

รากเหง้าแห่งแสง – จาก Matsushita ถึงโลกแห่งออปติก
แม้คำว่า "Panasonic" จะทำให้หลายคนนึกถึงทีวี ตู้เย็น หรือเครื่องเสียง แต่หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ บริษัทนี้มีจุดเริ่มต้นที่ลึกกว่านั้นมาก โดยเฉพาะในด้านความเชี่ยวชาญเรื่อง "การควบคุมพลังงานและแสง"
ย้อนกลับไปปี 1918 บริษัทที่ต่อมาจะกลายเป็น Panasonic มีชื่อว่า Matsushita Electric Housewares Manufacturing Works ก่อตั้งโดยชายคนหนึ่งชื่อว่า Konosuke Matsushita ชายหนุ่มผู้เริ่มจากการผลิตขั้วหลอดไฟเล็กๆ ที่ให้ความสว่างมากขึ้นแต่ใช้พลังงานน้อยลง ความหลงใหลใน “แสง” ของเขาไม่ได้หยุดแค่ในบ้าน แต่นำพาบริษัทเข้าสู่ธุรกิจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกแขนง — รวมถึงเทคโนโลยีด้านออปติก
Panasonic เริ่มเข้าสู่วงการแสงภาพจากการผลิตเครื่องฉายโปรเจกเตอร์, หัวอ่านเลเซอร์, เซนเซอร์รับภาพ และเลนส์ขนาดเล็กที่ใช้ในอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้ไม่ได้ปรากฏชื่อในหน้าปกนิตยสารกล้อง แต่มันคือรากฐานที่มั่นคงของสิ่งที่จะกลายเป็นกล้อง “LUMIX” ในอีกหลายทศวรรษต่อมา
ความแม่นยำระดับอุตสาหกรรม, ความทนทานของกลไก, และความเข้าใจในสรีรศาสตร์ของผู้ใช้ — กลายเป็นองค์ประกอบที่หล่อหลอมดีเอ็นเอของกล้อง Panasonic ตั้งแต่ก่อนที่จะมีปุ่มชัตเตอร์ตัวแรกเสียอีก


LUMIX ถือกำเนิด – กล้องคอมแพ็คในโลกที่กำลังเปลี่ยน
ต้นทศวรรษ 2000 คือช่วงเวลาที่โลกเริ่มรู้จักกล้องดิจิทัลมากขึ้น ผู้ผลิตหลายเจ้ากระโดดเข้ามาในตลาดกล้องคอมแพ็คที่เริ่มแทนที่กล้องฟิล์มอย่างรวดเร็ว แต่ Panasonic ไม่เลือกที่จะ “ตามกระแส” อย่างเดียว พวกเขาเลือกจะตั้งชื่อใหม่ให้กับกล้องของตัวเอง — ชื่อที่ฟังแล้วรู้สึกถึงแสง นวัตกรรม และความแม่นยำ
ในปี 2001 Panasonic เปิดตัวแบรนด์ LUMIX พร้อมกล้องสองรุ่นแรกคือ DMC‑LC5 และ DMC‑F7 ซึ่งออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ที่ต้องการกล้องดิจิทัลที่ “ใช้ง่าย แต่ให้ภาพที่จริงจัง” ไม่ใช่แค่ไว้ถ่ายเล่น
จุดที่ทำให้ LUMIX แตกต่างทันทีคือ “การร่วมมือกับ Leica” แบรนด์กล้องเยอรมันที่ขึ้นชื่อเรื่องเลนส์ระดับตำนาน Panasonic ไม่ได้พัฒนาเลนส์เองทั้งหมดในช่วงเริ่มต้น แต่เลือกพาร์ตเนอร์ที่ให้คุณภาพได้ทันที — และจุดนี้กลายเป็นภาพจำของ LUMIX มาจนถึงปัจจุบัน
LUMIX LC5 ให้ภาพ 4MP ที่ดูธรรมดาในวันนี้ แต่นั่นคือความละเอียดระดับสูงในยุคนั้น พร้อมเลนส์ Leica ที่ให้ contrast และความคมที่มือโปรให้การยอมรับ ด้วยหน้าตาแบบ compact ที่มีฟีลลิ่งพรีเมียม มันกลายเป็นกล้องที่ทั้งพ่อบ้าน แม่บ้าน และคนทำคอนเทนต์ยุคแรกเลือกใช้
ในขณะที่กล้องจากญี่ปุ่นหลายค่ายแข่งกันเรื่องซูมไกล Panasonic กับ LUMIX เลือก “ความคม ความสี และความง่าย” เป็นจุดตั้งต้น ซึ่งกลายเป็นแนวทางที่แบรนด์ยังคงรักษาไว้ในกล้องทุกซีรีส์นับแต่นั้น


การเปิดศักราช Mirrorless – LUMIX G1 และการปฏิวัติวงการ
ในปี 2008 โลกกล้องถ่ายภาพกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ — ตลาดกล้อง DSLR เริ่มอิ่มตัวในกลุ่มมือสมัครเล่นที่อยากได้คุณภาพดี แต่ไม่ต้องการแบกน้ำหนักและกลไกที่ซับซ้อนเกินไป Panasonic จึงตัดสินใจเดินเกมกล้าหาญ ด้วยการเปิดตัวกล้องที่ไม่มี “กระจกสะท้อน” แต่ยังเปลี่ยนเลนส์ได้ — กล้องที่กล้าประกาศว่าไม่ใช่ DSLR แต่ก็ไม่ใช่ compact
มันคือกล้อง LUMIX G1 — และนี่คือ กล้อง mirrorless เปลี่ยนเลนส์ตัวแรกของโลก
G1 ใช้ระบบที่เรียกว่า Micro Four Thirds (MFT) ซึ่ง Panasonic พัฒนาร่วมกับ Olympus โดยลดขนาดเซนเซอร์ลงเล็กน้อยจาก APS‑C เพื่อให้ได้บอดี้ที่เล็กลง เบาขึ้น และมีเลนส์ให้เลือกมากขึ้นในอนาคต ความละเอียด 12MP, EVF ความละเอียดสูง, และหน้าตาที่คล้าย DSLR ย่อส่วน — ทั้งหมดนี้ทำให้ G1 เป็น “กล้องเปลี่ยนเลนส์ที่ใช้ได้จริง” สำหรับผู้ใช้ทั่วไปเป็นครั้งแรก
ความสำคัญของ G1 ไม่ได้อยู่ที่สเปกเท่านั้น แต่อยู่ที่ "แนวคิด" ที่มันประกาศกับโลกว่า กล้องยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องมีกระจกอีกต่อไป Mirrorless กำลังจะกลายเป็นอนาคต และ Panasonic คือผู้เปิดประตูนั้น
แม้จะยังไม่เป็นที่นิยมในทันที แต่ G1 ได้ปูทางให้ตระกูล G-Series ทั้งหมด และจุดประกายให้ Sony, Fujifilm และ Canon ต้องเร่งพัฒนา mirrorless ตามมาในเวลาต่อมา


GH-Series – เมื่อวิดีโอกลายเป็นเรื่องจริงจัง
ถ้า G1 คือการเริ่มต้นของ mirrorless GH-Series ก็คือช่วงเวลาที่ Panasonic ประกาศชัดว่า “วิดีโอไม่ใช่ของแถม” อีกต่อไป — มันคือฟีเจอร์หลักที่ต้องได้รับการออกแบบอย่างจริงจัง
เริ่มจาก GH1 ในปี 2009 ซึ่งเป็นกล้อง mirrorless ตัวแรกที่บันทึกวิดีโอแบบ AVCHD พร้อมการควบคุมเสียง, manual exposure และ autofocus ในโหมดวิดีโอ โดยยังใช้ระบบ MFT ทำให้วิดีโอที่ได้มีความชัดและสามารถเล่นกับระยะเลนส์ต่างๆ ได้ง่าย
แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงคือ GH4 (2014) — กล้องตัวแรกในระดับ consumer ที่รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K โดยไม่ต้องต่อ external recorder มาพร้อมช่องเสียบไมค์, headphone jack, flat color profile, และระบบระบายความร้อนที่ทำให้ถ่ายต่อเนื่องได้ยาวนาน — มันกลายเป็นกล้องที่ช่างภาพงานแต่ง, นักทำสารคดี, และ vlogger มืออาชีพหันมาใช้กันอย่างแพร่หลาย
GH5 และ GH5S ยกระดับขึ้นอีกขั้น ทั้งในเรื่อง bit depth, slow motion, dynamic range และสีสันที่ให้รายละเอียดสูงจนใช้ในงานโปรดักชันได้จริง
และล่าสุดคือ GH6 และ GH7 ซึ่งเข้าสู่ยุค วิดีโอ 5.7K / 6K / 8K, ระบบกันสั่น 5 แกนที่รองรับ dynamic footage ได้ทุกสถานการณ์ พร้อมช่องบันทึก SSD ภายนอก, 10-bit internal, และ V-LogL แบบเต็มฟอร์แมต
GH-Series ไม่ใช่แค่กล้องอีกตัว แต่กลายเป็น “เครื่องมือผลิตเนื้อหา” ที่เป็นมิตรกับโปรดักชันขนาดเล็ก กลาง ไปจนถึงระดับ Broadcast และ Independent Cinema — เป็น mirrorless ที่วางใจได้ว่า “ถ่ายเสร็จแล้วส่งตัดต่อได้ทันที”


G-Series, GX, GF – กล้องสำหรับทุกคน
หลังการปูทางด้วย G1 และการแจ้งเกิดของ GH-Series Panasonic ไม่หยุดอยู่แค่การทำกล้องระดับกึ่งโปรหรือมืออาชีพ แต่กลับเลือกขยาย LUMIX ให้กว้างขึ้น ครอบคลุมผู้ใช้ทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นถ่ายรูป ไปจนถึงช่างภาพเดินทางและวิดีโอโปรดักชันขนาดกลาง
GF-Series คือคำตอบสำหรับคนเริ่มต้น: บอดี้บาง เบา ใช้งานง่าย ด้วยระบบ Auto ที่ฉลาด กล้องอย่าง GF7, GF9 หรือ GF10 จึงเป็นกล้องยอดนิยมของนักเดินทาง, content creator มือใหม่ หรือคนที่เปลี่ยนจากมือถือสู่กล้องจริงเป็นครั้งแรก
GX-Series ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในขนาดที่พกพาได้ — เช่น GX85 ที่ให้กันสั่น 5 แกน, EVF, จอพับ และการควบคุมแบบแมนนวลเต็มระบบ ในขณะที่ขนาดยังเล็กกว่ากล้อง DSLR เกือบครึ่ง เหมาะกับสาย street, travel หรือ vlog สาย compact ที่ยังไม่ยอมลดคุณภาพ
G-Series รุ่นกลางอย่าง G85, G95 และ G100 กลายเป็นกล้องยอดนิยมที่คุ้มค่าในตลาด prosumer — เพราะให้ระบบกันสั่น, weather sealing, dual I.S., ไมค์คุณภาพดี และรองรับงานวิดีโอ 4K แบบที่ “ใช้จริง” ได้ โดยไม่ต้องอัปเกรดภายนอก
Panasonic เลือก “แบ่งระดับ” แบบชาญฉลาดใน LUMIX Series ไม่ใช่ด้วยจำนวนปุ่ม แต่ด้วยแนวคิด — ให้ทุกกลุ่มได้เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อรูปแบบการใช้งานของเขาโดยเฉพาะ ไม่ใช่เพียงการลดสเปกเพื่อปิดช่องว่างราคา


Panasonic S – ยุคของ Full Frame อย่างเต็มตัว
ในปี 2018 Panasonic เปิดฉากบทใหม่ด้วยการกระโดดเข้าสู่ตลาด กล้อง Full Frame Mirrorless อย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นสนามที่ถูกครอบครองโดย Sony, Canon และ Nikon อยู่ก่อนหน้า แต่สิ่งที่ Panasonic นำมาคือ “สเปกระดับจัดเต็ม” ตั้งแต่รุ่นแรก
เปิดตัวครั้งแรกพร้อมกันสามรุ่น:
S1 – สำหรับงานภาพนิ่งและวิดีโอระดับกลาง-สูง
S1R – สำหรับภาพนิ่งความละเอียดสูง (47.3MP)
S1H – สำหรับงานภาพยนตร์ (กล้อง full-frame ตัวแรกที่ Netflix รับรอง)
สิ่งที่ทำให้ S-Series ไม่เหมือนใครคือการให้สเปกระดับโปรในบอดี้ Mirrorless เช่น กันสั่น IBIS ที่นิ่งระดับ gimbal, 10-bit 4:2:2 internal, dual native ISO, และระบบวิดีโอที่ถ่าย 6K ได้จากกล้องเดียว โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม
รุ่นล่าสุดอย่าง S5 II และ S5 IIX ยิ่งขยายศักยภาพขึ้นอีกขั้น พร้อมเซนเซอร์ฟูลเฟรม 24.2MP ที่รวมกันสั่น 5 แกน, ระบบโฟกัส Phase Detection (ครั้งแรกใน Panasonic), ช่องเสียบ SSD, V-Log, LUT ในกล้อง และการออกแบบบอดี้ที่เล็กลง แต่ยังอัดแน่นฟีเจอร์ระดับ Production
S-Series ไม่ได้แค่ตามหลังแบรนด์อื่น แต่กลับกลายเป็น “เบอร์หนึ่งของสายวิดีโอระดับกลาง” อย่างเงียบๆ — เป็นตัวเลือกของช่างภาพ commercial, filmmaker อิสระ และยูทูบเบอร์ระดับจริงจังทั่วโลก
Panasonic กำลังบอกกับโลกว่า “เราไม่ต้องเป็นที่หนึ่งในยอดขาย — แต่จะเป็นที่หนึ่งในใจของคนทำงานที่ต้องการเครื่องมือที่ไว้ใจได้ในทุกสถานการณ์”


L-Mount Alliance – เมาท์เดียว สามพันธมิตร
หนึ่งในก้าวกลยุทธ์สำคัญของ Panasonic ในยุค mirrorless คือการไม่เดินลำพังอีกต่อไป ในปี 2018 แบรนด์ประกาศความร่วมมือกับ Leica และ Sigma เพื่อก่อตั้ง “L-Mount Alliance” — ระบบเลนส์ร่วมกันที่ใช้เมาท์ L แบบเดียวกันบนกล้องของทั้งสามบริษัท
Leica มีเมาท์ L อยู่ก่อนหน้าในกล้อง SL และ TL แต่ความพิเศษของการร่วมมือครั้งนี้ คือการ “เปิดระบบ” ให้กับพันธมิตรที่มีฐานเทคโนโลยีต่างกันโดยสิ้นเชิง Leica เชี่ยวชาญด้านงานพรีเมียมและเลนส์เกรดสูง Sigma โดดเด่นเรื่องความหลากหลายและราคาคุ้มค่า ส่วน Panasonic มีพื้นฐานกล้องวิดีโอและ mirrorless ที่แกร่งเป็นทุนเดิม
การใช้เมาท์เดียวกันหมายความว่า:
-
ผู้ใช้กล้อง Panasonic S‑Series สามารถใช้เลนส์ Sigma ได้ทันที
-
ผู้ใช้ Leica SL ได้เลนส์ทางเลือกมากขึ้นในราคาที่จับต้องได้
-
Ecosystem ของ L-Mount ขยายตัวเร็ว โดยไม่ต้องรอผู้ผลิตหลักอย่าง Canon/Nikon เปิดระบบ
ผลลัพธ์คือระบบ L-Mount กลายเป็น “ตัวเลือกเปิด” สำหรับมืออาชีพที่อยากได้อิสระในการเลือกอุปกรณ์โดยไม่ถูกผูกขาดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง
และมันคือสัญญาณที่ Panasonic ส่งออกชัดเจนว่า: ในโลกกล้องยุคใหม่ “การร่วมมือ” อาจสำคัญพอ ๆ กับ “การพัฒนาเทคโนโลยี” ด้วยตัวเอง
LUMIX Compact – เล็ก พรีเมียม และพกพาได้
แม้จะมีแนวโน้มว่าตลาดกล้องคอมแพ็คจะถูกกลืนหายไปกับสมาร์ตโฟน แต่ Panasonic กลับยืนยันชัดว่ากล้องคอมแพ็คคุณภาพสูงยังคงมีที่ยืนของมัน — โดยเฉพาะในมือของคนที่รู้ว่า “ภาพดี” ไม่ได้มาจากพิกเซลสูงสุด แต่จากการควบคุมที่แม่นยำและเลนส์ที่ถูกออกแบบอย่างตั้งใจ
ในปี 2025 นี้ กล้องคอมแพ็ค LUMIX ที่ยังคงได้รับความนิยม ได้แก่ TZ99 และ FZ80D ซึ่งต่างมีแนวทางเฉพาะตัวที่ตอบโจทย์ผู้ใช้คนละกลุ่มชัดเจน


LUMIX TZ99 (หรือ ZS80 ในบางประเทศ) คือกล้องซูมระยะไกลในบอดี้ขนาดพกพา ใช้เซนเซอร์ขนาด 1/2.3" ความละเอียด 20MP พร้อมเลนส์ Leica DC Vario-Elmar 24–720mm (30x optical zoom) ทำให้มันเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ใช้ที่ต้องการกล้องพกติดกระเป๋าที่ซูมไกลกว่าโทรศัพท์ทุกเครื่องในตลาด แต่ยังได้ความคมชัดและสีที่ควบคุมได้มากกว่า
จุดเด่นที่ผู้ใช้ชื่นชอบคือ ช่องมองภาพ EVF, หน้าจอพับเซลฟี่, การถ่ายวิดีโอ 4K, และฟีเจอร์ที่ช่วยจับ “โมเมนต์” ได้อย่างรวดเร็ว เช่น 4K Photo, Post Focus และระบบกันสั่น 5 แกนแบบ Hybrid O.I.S.


ส่วน LUMIX FZ80D หรือกลุ่มที่เรียกว่า “Bridge Camera” คือกล้องคอมแพ็คที่ให้ฟีลกล้องโปร ด้วยบอดี้แบบ DSLR, กริปจับเต็มมือ, เลนส์ ultra-zoom (20–1200mm) และระบบควบคุมที่ออกแบบให้ใช้งานจริงได้สะดวก ไม่ว่าจะตั้งถ่ายภาพ wildlife, ภูเขา หรือซูมรายละเอียดอาคารจากริมแม่น้ำ
FZ80D ยังมีโหมดถ่ายวิดีโอ 4K, Touchscreen, โหมด Manual เต็มรูปแบบ, และระบบกันสั่นในตัว เรียกได้ว่า “ครบ” สำหรับผู้ที่ต้องการกล้องตัวเดียวทำได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องแบกเลนส์เปลี่ยน
สิ่งสำคัญคือ Panasonic ไม่เคยมองกล้องคอมแพ็คเป็นสินค้ารอง — แต่คือเครื่องมือที่ “เล็กแบบมีคุณภาพ” สำหรับผู้ใช้ที่รู้ว่าต้องการอะไร และไม่ต้องการประนีประนอมเรื่องภาพเพื่อความเบา


จากโปรดักชันถึง Vlog – Panasonic ในมือคนทำคอนเทนต์
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา กล้อง LUMIX ได้รับการกล่าวถึงบ่อยที่สุดในหมู่ Creator และ Youtuber ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงจากโฆษณา แต่จากคำแนะนำปากต่อปากที่พูดคล้ายกันว่า “Panasonic ทำกล้องที่จริงใจต่อคนถ่ายวิดีโอ”
ในปี 2025 กล้องวิดีโอจาก Panasonic ที่ยังคงครองใจสายโปรดักชันและครีเอเตอร์ได้แก่ GH6, GH7, S5 II, S5IIX, และ G100D ซึ่งแต่ละตัวมีจุดแข็งที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ
GH7 คือหัวหอกของฝั่ง Micro Four Thirds — รองรับ ProRes RAW, บันทึก SSD ผ่าน USB-C, ระบบกันสั่น IBIS ระดับ Gimbal-less, โหมดวิดีโอแบบเวิร์กโฟลว์มืออาชีพ เช่น Waveform, Vectorscope, LUT Preview และช่องเสียง XLR ผ่านอะแดปเตอร์เสริม
GH6 ยังเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามาก เพราะให้วิดีโอ 5.7K, 10-bit 4:2:2 ภายใน, กันสั่น 5 แกนแบบ Active, และจอพับเต็มแบบ vari-angle เหมาะกับ filmmaker ที่ต้องการระบบกล้องที่ไม่ต้องอัปเกรดอุปกรณ์เสริมบ่อย
ด้านกล้องฟูลเฟรม S5 II และ S5IIX เปิดมิติใหม่ให้กับวิดีโอระดับสูงในราคาที่เอื้อมถึง — ทั้งคู่ใช้เซนเซอร์ฟูลเฟรม 24MP, โฟกัส Phase Detection (ครั้งแรกใน LUMIX), บันทึกวิดีโอ 6K 10-bit ได้ในกล้อง, รองรับ SSD ภายนอก, และโปรไฟล์สีแบบ V-Log/V-Gamut เทียบเท่ากล้องซีรีส์ Varicam
รุ่น S5IIX ยังเสริมระบบส่งสัญญาณ IP streaming, All-Intra recording, RAW output และ design แบบ stealth (ไม่มีโลโก้สีขาว) ซึ่งชัดเจนว่าตอบโจทย์สาย production และ live content
สำหรับผู้เริ่มต้นและ vlog มือใหม่ G100D คือกล้อง MFT ที่เบาแต่ครบ: ไมค์ beam forming, ระบบตัดต่อในกล้อง, ระบบตรวจจับใบหน้า, จอพับสำหรับเซลฟี่ และรองรับ video vertical แบบ auto — ใช้ต่อมือถือได้ทันทีผ่านแอป LUMIX Lab
Panasonic ไม่ได้เพียงใส่ฟีเจอร์มา “ครบ” แต่ยังทำให้มัน “ใช้ได้จริง” ในระดับที่เหนือกว่าคู่แข่งในช่วงราคาเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพเสียง, ระบบกันสั่น, การควบคุมภาพแบบ LOG และความทนทานที่ถ่ายต่อเนื่องโดยไม่ร้อนหรือหน่วง
นั่นทำให้ LUMIX กลายเป็นกล้องหลักของ creator ในปี 2025 — ทั้งในสาย handheld, tripod, หรือ live streaming ที่ต้องการ workflow มืออาชีพจากกล้องตัวเดียว
Panasonic Lumix วันนี้ – วิวัฒน์ด้วยคุณภาพในมือผู้ใช้จริง
หากย้อนมองเส้นทางกว่า 20 ปีของชื่อ “Lumix” เราจะพบภาพลักษณ์ที่ไม่ยึดติดกับความหรูหรา ไม่แข่งขันด้วยการโฆษณาโฉ่งฉ่าง แต่ค่อยๆ สร้างความเชื่อมั่นผ่านการใช้งานจริง — และนั่นคือสิ่งที่ยังสะท้อนอยู่ในกล้อง Panasonic ที่ยังมีจำหน่ายอยู่บนชั้นวางในปี 2025
GH7 และ GH6 ยังเป็นผู้นำในสายวิดีโอระดับ prosumer ที่ filmmaker ไว้ใจด้วยฟีเจอร์ที่กลมกล่อมระหว่างความละเอียด, bit depth, ระบบเสียง และความทนทานต่อการทำงานในทุกสภาพแวดล้อม ขณะที่รุ่นอย่าง G100D, G97 หรือ G9 II ก็รองรับตั้งแต่ creator รุ่นใหม่ ไปจนถึงช่างภาพแอคชันที่ต้องการความเร็วในไซซ์พกพา
ในฝั่ง full-frame, Panasonic ขยายพิกัดได้อย่างมั่นคง — S5 II / S5IIX กลายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในระดับกลางสำหรับคนทำงานจริง ส่วนกลุ่มเรือธงอย่าง S1H II, S1RII, และ S1II ตอบโจทย์ทุกสิ่งที่ production ต้องการในระดับ broadcast โดยไม่ต้องพึ่ง external gear ใดๆ
นอกจากนี้ยังมี S9 และ S9N รุ่นใหม่ล่าสุด ที่เปลี่ยนภาพจำของกล้อง full-frame ให้เป็นอะไรที่พกพาได้ ใช้ง่าย มีสไตล์ — เสมือน “ทางเข้าสู่โลก full-frame” สำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นอย่างมีรสนิยม
แม้กระทั่งกล้อง compact อย่าง TZ99 หรือ FZ80D ก็ยังอยู่ในตลาด พร้อมตอบโจทย์ผู้ใช้ที่อยากได้กล้องเล็กแต่ภาพเหนือชั้นกว่ามือถือ โดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรยุ่งยาก
Panasonic ไม่ได้แค่ขายกล้อง แต่กำลังส่งมอบ “เครื่องมือ” ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่มจริงๆ — ไม่ว่าคุณจะถ่ายภาพนิ่ง, วิดีโอ, vlog, ไลฟ์, ถ่ายรถยนต์, พอร์ตเทรต, landscape หรือใช้กล้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
และนั่นคือคำตอบว่า ทำไมชื่อ Lumix จึงยังอยู่ในมือคนทำงาน แม้จะไม่มีคำโปรยหรูหราเหมือนบางแบรนด์ — เพราะสิ่งที่แบรนด์นี้พูดกับผู้ใช้มาตลอด คือคำที่เบาเสียงแต่หนักความหมายว่า: “เราเข้าใจคุณ”