จุดเริ่มต้นจากเลนส์ – Asahi Optical และการก่อร่างของอัตลักษณ์ญี่ปุ่น
ปี 1919 คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ยาวนานกว่าศตวรรษ — Asahi Kogaku Goshi Kaisha หรือชื่อเต็มในภาษาญี่ปุ่นว่า 旭光学工業株式会社 ก่อตั้งขึ้นในโตเกียวโดยมีเป้าหมายเรียบง่ายแต่เฉียบคม: ผลิตเลนส์แว่นตาและอุปกรณ์ออปติกเพื่อใช้ในประเทศญี่ปุ่นที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้า
ในยุคที่กล้องถ่ายภาพยังเป็นของหรูจากฝั่งยุโรป บริษัทเล็กๆ แห่งนี้กลับค่อยๆ ขยายขอบเขตจากการผลิตเลนส์ใกล้ตา มาสู่เลนส์กล้องจุลทรรศน์ และเลนส์ถ่ายภาพอย่างเงียบๆ แต่ต่อเนื่อง พวกเขาไม่เร่งรีบ แต่เลือกที่จะเรียนรู้จากทุกโค้งแสงที่พุ่งผ่านกระจกชิ้นเล็ก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวสู่ตลาดที่ใหญ่กว่า
แรงบันดาลใจของ Asahi Optical ไม่ได้มาจากแค่ความสามารถทางเทคนิค แต่เกิดจากความเชื่อว่าญี่ปุ่นสามารถสร้างนวัตกรรมของตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องลอกเลียนฝั่งยุโรป นั่นคือแนวคิดที่ฝังรากลึกในแบรนด์นี้มาตั้งแต่ต้น และจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนตลอดเส้นทางของ PENTAX ในเวลาต่อมา


Asahiflex ถึง Spotmatic – กำเนิด SLR และความกล้าคิดต่าง
ปี 1952 Asahi Optical เปิดตัว Asahiflex I ซึ่งกลายเป็นกล้อง SLR 35mm ตัวแรกของญี่ปุ่น — ไม่ใช่การลอกแบบกล้องเยอรมันหรือฝรั่งเศส แต่เป็นการออกแบบด้วยตัวเองล้วนๆ จุดเด่นคือความแข็งแรง ความคมของเลนส์ Takumar และมุมมองใหม่จากระบบ SLR ที่แตกต่างจากกล้อง rangefinder ซึ่งครองตลาดในขณะนั้น
ในเวลานั้น ช่างภาพยุคหลังสงครามจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่ควบคุมภาพได้ละเอียดขึ้น ระบบ SLR กับเลนส์คุณภาพสูงจึงเป็นคำตอบ และนั่นเองที่ทำให้ชื่อของ Asahiflex เริ่มถูกกล่าวถึงนอกญี่ปุ่น


กระทั่งปี 1964 Asahi เปิดตัว Pentax Spotmatic ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก จุดเด่นที่สุดคือระบบวัดแสง TTL (Through The Lens) แบบ all-over averaging ที่แม่นยำและใช้งานง่าย ถือเป็นนวัตกรรมที่ล้ำหน้ากว่ากล้องคู่แข่งในเวลานั้น และช่วยเปลี่ยนวงการถ่ายภาพให้ก้าวเข้าสู่ยุค “ควบคุมแสงผ่านช่องมองภาพได้จริง”
ความสำเร็จของ Spotmatic ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือกับ Honeywell ในสหรัฐฯ ที่ทำให้กล้อง Asahi ถูกนำเข้าและวางจำหน่ายในชื่อ "Honeywell Pentax" กลายเป็นกล้องญี่ปุ่นรุ่นแรกๆ ที่ช่างภาพอเมริกันวางใจใช้ในงานข่าว สงคราม และภาพถ่ายชีวิตประจำวัน
จากจุดเริ่มในโตเกียว สู่ความนิยมในนิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส และปารีส — PENTAX กลายเป็นชื่อที่ผูกกับความแม่นยำ ความเป็นมิตร และความกล้าที่จะคิดต่าง


K-Mount และยุคทองของกล้องฟิล์ม
ปี 1975 Asahi Pentax ตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ — การเปลี่ยนจากเมาท์ M42 (screw mount) มาสู่ K-Mount ซึ่งเป็นระบบเมาท์แบบ bayonet ที่ยังใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จุดเด่นคือการเปลี่ยนเลนส์ที่รวดเร็วและแน่นหนากว่าเดิม พร้อมเปิดโอกาสให้พัฒนาเลนส์รูรับแสงกว้างได้อย่างเต็มที่
การมาถึงของกล้องอย่าง Pentax K2, KX, และ KM ช่วยวางรากฐานใหม่ในช่วงกลางยุค ’70s แต่โมเดลที่กลายเป็น “ไอคอนอมตะ” คือ Pentax K1000 กล้องฟิล์มสำหรับนักเรียนถ่ายภาพที่ใช้งานง่าย เชื่อถือได้ และยังผลิตต่อเนื่องยาวนานถึงปี 1997 จุดแข็งคือกลไกทั้งหมดแบบ manual 100% ไม่มีจอ ไม่มีโหมดอัตโนมัติ แต่ทำงานนิ่งและแม่นราวจักรกลสวิส
ต่อมา Pentax MX และ ME Super ขยายทางเลือกให้มือสมัครเล่นและมืออาชีพมากขึ้น โดยยังคงรักษาขนาดกะทัดรัด ฟังก์ชันฉลาด และราคาจับต้องได้ เช่นเดียวกับ LX ที่ขึ้นชั้นเป็นกล้องระดับมืออาชีพเต็มตัว ด้วยบอดี้ weather-sealed, ระบบวัดแสง OTF (off-the-film metering) และช่องมองภาพที่ปรับเปลี่ยนได้
ในยุคเดียวกัน PENTAX ยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไม่กี่รายที่ขยายเข้าสู่กล้อง Medium Format อย่าง Pentax 6×7, 67 และ 645 — กล้องฟิล์มที่ให้คุณภาพใกล้เคียงแผ่นฟิล์มใหญ่ แต่ใช้งานเหมือน SLR ธรรมดา กลายเป็นขวัญใจของสายแฟชั่น และช่างภาพ studio production
จุดแข็งอีกอย่างของ PENTAX คือเลนส์ Super Takumar และ SMC (Super Multi Coated) ที่ใช้เทคโนโลยีการเคลือบชั้นเลนส์หลายชั้นอย่างประณีต ทำให้ภาพมีความใส เคลียร์ คอนทราสต์สูง และคุมแฟลร์ได้ดี แม้จนถึงทุกวันนี้ เลนส์เก่าเหล่านี้ก็ยังได้รับความนิยมในวงการถ่ายฟิล์มและ mirrorless adapter อยู่เสมอ
ยุค ’70s ถึง ’90s คือช่วงที่คำว่า “Pentax” มีความหมายทั้งในห้องเรียนถ่ายภาพ ในกระเป๋าช่างภาพแนว street และในสตูดิโอแฟชั่นระดับโลก — กล้องที่เรียบง่ายแต่ไว้ใจได้ กับเลนส์ที่เปลี่ยนภาพธรรมดาให้กลายเป็นผลงานศิลป์


จุดเปลี่ยนแรก – DSLR ยุค *ist D และความหวังของยุคใหม่
เมื่อโลกเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 กระแสดิจิทัลเปลี่ยนวิธีถ่ายภาพไปอย่างรวดเร็ว แบรนด์กล้องหลายเจ้าต้องตัดสินใจว่าจะ “ปรับตัว” หรือ “ตามไม่ทัน” — สำหรับ PENTAX คำตอบคือการเปิดตัว *Pentax ist D ในปี 2003 ซึ่งถือเป็น DSLR ตัวแรกของค่าย
แม้จะไม่ได้มาก่อนใคร แต่ *ist D เป็นกล้อง APS-C ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว: ช่องมองภาพ pentaprism ที่สว่างและแม่นยำ, รองรับเลนส์ K-Mount ได้โดยตรง และอินเตอร์เฟซที่คุ้นมือสำหรับผู้ใช้ฟิล์มเดิม การถ่ายภาพแบบ RAW, การควบคุมแบบมือโปร และบอดี้ขนาดกะทัดรัด ทำให้กล้องนี้เป็นที่รักของกลุ่มช่างภาพที่มองหา “ดิจิทัลที่ยังคงความเป็น PENTAX”
หลังจากนั้น Pentax ก็พยายามต่อยอดสู่นวัตกรรมใหม่ เช่น K10D ที่เปิดตัวในปี 2006 พร้อมบอดี้กันละอองน้ำ, เซนเซอร์ 10MP, ระบบกันสั่นในบอดี้ (SR), และรองรับไฟล์ RAW ทั้ง PEF และ DNG ซึ่งยังถือว่าก้าวหน้าในยุคนั้น
ช่วงนี้เองที่ PENTAX เริ่มขยับเข้าใกล้ช่างภาพมืออาชีพมากขึ้น พร้อมด้วยการรักษาความเข้ากันได้กับเลนส์เก่า และความตั้งใจที่จะไม่ทิ้งผู้ใช้งานเดิม เช่นเดียวกับการพัฒนาเลนส์ DA Series สำหรับเซนเซอร์ crop โดยเฉพาะ เพื่อให้สมดุลของขนาดเลนส์และกล้องเหมาะกับยุคใหม่
แต่แม้จะมีข้อดีมากมาย PENTAX ก็เริ่มรู้สึกแรงต้านจากตลาดที่เปลี่ยนเร็ว กล้องรุ่นใหม่จาก Canon, Nikon และ Sony เริ่มมีฟีเจอร์เยอะกว่า ระบบโฟกัสเร็วกว่า และเป็นที่รู้จักในตลาด consumer มากขึ้น
กระนั้น สำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่ยังหลงใหลในความ “ขรึม เนี้ยบ ดุดัน” แบบดั้งเดิม *ist D และ K-Series ยุคต้นยังคงเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างโลกฟิล์มกับดิจิทัล — เป็นกล้องที่ทำให้คนรัก Pentax “ยังอยู่ต่อ” แม้โลกจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว


จาก K-7 ถึง K-3 – ความแน่วแน่ในโลก DSLR APS-C
ในยุคที่ตลาดกล้องดิจิทัลเริ่มแยกชัดระหว่าง APS-C และ Full Frame — หลายแบรนด์เลือกขยับขึ้นไปสู่เซนเซอร์ใหญ่เพื่อช่วงชิงความเป็นมืออาชีพ แต่ PENTAX กลับเลือกยืนหยัดพัฒนาสาย APS-C DSLR อย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับปรุงในจุดที่ผู้ใช้ภาคสนามให้ความสำคัญที่สุด
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเปิดตัว Pentax K-7 ในปี 2009 ที่เป็นการพลิกภาพของกล้อง DSLR ขนาดกลางของค่าย ด้วยบอดี้แมกนีเซียมอัลลอยด์แบบ weather sealed ทั้งตัว, ระบบกันสั่นในบอดี้ (SR), ระบบวัดแสง 77 โซน และการถ่ายวิดีโอ HD ซึ่งถือว่าก้าวล้ำในช่วงเวลานั้น
จากนั้น K-5 และ K-3 ก็พัฒนาเรื่องการจับสี โทนภาพ และ dynamic range ขึ้นอย่างต่อเนื่อง กล้องในซีรีส์นี้เป็นที่รู้กันว่ามี “โทนสีฟ้า เขียว น้ำตาล” ที่ถูกใจช่างภาพ landscape และ field documentary เป็นพิเศษ
ระบบโฟกัส SAFOX พัฒนามาไกลจนรุ่น K-3 III ใช้ SAFOX 13 ที่เร็วและแม่นขึ้น พร้อม viewfinder ที่ใหญ่เต็มเฟรม (100% coverage), dual card slot, จอสัมผัสพับได้ และการรองรับถ่ายวิดีโอ 4K ที่ทันยุค
แม้จะไม่มีลูกเล่นหวือหวาแบบ mirrorless และฟีเจอร์ live-stream หรือ AI tracking แบบกล้องรุ่นใหม่ๆ แต่สิ่งที่กล้อง K-Series ของ Pentax มีเสมอมาคือ “ความแน่วแน่” — ไม่ใช่กล้องที่มีไว้โชว์ฟีเจอร์ แต่คือกล้องที่ถ่ายจริง ทนจริง ใช้งานจริง ในทุกสภาพแวดล้อม
และนี่คือเหตุผลที่ยังคงมีฐานแฟนเหนียวแน่น โดยเฉพาะในหมู่ช่างภาพ outdoor, ถ่ายสัตว์ป่า, และสายเดินป่า ที่ต้องการกล้องที่ใช้งานได้แม้ฝนตก หิมะลง หรืออุณหภูมิติดลบ


Medium Format ยุคดิจิทัล – Pentax 645D, 645Z และบทบาทมือโปร
ปี 2010 Pentax ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Pentax 645D กล้องดิจิทัล Medium Format รุ่นแรกของค่าย ที่วางตำแหน่งตัวเองอย่างกล้าหาญว่าเป็น “กล้อง Medium Format ที่ราคาจับต้องได้” สำหรับมืออาชีพสาย fine art และ commercial
ด้วยเซนเซอร์ 40MP CCD ขนาด 44 x 33 มม. และบอดี้ที่ใช้ระบบวัดแสง TTL พร้อมเลนส์ 645 รุ่นเก่าได้แบบไร้ปัญหา ทำให้ช่างภาพที่เคยชินกับกล้องฟิล์ม medium format รู้สึกว่า “นี่คือ digital ที่เปลี่ยนมาได้อย่างไม่สะดุด”
ต่อมาในปี 2014 Pentax 645Z เข้ามาสานต่อความสำเร็จ ด้วยเซนเซอร์ CMOS 51.4MP ที่ไม่เพียงแต่ให้ไฟล์ความละเอียดสูง แต่ยังรองรับวิดีโอ Full HD, จอพับ Live View, และ dynamic range ที่สูงลิ่วจนได้คะแนน DxOMark ถึง 101 คะแนน — สูงที่สุดในวงการ ณ เวลานั้น
จุดเด่นอีกอย่างของ 645Z คือความทนทานตามสไตล์ Pentax — weather sealed, ใช้ในอุณหภูมิ -10°C ได้, และเมนูการควบคุมที่ต่อเนื่องจากกล้อง DSLR ทำให้ไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด
สิ่งที่ 645 Series ทำได้ดีคือการ “ปลดล็อก Medium Format จากความยุ่งยากและราคาแพง” เปิดโอกาสให้ช่างภาพไฟน์อาร์ต, แฟชั่น, สินค้า และงานแสดงศิลปะ ได้เข้าถึงคุณภาพระดับสูงแบบที่เคยสงวนไว้เฉพาะกล้องราคาเกินล้าน
ในโลกที่กล้อง Full Frame กลายเป็นบรรทัดฐาน 645Z คือทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการ “มากกว่าธรรมดา” โดยยังคงความน่าใช้ ความทนทาน และแนวคิด practical แบบที่ Pentax ถนัดที่สุด


รวมร่างกับ Ricoh – อนาคตใหม่ในมือผู้ใช้เก่า
ปี 2011 คือปีเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เมื่อ Ricoh ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ imaging และเอกสารจากญี่ปุ่น ประกาศเข้าซื้อกิจการแผนกกล้องของ Hoya Corporation ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ PENTAX ในเวลานั้น ผลลัพธ์คือการเกิดใหม่ในชื่อ Ricoh Imaging Company, Ltd. พร้อมประกาศชัดเจนว่า "PENTAX จะยังคงอยู่ และเดินหน้าผลิตกล้อง DSLR ต่อไป"
แม้ในสายตาคนทั่วไป PENTAX อาจดูเหมือน “แบรนด์เล็ก” ในโลกดิจิทัลที่โดนแย่งซีนโดยยักษ์ใหญ่อย่าง Canon, Nikon, และ Sony แต่ในหมู่ผู้ใช้จริง PENTAX มีความหมายในฐานะ "แบรนด์ที่ไม่ยอมทิ้งผู้ใช้" — กล้องยังคงใช้ K-Mount เดิม, เมนูยังคุ้นเคย, และภาพลักษณ์ที่ปรับใหม่ให้ดู modern ขึ้นแต่ไม่หวือหวา
สิ่งที่น่าประทับใจคือ Ricoh ไม่ได้ซื้อ PENTAX มาเพื่อรีแบรนด์ แต่ให้ความเคารพในรากเหง้า: บอดี้กล้องยังเขียนว่า “PENTAX”, โลโก้ยังเหมือนเดิม และทีมวิศวกรเดิมยังคงเป็นแกนหลักในการพัฒนา
กล้องรุ่นใหม่ๆ เช่น K-3 II, K-70, KP, และ K-3 III ยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขารู้ดีว่าผู้ใช้ PENTAX ต้องการอะไร: ความทนทาน, สีภาพที่สวยตรงใจ, และการรองรับเลนส์เก่าอย่างเต็มรูปแบบ
แม้ในเชิงการตลาด PENTAX อาจไม่ได้เป็นแบรนด์ที่ทำให้คนตื่นเต้นในทุกงานเปิดตัว แต่ในเชิง "ความน่าไว้ใจระยะยาว" มันคือแบรนด์ที่ผู้ใช้รู้สึกว่า “ยังเหมือนเดิม” — และในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วเกินไป ความมั่นคงแบบนี้ก็เป็นเสน่ห์ในตัวเอง


ยุค K-1 และ Full Frame – คำตอบจากคนรัก Pentax
หลังจากการรอคอยอันยาวนาน ในที่สุด Pentax ก็เปิดตัวกล้อง Full Frame ตัวแรกของค่ายในปี 2016 กับ Pentax K-1 — กล้องที่เรียกเสียงเชียร์จากแฟนคลับทั่วโลก เพราะมันคือ “คำตอบของคำอธิษฐาน” ที่รอมานานกว่าสิบปี
K-1 มาพร้อมเซนเซอร์ 36MP แบบ Full Frame, ระบบกันสั่น 5 แกนในบอดี้ (SR II), จอพับอิสระแบบ Cross-Tilt LCD ที่หมุนได้แทบทุกมุม, และจุดขายแบบ Pentax อย่าง Pixel Shift Resolution ที่เก็บสีและรายละเอียดแบบแยกแชนแนล (true RGB per pixel) โดยไม่ต้องใช้ Bayer interpolation
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์แปลกตาอย่าง Astrotracer ที่ใช้ sensor-shift ควบคู่ GPS เพื่อติดตามการหมุนของโลก — ทำให้สามารถถ่ายดาวโดยไม่เกิดเส้นดาว (star trail) ได้แม้ไม่มี mount เฉพาะ ถือเป็นกล้องเดียวในโลกที่มีฟีเจอร์นี้ในตัว
เมื่ออัปเกรดเป็น K-1 II ในปี 2018 ก็ยิ่งเน้นคุณภาพใน ISO สูงขึ้นและมี AI-assisted Pixel Shift เพิ่มขึ้นอีกขั้น
แต่สิ่งที่แฟน Pentax ชอบที่สุดคือ “ความเข้ากันได้กับเลนส์เก่า” — ตั้งแต่เลนส์ M42, K, A, F, FA จนถึง D-FA รุ่นใหม่ เลนส์จากยุคฟิล์มหลายตัวสามารถใช้งานได้เต็มความสามารถกับเซนเซอร์ full frame โดยไม่มี crop ไม่มีขอบดำ และได้ character เดิมที่ช่างภาพยุคดิจิทัลหลายคนถวิลหา
สำหรับคนที่รู้ว่า “กล้องถ่ายภาพได้มากกว่าแค่ความคม” — Pentax K-1 คือกล้องที่ให้คุณรู้สึกว่าได้กลับมา “ถือภาพถ่าย” ไม่ใช่แค่กดบันทึก
ความกล้าในยุคฟิล์มฟื้น – Pentax Film Project และ 35mm รุ่นใหม่
ในช่วงที่กล้องฟิล์มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในหมู่คนรุ่นใหม่ — ไม่ใช่แค่เพราะความวินเทจ แต่เป็นเพราะ “ความตั้งใจ” ที่ต้องใช้ในการถ่ายแต่ละเฟรม Pentax ก็ไม่รอช้าในการตอบรับสัญญาณนี้ด้วยโครงการที่ชื่อว่า Pentax Film Camera Project
นี่ไม่ใช่แค่การผลิตกล้องรุ่นเก่าอีกครั้ง แต่เป็นการพัฒนา “กล้องฟิล์มใหม่ทั้งหมด” โดยมีทีมงานจาก Ricoh Imaging รวมถึงวิศวกรที่เคยอยู่เบื้องหลังกล้องในยุคฟิล์มของ Pentax มาช่วยกันรื้อฟื้นศาสตร์ที่เกือบหายไป
ในปี 2024 กล้องตัวแรกของโครงการนี้ก็เผยโฉมในชื่อ Pentax 17 — กล้อง Half Frame 35mm ขนาดกะทัดรัดที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด ใช้งานง่าย มีเลนส์ fix 25mm f/3.5 พร้อมระบบโฟกัสโซน, วัดแสงอัตโนมัติ, และรูปลักษณ์ที่โค้งมนสะอาดตาแต่แฝงความคลาสสิก
ที่สำคัญคือ Pentax เลือกออกแบบกล้องฟิล์มด้วยแนวคิด “สื่อสารกับคอมมูนิตี้” ตั้งแต่ขั้นตอนแรก มีการเชิญชวนให้ผู้ใช้ทั่วโลกส่งความเห็นผ่านโซเชียล การเปิดเบื้องหลังให้เห็นการออกแบบ และคำถาม-คำตอบกับทีมวิศวกรที่จริงใจอย่างไม่ซ่อนเร้น
ความกล้านี้อาจดูสวนทางกับโลกดิจิทัลที่วิ่งเร็ว แต่สำหรับ Pentax มันคือการเดินกลับไปสู่ “ความหมาย” ของการถ่ายภาพ — และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสวัฒนธรรมของการรอคอย, การเลือกเฟรม, และการกดชัตเตอร์ด้วยความรู้สึกแท้จริง
Pentax 2025 – แบรนด์ที่กลั่นจาก "ความตั้งใจ" ไม่ใช่แค่ยอดขาย
ในโลกที่กล้องเต็มไปด้วยปัญญาประดิษฐ์, ฟีเจอร์แปรผัน, และการแข่งกันเรื่องวิดีโอ 8K — Pentax ยังคงเป็นแบรนด์ที่ยืนบนหลักของ “ความตั้งใจ” และความใส่ใจในประสบการณ์การถ่ายภาพแบบแท้จริง
ในปี 2025 กล้อง Pentax ที่ยังมีจำหน่ายในไทยอาจไม่หลากหลายนัก แต่กลับสะท้อน “ตัวตน” ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน


Pentax 17 คือกล้องฟิล์มครึ่งเฟรม (Half-Frame) 35mm รุ่นใหม่ล่าสุดที่หลายคนรอคอย มาพร้อมเลนส์ 25mm f/3.5, โฟกัสโซน 3 ระยะ, และรูปลักษณ์เรโทรแต่ใช้ได้จริง มีระบบวัดแสงอัตโนมัติ พร้อมถ่ายได้ 72 เฟรมจากฟิล์มม้วนเดียว เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มถ่ายฟิล์มโดยไม่ต้องเสี่ยงกับกล้องมือสอง


Pentax WG-90 และ WG-1000 คือกล้องคอมแพ็คกันน้ำกันกระแทกในตระกูล “WG” ที่สายลุยรู้จักดี โดย WG-90 มาพร้อมไฟ LED รอบเลนส์สำหรับถ่ายมาโคร, กันน้ำลึก 14 เมตร, กันตกจากที่สูง และรองรับการใช้งานในอุณหภูมิต่ำถึง -10°C ส่วน WG-1000 เป็นรุ่นเบสิกที่ยังทนถึกและเหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการกล้อง outdoor ราคาเบา
แม้สาย DSLR และ Medium Format อย่าง K-3 III หรือ 645Z จะหาซื้อไม่ง่ายในประเทศไทย แต่ก็ยังมีคอมมูนิตี้ Pentax ที่ใช้งานอย่างต่อเนื่อง และยังคงหาอุปกรณ์จากแหล่งนำเข้าอิสระอยู่เสมอ