหลายเท่า จึงเป็นที่นิยมในหมู่ช่างภาพสมัครเล่นและมือใหม่ที่อยากทดลองเลนส์หลายแบบ
แต่สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนไปคือ ความทะเยอทะยานที่เงียบงันของ SIGMA พวกเขาไม่ได้พอใจกับการเป็น “เลนส์ราคาถูก” อีกต่อไป ทีมวิจัยเริ่มพัฒนา coating พิเศษ, สูตรโครงสร้างออปติกเฉพาะ, และปรับปรุงกลไกเลนส์เพื่อให้สู้กับแบรนด์ใหญ่ได้แบบตัวต่อตัว
ในช่วงปลายยุค 80s SIGMA ยังเป็นหนึ่งในแบรนด์แรกๆ ที่ทำเลนส์ AF (ออโต้โฟกัส) สำหรับกล้อง SLR โดยอิงเมาท์ของค่ายต่างๆ อย่างใกล้ชิด แม้ต้องวิ่งตามการเปลี่ยนแปลงของแต่ละค่าย แต่ SIGMA ก็ไม่เคยลดคุณภาพ หรือทิ้งผู้ใช้เก่า
และแม้จะเป็นแบรนด์เลนส์อิสระ แต่ SIGMA ก็ค่อยๆ สร้างฐานแฟนกลุ่มเล็กที่ “รู้” ว่าเลนส์เหล่านี้ทำงานได้ดี ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่เพราะมันมีคุณภาพที่มากพอกับงานจริง
ช่วงเวลาเหล่านี้คือรากฐานที่ต่อมาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในยุค Art Series ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ SIGMA ไปตลอดกาล


จุดเปลี่ยนของ DNA – เมื่อ SIGMA สร้างโรงงานแห่งเดียวในญี่ปุ่น
ถ้าให้พูดถึง “จุดหักเห” ที่เปลี่ยน SIGMA จากแบรนด์เลนส์ทางเลือก มาเป็นชื่อที่ถูกเอ่ยถึงเคียงข้างค่ายกล้องใหญ่ หนึ่งในนั้นต้องยกให้การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เมื่อปี 2000 — เมื่อบริษัทเลือกเดินทางที่ตรงกันข้ามกับเทรนด์โลก
ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นทยอยย้ายฐานการผลิตไปจีน, เวียดนาม หรือประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า SIGMA กลับเลือกผลิตทุกชิ้นส่วนในโรงงานเดียว ที่เมืองไอสุ (Aizu) จังหวัดฟุกุชิมะ
โรงงานแห่งนี้ไม่ใช่แค่ศูนย์รวมการผลิต แต่คือ “หัวใจ” ของ SIGMA ทั้งหมด ตั้งแต่การหล่อกระจกออปติก, กลึงโลหะ housing, ประกอบเลนส์, เคลือบผิว coating, ไปจนถึงการ calibrate ความคมทุกระยะ — ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในรั้วเดียว
สิ่งที่ตามมาคือมาตรฐานที่สม่ำเสมอระดับ “ห้องทดลอง” และความสามารถในการควบคุมคุณภาพแบบละเอียดที่สุด แม้จะต้องลงทุนสูง แต่สิ่งนี้กลายเป็นปรัชญาถาวรของแบรนด์: Made in Aizu ไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่มันคือ “วิธีคิดของ SIGMA”
และเมื่อใดที่คุณซื้อเลนส์ SIGMA — ไม่ว่าจะเป็น 16mm f/1.4 ราคาย่อมเยา หรือ 85mm f/1.4 Art — มันถูกประกอบด้วยมือและตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกันเป๊ะจากที่แห่งนี้


Foveon และกล้องดิจิทัล – ความฝันที่ยังไม่จบ
แม้ SIGMA จะโดดเด่นในฐานะแบรนด์เลนส์อิสระ แต่ความหลงใหลใน “ภาพถ่าย” ไม่ได้หยุดอยู่ที่การผลิตออปติกเท่านั้น
ในปี 2008 SIGMA ประกาศซื้อกิจการของบริษัท Foveon Inc. ซึ่งพัฒนาเซนเซอร์ภาพแบบสามชั้น (X3 Sensor) ซึ่งต่างจาก CMOS หรือ CCD ทั่วไปที่จับสีผ่านฟิลเตอร์ Bayer เท่านั้น — Foveon ใช้การซ้อนชั้นของโฟโตไดโอดในแนวดิ่งเพื่อเก็บสีแดง เขียว น้ำเงินจากแสงที่ทะลุแต่ละชั้นโดยตรง
ผลลัพธ์คือไฟล์ภาพที่ “ดูจริง” และให้รายละเอียดในแสงเงา โทนผิว และขอบวัตถุได้แบบที่เซนเซอร์ปกติเลียนแบบไม่ได้ง่ายๆ
SIGMA นำเซนเซอร์นี้ไปใช้กับกล้อง DSLR ของตนเอง เช่น SD9, SD14 รวมถึงคอมแพ็คระดับโปรอย่าง DP1, DP2 ที่กลายเป็นของสะสมในกลุ่มนักถ่ายภาพสาย fine art
แม้กล้องเหล่านี้จะมีข้อจำกัด — เช่น RAW หนัก, ISO สูงไม่ดี, หรือ software ที่ไม่แพร่หลาย — แต่ก็มีแฟนกลุ่มเล็กที่หลงใหล “ความพิเศษเฉพาะตัว” ของไฟล์ Foveon อยู่ไม่น้อย
SIGMA ไม่เคยละทิ้งความฝันด้านกล้อง และยังคงพัฒนาเซนเซอร์ Foveon รุ่นใหม่อยู่จนถึงปัจจุบัน แม้จะล่าช้ากว่ากำหนดหลายปี แต่นั่นก็สะท้อนว่าพวกเขาไม่ได้ทำกล้องเพื่อแข่งขันยอดขาย — แต่เพื่อเติมเต็มมุมมองของแบรนด์ที่เห็นว่า คุณภาพของภาพถ่าย คือหัวใจของทุกเทคโนโลยี


Art, Contemporary, Sports – จุดเริ่มของ SIGMA ยุคใหม่
ในปี 2012 SIGMA ทำสิ่งที่ไม่ธรรมดาอีกครั้ง — พวกเขาไม่เพียงแค่เปิดตัวเลนส์รุ่นใหม่ แต่ประกาศ “รื้อระบบคิด” ของแบรนด์ทั้งหมด ด้วยการแบ่งเลนส์ออกเป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจนตามวัตถุประสงค์ใช้งาน ได้แก่:
-
Art สำหรับงานภาพนิ่งคุณภาพสูง เน้นความคม โบเก้เนียน รายละเอียดเต็มขอบ และดีไซน์ที่ตอบสนองช่างภาพสาย fine art, portrait, fashion อย่างแท้จริง
-
Contemporary สำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่เน้นความคล่องตัว เบา ใช้งานง่าย แต่ยังให้ภาพที่ดีและเทคโนโลยีใหม่ครบถ้วน
-
Sports สำหรับช่างภาพสายแอคชันหรือสัตว์ป่า ต้องการเลนส์เทเลที่รวดเร็ว แม่นยำ และแข็งแรงทนต่อทุกสภาพแวดล้อม
แต่ละกลุ่มไม่ใช่แค่การแบ่งตลาด — มันคือการสร้าง “บุคลิกภาพ” ให้กับเลนส์ SIGMA ชัดเจนกว่าที่เคยเป็นมา และเป็นครั้งแรกที่ช่างภาพระดับโปรเริ่มหันกลับมามองเลนส์ Third-party แบบไม่ลังเล
ชื่อรุ่นอย่าง SIGMA 35mm f/1.4 DG HSM Art ที่ออกมาพร้อมการเปิดตัวซีรีส์นี้ กลายเป็น talk of the town ทันที ด้วยคุณภาพที่ท้าชนเลนส์ค่ายตรงๆ แบบไม่มีอ้อมค้อม ไม่ว่าจะเรื่อง sharpness, สี, หรือ character ของภาพ
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ SIGMA ยุคใหม่ ที่เปลี่ยนสถานะจาก “เลนส์สำรอง” มาเป็น ตัวเลือกหลัก สำหรับมืออาชีพ


Art Series – เมื่อลูกค้ายอมวางเลนส์ค่าย
ช่วงปี 2013–2017 ถือเป็นยุคทองของ SIGMA Art อย่างแท้จริง — ไม่ใช่เพราะยอดขายพุ่ง แต่เพราะ “ความเชื่อมั่น” จากผู้ใช้ที่กล้าลองและพบว่า สิ่งที่อยู่ในมือพวกเขาไม่ได้ด้อยกว่าเลนส์ค่ายเลยแม้แต่น้อย
เลนส์อย่าง 50mm f/1.4 DG HSM Art และ 85mm f/1.4 DG HSM Art กลายเป็นตัวอย่างคลาสสิกของเลนส์ที่ ให้คุณภาพในระดับ reference แต่ราคาไม่แตะระดับพรีเมียม จุดเด่นไม่ใช่แค่ความคม แต่คือ “การควบคุมแฟลร์”, สีที่ตรงแต่มีมิติ และการไล่โฟกัสที่นุ่มลึกเหมาะกับภาพพอร์ตเทรตจริงๆ
ฟีดแบคจากผู้ใช้ — โดยเฉพาะช่างภาพมืออาชีพ — เริ่มเปลี่ยนไปจาก “เลนส์ดีในราคาคุ้ม” เป็น “เลนส์ที่ผมเลือกก่อนเลนส์ค่าย” และนี่คือปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการกล้อง
SIGMA ไม่เพียงแค่ไล่ตามคู่แข่ง แต่กลายเป็น “ผู้ตั้งมาตรฐานใหม่” ในหลายช่วงเลนส์ โดยเฉพาะในช่วงระยะ 20–135mm ที่เลนส์ Art ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทั้งในรีวิวและสนามจริง
และสิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ SIGMA ทำทั้งหมดนี้ โดยยังยืนยันจะผลิตในญี่ปุ่นทั้งหมด — ไม่มีการลดเกรดหรือย้ายไลน์ผลิตแม้ว่า demand จะสูงก็ตาม
ในยุคที่หลายคนเริ่มมองคุณภาพก่อนชื่อแบรนด์ Art Series ของ SIGMA จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ ทางเลือกที่จริงจัง และยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของวงการเลนส์ยุคดิจิทัล


SIGMA กับยุค Mirrorless – การปรับตัวที่ไม่ใช่แค่ตามทัน
เมื่อกล้อง Mirrorless เริ่มเข้ามาแทนที่ DSLR อย่างชัดเจนในช่วงปลายยุค 2010s ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมมากมายต้องเร่งปรับตัว บางแบรนด์ปรับไม่ทันและค่อยๆ หายไปจากตลาด แต่ SIGMA กลับมองเห็นโอกาส ในความเปลี่ยนแปลงนี้ และเลือก “ลุยก่อนที่ตลาดจะเรียกร้อง”
แทนที่จะพอร์ตเลนส์เก่ามาใส่เมาท์ใหม่เฉยๆ SIGMA เลือกออกแบบ เลนส์ Mirrorless ใหม่หมด ในชื่อ DG DN ซึ่งหมายถึง "Digital, Full Frame, Designed for Mirrorless" พร้อมตัดขนาดให้เล็กลง แต่ยังรักษา “DNA ของเลนส์ Art” ไว้อย่างครบถ้วน
เช่น SIGMA 56mm f/1.4 DC DN ที่ออกแบบสำหรับ APS-C เป็นหนึ่งในเลนส์ portrait ที่เล็กและเบาที่สุดในโลก แต่ให้ภาพคม สีดี โบเก้ละลายสวยจนนักรีวิวหลายคนยกให้เป็น “best value portrait lens” ในเมาท์ Sony E และ L-Mount
หรือ SIGMA 28-70mm f/2.8 DG DN ที่น้ำหนักเบากว่าเลนส์ค่ายเกือบครึ่ง แต่ยังให้ความคมในระดับโปร และถือเป็นทางเลือกยอดนิยมของสายเดินทางหรือ wedding photographer ที่ต้องการเลนส์ f/2.8 ในร่างที่พกพาได้จริง
สิ่งสำคัญคือ SIGMA ไม่ได้มองแค่ “ขายของให้ได้กับเมาท์ใหม่” แต่ ออกแบบทุกชิ้นเพื่อ mirrorless โดยเฉพาะ ตั้งแต่ชิ้นเลนส์ การจัดโฟกัส ไปจนถึงมอเตอร์ที่ตอบสนองการโฟกัสแบบ contrast detection และ hybrid AF ของกล้องยุคใหม่ได้อย่างลื่นไหล


SIGMA ในยุคพันธมิตร – L-Mount กับ Leica และ Panasonic
ในปี 2018 SIGMA ทำสิ่งที่หลายคนไม่คาดคิด — พวกเขาร่วมก่อตั้ง L-Mount Alliance กับ Leica และ Panasonic เพื่อสร้าง ecosystem ของกล้องและเลนส์แบบเปิดร่วมกัน
นี่คือการประกาศเจตนารมณ์ครั้งสำคัญว่า SIGMA ไม่ใช่แค่ “แบรนด์เลนส์เสริม” อีกต่อไป แต่พร้อมจะเป็น “แบรนด์หลัก” ในระบบกล้องที่มีผู้ผลิตระดับพรีเมียมร่วมพัฒนา
ด้วยการใช้เมาท์เดียวกัน (L-Mount) ผู้ใช้สามารถใช้กล้อง Leica SL, Panasonic S1 หรือ SIGMA fp กับเลนส์ร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ โดย SIGMA รับหน้าที่พัฒนาเลนส์ในทุกช่วงความยาวโฟกัส ตั้งแต่ wide, standard, ไปจนถึง super tele ด้วยคุณภาพระดับ Art series
เลนส์อย่าง 35mm f/1.4 DG DN Art สำหรับ L-Mount กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่สายพอร์ตเทรต, แฟชั่น และงานวิดีโอ เพราะนอกจากจะคมตั้งแต่ f/1.4 แล้ว ยังมี character ภาพที่ใกล้เคียงเลนส์ยุโรป แต่ในราคาที่เป็นมิตรกับมืออาชีพ
ที่สำคัญ SIGMA ยังคงผลิตทุกชิ้นที่โรงงาน Aizu เหมือนเดิม — แสดงให้เห็นถึง “การขยายโดยไม่ลดคุณภาพ” และเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเมื่อเทียบกับเลนส์ค่ายที่ต้องแบ่งสายการผลิตระหว่างหลายประเทศ
การมีพันธมิตรในระดับ Leica ทำให้ SIGMA ได้พื้นที่ในกลุ่มมืออาชีพระดับสูง และกลายเป็นแบรนด์ที่ถูกยอมรับทั้งในเชิงเทคนิคและคุณค่าทางศิลปะอย่างแท้จริง


ความจริงใจที่ส่งถึงผู้ใช้ – Firmware, Software และการอัปเดต
ในโลกของเทคโนโลยีที่วิ่งเร็วแบบไม่รอใคร หลายครั้งผู้ใช้มักถูกทิ้งไว้กลางทาง — กล้องหรือเลนส์ที่ซื้อมาใช้งานได้ดีแค่ปีสองปี ก่อนจะถูกลืมเมื่อมีรุ่นใหม่ออกมา
แต่ SIGMA กลับไม่เดินตามเส้นทางนั้น
สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้หลายคนรู้สึกได้อย่างชัดเจนคือ “ความใส่ใจหลังการขาย” ที่ไม่ใช่แค่การรับประกันหรือบริการซ่อม แต่คือระบบนิเวศที่คิดมาเพื่อให้กล้องและเลนส์ของคุณ “พัฒนาได้ต่อแม้จะซื้อมานานแล้ว”
SIGMA มีการอัปเดต firmware สำหรับเลนส์ทุกรุ่น ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า USB Dock และซอฟต์แวร์ Sigma Optimization Pro ที่ช่วยให้คุณปรับค่าละเอียดอย่างเช่นความเร็ว AF, ความแม่นยำโฟกัส, ระยะทำงาน, ไปจนถึงพฤติกรรมของระบบกันสั่นในบางรุ่น
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีไว้สำหรับโปร หรือคนเข้าใจเทคนิคเท่านั้น — SIGMA พยายามทำให้ UI เป็นมิตร และชัดเจนพอที่ผู้ใช้ทั่วไปจะใช้งานได้
อีกด้านที่แสดงความจริงใจ คือการเปิดเผย MTF chart (Modulation Transfer Function) ของเลนส์ทุกรุ่นอย่างละเอียด โดยไม่ผ่านการ "ขัดเกลาทางการตลาด" — เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าเลนส์ตัวนั้นเหมาะกับการใช้งานของตนหรือไม่ โดยไม่ต้องฟังเพียงแค่คำโปรย
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าที่ SIGMA ยืนอยู่ได้อย่างแข็งแรง ไม่ใช่เพราะทำสินค้า “หวือหวา” แต่เพราะพวกเขาทำในสิ่งที่เรียบง่ายอย่างสม่ำเสมอ: ดูแลลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว


SIGMA 2025 – พาเราทุกสายตาไปไกลกว่าที่เคย
แม้ SIGMA จะเติบโตจากเลนส์ Third-party สู่แบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นระดับโลก แต่ในปี 2025 พวกเขาก็ยังเดินหน้าพัฒนาไลน์สินค้าทุกช่วงอย่างต่อเนื่อง — ทั้ง Art, Contemporary, Sports — ครอบคลุมตั้งแต่มือใหม่จนถึงมือโปรระดับ production
ในฝั่ง APS-C (DC DN) SIGMA ยังคงมีจุดเด่นเรื่อง “เล็ก เบา คุณภาพสูง” อย่าง 18-50mm f/2.8 DC DN (C) ที่เป็น standard zoom พกง่ายสำหรับ Sony และ L-Mount, หรือ 56mm f/1.4 DC DN (C) ที่ถ่ายพอร์ตเทรตได้นุ่มลึกเกินตัว แม้ในบอดี้กล้องเล็กๆ
สำหรับสาย Full Frame Mirrorless (DG DN) ปีนี้มีไฮไลต์อย่าง 35mm f/1.2 DG DN II (A) ที่ให้ทั้งความคม โบเก้ และ character สีแบบที่หลายคนเรียกว่า “เลนส์ญี่ปุ่นที่มีกลิ่นยุโรป”, หรือ 50mm f/1.2 DG DN (A) ที่เบากว่าเวอร์ชันเดิมแต่ยังคงไฟล์จัดเต็ม
เลนส์ซูมรุ่นใหม่อย่าง 28-105mm f/2.8 DG DN (A) กลายเป็นตัวเลือกฮิตของสายวิดีโอและ commercial เพราะให้ช่วงครอบคลุมในรูรับแสงคงที่ โดยไม่ต้องพกหลายตัว ในขณะที่ 28-70mm f/2.8 DG DN (C) ยังเป็นเลนส์ all-around ที่ตอบโจทย์ทั้งภาพนิ่งและ vlog
สาย ultra-wide ก็มีตัวแรงอย่าง 14mm f/1.4 DG DN (A) และ 15mm f/1.4 Fisheye DG DN (A) ซึ่งถูกเลือกใช้ในงาน astrophotography และ VR production ด้วยคุณภาพระดับสุดทาง
สำหรับสายกีฬาและสัตว์ป่า 150-600mm f/5-6.3 DG DN OS Sports และ 60-600mm f/4.5-6.3 DG DN OS คือเลนส์ที่ให้ระยะไกลสุดในกลุ่ม mirrorless แต่ยังถือมือเดียวได้จริง ขณะที่รุ่น 300-600mm f/4 DG OS (S) กลายเป็น “ตัวแทนเทเลระดับโปร” ที่หลายคนเทียบเคียงกับเลนส์ 500,000 บาทได้อย่างไม่เก้อเขิน
สุดท้าย กลุ่ม I-Series อย่าง 24mm, 35mm, 50mm, 65mm และ 90mm DG DN (C) ยังคงเป็นทางเลือกของช่างภาพที่ชื่นชอบดีไซน์คลาสสิก วัสดุโลหะทั้งตัว และคุณภาพระดับ Art ในร่างเล็กจิ๋ว
ทั้งหมดนี้คือภาพสะท้อนว่า SIGMA ไม่ได้ยืนอยู่ที่เดิม — พวกเขายังคงพัฒนาทั้งเลนส์ APS-C และ Full Frame ไปพร้อมกัน และตอบสนองผู้ใช้ทุกระดับอย่างสมดุล ไม่ว่าเป้าหมายของคุณคือพอร์ตเทรตคมชัด วิดีโอสเกลเล็ก หรือ wildlife ระดับ production
เลนส์ของ SIGMA ในปี 2025 จึงไม่ได้แค่ “ทำได้ทุกอย่าง” — แต่คือการ “ทำได้ในแบบที่คุณมั่นใจได้” ว่าจะได้คุณภาพเต็มตามคำสัญญาที่เขาให้ไว้ตั้งแต่วันแรก: Made in Aizu, by heart