จุดเริ่มจากเทคโนโลยีแว่นตา – กำเนิด Tokina
Tokina ไม่ใช่แบรนด์ที่เกิดจากห้องวิจัยใหญ่โต หรือบริษัทกล้องยักษ์ แต่มีต้นกำเนิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านออปติกในญี่ปุ่น ที่เริ่มต้นจากการทำเลนส์สำหรับแว่นสายตาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ยุคนั้นญี่ปุ่นอยู่ในช่วงฟื้นฟูอุตสาหกรรมหนัก การผลิตเลนส์ถือเป็นงานที่ใช้ทักษะสูง และบริษัทอย่าง Tokyo Optical Co. ซึ่งต่อมากลายมาเป็น Tokina นั้นโดดเด่นด้านการเจียระไนเลนส์คุณภาพสูง ทั้งสำหรับกล้องและอุปกรณ์อุตสาหกรรมอื่นๆ
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการร่วมมือกับ Hoya — บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านวัสดุแก้วและการเคลือบผิวเลนส์ เมื่อสองบริษัทนี้ผนึกกำลัง Tokina จึงไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ผลิตเลนส์ตามสั่ง (OEM) แต่เริ่มมีเทคโนโลยีของตนเอง ทั้งโครงสร้างภายใน สูตรการเคลือบ และการควบคุมแฟลร์ที่แม่นยำแบบ "ช่างทำแว่นตาชั้นสูง" ยกระดับมาเป็น "ผู้ผลิตเลนส์กล้องตัวจริง"
Tokina ไม่หวือหวา ไม่โฆษณาหนัก แต่คุณภาพในมือผู้ใช้ คือสิ่งที่เริ่มสร้างชื่อให้แบรนด์จากปากต่อปากของคนที่ “รู้จริง”
ความพยายามสร้างแบรนด์ – Tokina ในยุคกล้องฟิล์ม
เมื่อเข้าสู่ยุคกล้อง SLR ที่ Nikon, Canon, Minolta และ Pentax ครองตลาด Tokina เริ่มลงสนามในฐานะ “ผู้ผลิตเลนส์ทางเลือก” สำหรับผู้ใช้ที่อยากได้เลนส์ดีในราคาที่เป็นมิตร
ยุค 70s–80s คือช่วงที่ Tokina โดดเด่นขึ้นมา ด้วยแนวทางที่ไม่ใช่แค่เลียนแบบเลนส์ค่าย แต่ปรับดีไซน์ให้ใช้งานง่าย ทนทาน และเหมาะกับช่างภาพจริงๆ เช่น การออกเลนส์ซูมที่โครงสร้างแน่นกว่า ใช้งานกลางแจ้งหรือเดินทางได้ไม่กลัวพัง หรือเลนส์ telephoto ที่มีระยะเฉพาะทางในราคาย่อมเยากว่าแบรนด์เจ้าตลาด


ชื่อเสียงของ Tokina ค่อยๆ เติบโตในวงการนักข่าว ช่างภาพมืออาชีพ และนักเรียนถ่ายภาพที่ต้องการเลนส์ดีโดยไม่ต้องจ่ายเกินจำเป็น หลายคนยังจำได้ถึง Tokina 80-200mm f/2.8 และ Tokina 28-70mm f/2.6-2.8 ที่เคยเป็นของหายากแต่ถูกแย่งซื้อทุกครั้งที่มีมือสองเข้า


เลนส์ Tokina อาจไม่ได้บางเบา หรือโฟกัสเร็วแบบกล้องยุคใหม่ แต่มันคือ "เลนส์จริงจัง" สำหรับคนจริงจัง และเป็นจุดเริ่มของตำนานที่ยังคงถูกพูดถึงมาจนถึงวันนี้
PRO Series และชื่อเสียงจากเลนส์ไวด์
ในยุคที่กล้อง SLR ครองโลก Tokina เริ่มฉายแววในกลุ่มมืออาชีพด้วยซีรีส์ AT-X PRO ซึ่งชื่อย่อมาจาก “Advanced Technology Extra Professional” — ชื่อที่ไม่ได้ตั้งเพื่อการตลาด แต่สะท้อนถึงคุณภาพที่ Tokina มุ่งมั่นจะส่งมอบ
หนึ่งในตำนานที่ยังถูกพูดถึงจนวันนี้คือ Tokina 28-70mm f/2.6-2.8 AT-X PRO ที่หลายคนเรียกติดปากว่า “เลนส์ช่าง” ด้วยโครงสร้างบอดี้โลหะทั้งชิ้น น้ำหนักแน่นมือ กลไกหมุนซูมที่ลื่นแบบนาฬิกาญี่ปุ่น และความคมที่จัดว่า “นิ่ง” ตั้งแต่ f/2.8 แรกสุด — คุณสมบัติที่เลนส์ราคาย่อมเยาในยุคนั้นทำไม่ได้
อีกหนึ่งรุ่นที่สร้างชื่อคือเลนส์ไวด์ 20mm f/2.8 ที่ให้ภาพคมแม้ที่ขอบ และทนแฟลร์ได้อย่างน่าทึ่ง นี่คือเลนส์ที่หลายคนใช้ในงานแลนด์สเคปหรือถ่ายภายในอาคารที่ต้องการมุมกว้างแต่ไม่บิดเบี้ยว
Tokina PRO Series ไม่ได้แค่ขายให้คนงบน้อย แต่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับแบรนด์ว่า “คุณภาพระดับโปร ไม่จำเป็นต้องมาจากเลนส์ค่าย” และจุดยืนนี้เองที่ทำให้ Tokina อยู่ในใจช่างภาพยุคนั้นอย่างมั่นคง


เข้าสู่ยุค DSLR – ความสำเร็จของ 12-24mm และ 11-16mm
การมาถึงของกล้อง DSLR เปลี่ยนโลกการถ่ายภาพอย่างสิ้นเชิง เซนเซอร์ครอป (APS-C) กลายเป็นมาตรฐานใหม่ และช่างภาพต้องการเลนส์ที่ “ให้มุมกว้างจริง” โดยไม่ต้องซื้อกล้องฟูลเฟรม Tokina เห็นโอกาสนี้ชัดเจน และคว้าไว้ได้อย่างสวยงาม
ปี 2005 Tokina เปิดตัว AT-X 124 PRO DX — เลนส์ 12-24mm f/4 ตัวแรกของแบรนด์ที่ออกแบบมาสำหรับกล้อง DSLR ครอปโดยเฉพาะ ให้มุมกว้างเทียบเท่า 18mm บนฟูลเฟรม และภาพที่ได้เต็มไปด้วยรายละเอียด ขอบภาพที่ไม่เบลอ และการคุมแฟลร์ที่แม่นเหมือนยุคกล้องฟิล์ม
แต่รุ่นที่ “ทำให้ Tokina เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ใช้ DSLR ทุกคน” คือ Tokina 11-16mm f/2.8 AT-X PRO DX — เลนส์ซูมไวด์ที่ให้รูรับแสงกว้างตลอดช่วง ซูมสั้น แต่ครอบคลุมมุมกว้างที่ช่างภาพต้องการ และ “คมตั้งแต่ f/2.8” จนถูกยกให้เป็นเลนส์ APS-C ultra-wide ที่ดีที่สุดในโลกอยู่ช่วงหนึ่ง
Tokina 11-16mm ถูกใช้ถ่ายทั้งแลนด์สเคป, งานอีเวนต์, สถาปัตยกรรม ไปจนถึงวิดีโอระดับมืออาชีพ และยังมีชื่อเสียงด้าน “สีโทนเย็นที่เป็นเอกลักษณ์” เหมาะกับการนำไปเกรดในงานวิดีโอ
แม้ Tokina จะไม่ได้ออกเลนส์จำนวนมากเหมือน Sigma หรือ Tamron ในยุคนั้น แต่ทุกตัวที่ออกมา “มีความหมาย” และถูกใช้จริงโดยผู้ใช้สายงานที่ต้องการความเชื่อถือสูง
จุดแข็งที่ต่างจากใคร – โฟกัสที่เลนส์เฉพาะทาง
ในขณะที่หลายแบรนด์แข่งกันออกรุ่นใหม่แทบทุกไตรมาส Tokina กลับเลือกเดินทางที่นิ่งกว่า — แต่นิ่งด้วยจุดยืนที่ชัดเจน “เราจะไม่ผลิตทุกอย่าง แต่จะทำเฉพาะสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด”
สิ่งที่ Tokina โดดเด่นไม่ใช่แค่เลนส์ซูมไวด์ชื่อดัง แต่รวมถึงเลนส์เฉพาะทางที่ไม่ใช่ทุกแบรนด์จะกล้าลงสนาม เช่น เลนส์มาโครที่ถ่ายทอดรายละเอียดระดับผิวใบไม้หรือขนแมลง, เลนส์เทเลที่ให้คอนทราสต์สูงคมถึงขอบในราคาจับต้องได้, และเลนส์ ultra-wide สำหรับสายสถาปัตย์หรือ timelapse
Tokina ไม่ใส่ฟีเจอร์หวือหวาอย่างหน้าจอ OLED หรือกันสั่น IBIS ในตัวเลนส์ แต่ให้โครงสร้างแบบโลหะเต็มชิ้น ชุดโฟกัสภายในที่ลื่นแม้ใช้มานาน และระบบ manual clutch focus ที่กลายเป็นเอกลักษณ์จนผู้ใช้บางคนบอกว่า “ถ้า Tokina ยังทำแบบนี้ต่อไป จะไม่มีวันย้ายไปแบรนด์อื่น”
นี่คือแบรนด์ที่เข้าใจดีว่ากล้องเปลี่ยนเร็ว แต่เลนส์ดีๆ จะอยู่กับเราไปอีกนาน Tokina จึงยึดหลัก “น้อยชิ้นแต่ใช้ได้นาน” และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเลนส์บางรุ่นของ Tokina จึงยังวางขายได้แม้ผ่านไปเกิน 10 ปี
ปรับตัวสู่ Mirrorless – จาก E-Mount ถึง Fuji X และ MFT
แม้ Tokina จะเคยถูกมองว่า "ช้าไปนิด" กับกระแส mirrorless แต่เมื่อแบรนด์ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ตลาดใหม่นี้ในปี 2020 พวกเขากลับทำได้อย่างมั่นคงภายใต้ชื่อซีรีส์ atx-m (Advanced Technology – Mirrorless)


เริ่มต้นด้วยเลนส์สำหรับ Sony E-mount เช่น 85mm f/1.8, 23mm f/1.4, และ 56mm f/1.4 ที่เน้นพลังของรูรับแสงกว้างในบอดี้เล็ก โครงสร้างแน่น ระบบ AF ที่เงียบแม่นจาก stepping motor และภาพที่คมตั้งแต่กลางเฟรมจนถึงขอบ — ทั้งหมดในราคาที่ “มือใหม่สายจริงจัง” สามารถเข้าถึงได้
จากนั้น Tokina ขยายไลน์ไปยัง Fujifilm X-Mount และ Micro Four Thirds โดยใช้สูตรเดียวกัน คือ “ฟีเจอร์ตรง ใช้งานได้จริง” ไม่เน้น gimmick แต่เน้นให้ภาพที่สวย คม และเชื่อถือได้แม้ใช้ถ่ายงานสำคัญ
ที่สำคัญ Tokina ยังพยายามจับกลุ่ม creator ที่ต้องการเลนส์คุณภาพแบบไม่ต้องแบกเลนส์ใหญ่ โดยเปิดตัว atx-m 11-18mm f/2.8 สำหรับ Sony APS-C — เลนส์ซูมไวด์ที่มีขนาดเล็กกว่า Tokina 11-16mm ยุค DSLR แต่ยังคงคม ชัด และสีโทนเย็นแบบเฉพาะตัว
นี่ยังไม่ใช่ยุคพีคของ Tokina ใน mirrorless แต่แนวทางที่ชัดเจนและคุณภาพที่ส่งมอบได้จริง คือคำตอบว่าแบรนด์นี้กำลังเดินมาถูกทางอีกครั้ง — จากผู้ท้าชิงในยุค SLR สู่นักออกแบบเลนส์เฉพาะทางที่รู้ใจช่างภาพในยุคปัจจุบัน


เลนส์ Tokina Cinema – สู่โลกของภาพยนตร์และงานโปรดักชัน
Tokina ไม่ได้หยุดอยู่แค่โลกของช่างภาพนิ่ง — แต่ยังขยายสู่งานภาพยนตร์ผ่าน Tokina Cinema Line ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการของกองถ่ายมืออาชีพ ตั้งแต่การถ่ายโฆษณาไปจนถึงงานหนังระดับฟีเจอร์
ซีรีส์หลักคือ Vista Prime และ Cinema ATX โดย Vista Prime ถูกออกแบบเพื่อใช้งานกับเซนเซอร์ฟูลเฟรมหรือใหญ่กว่า เช่น VistaVision หรือ 8K ด้วยความละเอียดและ sharpness ที่เท่ากันทั่วเฟรม แม้เปิดรูรับแสงกว้างสุดที่ T1.5
ในขณะเดียวกัน Cinema ATX คือเลนส์ระดับกลางที่ออกแบบให้มีราคาย่อมเยากว่า แต่ยังคงควบคุม focus breathing, flare, และ color matching ได้อย่างยอดเยี่ยม
ทั้งสองซีรีส์รองรับ PL-Mount, EF-Mount, และบางรุ่นรองรับ Sony E เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ตาม workflow ของตน
คุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการแปลงเลนส์นิ่งมาใส่เกียร์แบบง่าย ๆ แต่ Tokina Cinema ถูกออกแบบใหม่หมด ทั้ง barrel, gear pitch, และกลไกการควบคุมแสง ซึ่งทำให้แบรนด์นี้เริ่มเป็นชื่อที่ถูกกล่าวถึงในวงการภาพยนตร์อย่างเงียบ ๆ แต่มั่นคง


Tokina วันนี้ – ไม่โดดเด่น แต่มีเอกลักษณ์
ในปี 2025 Tokina ยังคงมีเลนส์วางจำหน่ายหลายรุ่น ทั้งในสาย DSLR, Mirrorless และ Cinema โดยแต่ละรุ่นสะท้อนจุดแข็งของแบรนด์ในแบบ “ไม่จำเป็นต้องหวือหวา แต่แน่นทุกจุดที่สำคัญ”
กลุ่ม DSLR/Full Frame SLR:
-
Opera 50mm f/1.4 FF และ Opera 16-28mm f/2.8 FF – สองเลนส์เรือธงที่ยังมีแฟนเหนียวแน่น ด้วยโบเก้เนียน ความคมชัดสูง และรูรับแสงกว้าง
-
atx-i 100mm f/2.8 FF Macro – มาโครราคาประหยัดที่คมแบบไม่แพ้เลนส์ระดับโปร
-
AT-X 16-28mm f/2.8 Pro FX, AT-X 17-35mm f/4 Pro FX, และ AT-X 14-20mm f/2 PRO DX – สามเลนส์มุมกว้างที่ยังมีคนตามหา แม้เป็นสินค้าปลายยุค DSLR
กลุ่ม Mirrorless (Sony/Fuji/MFT):
-
atx-m 23mm f/1.4, 33mm f/1.4, 56mm f/1.4, และ 85mm f/1.8 FE – ซีรีส์เลนส์ fix ราคาประหยัดสำหรับ mirrorless ที่คม ชัด ใช้งานได้จริง
-
atx-m 11-18mm f/2.8 E – เลนส์ซูมไวด์ APS-C ที่เกิดมาเพื่อผู้ใช้ Sony vlog และ timelapse โดยเฉพาะ
-
SZ 8mm f/2.8 Fisheye และ SZ 33mm f/1.2 – เลนส์ที่ฉีกแนวแต่ตอบโจทย์งานสร้างสรรค์ เช่น สาย extreme หรือ content creator
สาย Cinema (Tokina Cinema):
-
Vista Prime T1.5 Series – สำหรับกล้อง full-frame และ 8K Cinema
-
Cinema ATX T2.9 Series – เลนส์คม, เบา, ใช้กับกล้อง Red, Arri หรือ Blackmagic ได้สบาย
Tokina วันนี้อาจไม่ใช่แบรนด์ที่โผล่มาในทุกป้ายโฆษณา แต่เป็นชื่อที่ผู้ใช้ระดับจริงจังยังคงไว้ใจ เพราะทุกเลนส์ถูกออกแบบโดย “คนทำเลนส์เพื่อช่างภาพจริง”