ZEISS ประวัติศาสตร์เลนส์คลาสสิก ที่ยังล้ำในยุคดิจิทัล

จุดเริ่มต้นจากแว่นขยาย – กำเนิด Carl Zeiss และยุคแห่งความแม่นยำ

หากจะพูดถึงแบรนด์ที่วางรากฐานให้กับเลนส์สมัยใหม่ ไม่มีชื่อใดเหมาะสมไปกว่า Zeiss – แบรนด์จากเยอรมนีที่กลั่นจาก “วิทยาศาสตร์” มาก่อนคำว่า “กล้องหรู” เสียอีก

จุดเริ่มต้นของ Carl Zeiss ไม่ใช่กล้อง แต่คือ เวิร์กช็อปขนาดเล็กในเมือง Jena ที่ก่อตั้งในปี 1846 โดยชายหนุ่มผู้ชำนาญด้านเครื่องมือแว่นขยาย เขาไม่ได้มีชื่อเสียงในตอนนั้น แต่สิ่งที่เขาทำคือการสร้างกล้องจุลทรรศน์ที่แม่นยำกว่าท้องตลาด และเชื่อว่าความแม่นยำทางแสงต้องมาจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่การลองผิดลองถูก

ในเวลาต่อมา Carl Zeiss ได้จับมือกับ Ernst Abbe นักฟิสิกส์อัจฉริยะที่เป็นคนแรก ๆ ที่คำนวณสูตรทางแสงให้เลนส์อย่างเป็นระบบ และต่อมาก็ได้ร่วมงานกับ Otto Schott นักเคมีผู้พัฒนาแก้วชนิดใหม่ที่ควบคุมการหักเหและกระจายแสงได้แม่นยำ

การรวมตัวของทั้งสามกลายเป็น จุดเปลี่ยนของวงการเลนส์โลกZeiss ไม่ได้แค่ผลิตเลนส์ แต่สร้างเลนส์ที่มีสูตรคำนวณจริง ควบคุมคุณภาพเลนส์ด้วยระดับไมครอน และเป็นผู้ริเริ่มใช้ coating กันแสงสะท้อนแบบหลายชั้นในเชิงอุตสาหกรรม

Zeiss จึงกลายเป็นต้นแบบของคำว่า “เลนส์ที่มีวิทยาศาสตร์รองรับ” – ไม่ใช่เพียงศิลปะของภาพ แต่คือความเข้าใจของแสงอย่างลึกซึ้ง

Tessar, Planar, Sonnar – สามตำนานเลนส์ที่เขียนใหม่ให้ประวัติศาสตร์

ถ้าจะมีเลนส์ที่เปรียบได้กับคลาสสิกแห่งโลกภาพถ่าย ชื่อของ Tessar, Planar, และ Sonnar จาก Zeiss คงต้องจารึกไว้เป็นบทสำคัญ

Tessar (1902) – “The Eagle Eye”

พัฒนาโดย Paul Rudolph เลนส์ Tessar 4-element 3-group กลายเป็นต้นแบบของเลนส์คุณภาพสูงในราคาประหยัด ด้วยความคมชัดจากศูนย์กลางถึงขอบภาพที่ดีกว่ารุ่นก่อนอย่าง Protar และ Unar แต่ใช้ชิ้นเลนส์น้อยลง จุดเด่นของ Tessar คือความเรียบง่าย น้ำหนักเบา และ “คมแบบเยอรมัน” ที่ทำให้มันถูกใช้ในกล้องมากมายทั่วโลก รวมถึง Rolleiflex, Contax, และแม้แต่กล้อง SLR ในยุคต่อมา Tessar 50mm f/2.8 – หนึ่งในเลนส์ระดับตำนานจากยุคกล้องฟิล์ม ที่คมจนคนยุคดิจิทัลยังตามหามาใช้ต่อ

Planar (1896) – “ราชาแห่ง Bokeh”

ก่อน Tessar จะเกิด Planar กำเนิดขึ้นโดย Rudolph ด้วยโครงสร้าง Double Gauss ที่ยังถูกใช้จนถึงปัจจุบันในเลนส์ 50mm f/1.4 หรือ f/1.8 ทุกค่าย โครงสร้าง Planar มีการวางเลนส์สมมาตรสองข้าง ช่วยลดความบิดเบี้ยว สีเพี้ยน และให้ความคมแบบ flat-field

แต่สิ่งที่ทำให้ Planar มีตำนานคือ “โบเก้” และความนุ่มของการละลายฉากหลังที่เป็นธรรมชาติ Zeiss ได้นำ Planar ไปใช้ในหลายรุ่นพรีเมียม ทั้งเลนส์ถ่ายคน ไปจนถึงเลนส์สำหรับกล้อง Hasselblad ที่ใช้ในภารกิจ Apollo

Sonnar (1931) – “เลนส์แห่งแสง”

Sonnar แปลตรงตัวจากเยอรมันว่า “แสงแดด” ถูกออกแบบโดย Ludwig Bertele ที่ปรับใช้โครงสร้างใหม่แบบ asymmetric เพื่อลดชิ้นเลนส์ให้น้อยลงในยุคที่โค้ตเลนส์ยังไม่พัฒนาเต็มที่

จุดเด่นของ Sonnar คือการเปิดรูรับแสงกว้าง เช่น f/1.5 หรือ f/2 ในขณะที่ยังควบคุม flare ได้ดี โครงสร้างนี้ทำให้ Sonnar เป็นเลนส์ยอดนิยมของสาย street หรือ reporter ในยุคกล้อง rangefinder และต่อมาเป็นพื้นฐานของเลนส์ถ่ายภาพกลางคืน

Zeiss Ikon และยุคทองของกล้องฟิล์มเยอรมัน

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1920 อุตสาหกรรมกล้องของเยอรมนีกำลังเฟื่องฟูอย่างไม่มีที่ติ Zeiss ในฐานะผู้ผลิตเลนส์ชั้นนำตัดสินใจขยายขอบเขตสู่การผลิต “กล้องทั้งระบบ” ด้วยการรวมกิจการของผู้ผลิตกล้องหลายเจ้า เช่น Contessa-Nettel, Goerz, Ica และ Ernemann จนกลายเป็นบริษัทใหม่ชื่อว่า Zeiss Ikon ในปี 1926

Zeiss Ikon ไม่เพียงแต่ผลิตกล้องคุณภาพสูง แต่ยังเป็นการยกระดับทั้งวงการด้วยการออกแบบกล้องที่ใช้เลนส์ Zeiss โดยเฉพาะ เช่น Contessa และ Contax ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อต่อกรกับ Leica ของ Leitz ที่กำลังเป็นผู้นำในกลุ่มกล้อง rangefinder

Contax vs Leica – คู่ต่อสู้ที่คู่ควร

Contax II ซึ่งเปิดตัวในปี 1936 ถือเป็นกล้อง rangefinder ที่ล้ำหน้าที่สุดในยุคนั้น ด้วยระบบม่านชัตเตอร์แนวตั้งแบบโลหะ (vertical metal shutter) ที่เร็วกว่าผ้าใบของ Leica รวมถึงการเชื่อมต่อกับเลนส์ Zeiss Sonnar และ Biogon ที่ขึ้นชื่อเรื่องความคมชัดและรูรับแสงกว้าง

แม้ Leica จะครองใจผู้ใช้สาย documentary มากกว่า แต่ Contax กลับโดดเด่นในหมู่โปรดิวเซอร์และผู้ใช้ที่ต้องการคุณภาพสูงสุดในยุคนั้น

ไม่เพียงเท่านั้น Zeiss Ikon ยังผลิตกล้อง Twin Lens Reflex อย่าง Ikoflex และกล้อง Medium Format ที่แข็งแกร่ง เช่น Super Ikonta ซึ่งใช้ฟิล์ม 120 ให้ภาพขนาดใหญ่ระดับมืออาชีพ

กล้อง Zeiss Ikon ในยุคก่อนสงครามโลกคือ สัญลักษณ์ของกล้องฟิล์มระดับพรีเมียม ที่ผสมผสานวิศวกรรม กลไก และเลนส์ชั้นสูงไว้อย่างลงตัว

หลังสงครามโลก – Jena vs Oberkochen กับการแยกสองฟากของตำนาน

หากจะมีเหตุการณ์ใดที่ “แบ่งขั้วตำนาน” ของ Zeiss ได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เยอรมนีถูกแบ่งออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก — Zeiss ก็ไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน

Carl Zeiss Jena vs Carl Zeiss Oberkochen

โรงงาน Zeiss ที่เมือง Jena ตกอยู่ในเขตโซเวียต (เยอรมันตะวันออก) ขณะที่ผู้บริหาร วิศวกร และทีมวิจัยบางส่วนอพยพไปยัง Oberkochen ในเขตอเมริกัน (เยอรมันตะวันตก) และก่อตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ Carl Zeiss Oberkochen

ผลลัพธ์คือ “Zeiss สองฝ่าย” ที่ต่างก็ผลิตเลนส์และกล้องในนามเดียวกัน – โดยฝั่ง Jena ยังคงผลิตเลนส์ให้กับระบบ M42 และกล้อง SLR ในยุคคอมมิวนิสต์ ขณะที่ Oberkochen เริ่มสร้างพันธมิตรกับโลกตะวันตก

Jena: เลนส์คลาสสิกในระบบ Screw Mount

Carl Zeiss Jena ผลิตเลนส์ให้กับกล้อง Praktica, Pentacon และผู้ผลิตในบล็อกตะวันออกมากมาย เช่น Sonnar, Biotar, Flektogon ซึ่งแม้จะถูกจำกัดด้วยเศรษฐกิจในยุคนั้น แต่คุณภาพเลนส์กลับคงมาตรฐาน Zeiss อย่างแน่นแฟ้น และกลายเป็นของสะสมในหมู่นักเล่นเลนส์วินเทจจนถึงทุกวันนี้

Oberkochen: พันธมิตรกับตะวันตก – Hasselblad และ Rollei

ในฝั่งตะวันตก Zeiss Oberkochen กลับมาผงาดด้วยการร่วมมือกับ Hasselblad – แบรนด์กล้อง Medium Format ที่นำเลนส์ Zeiss Planar และ Distagon ไปใช้กับกล้องรุ่น 500 ซีรีส์ จนกลายเป็น “กล้องอวกาศ” ที่ใช้ในภารกิจ Apollo ของ NASA

นอกจากนี้ Zeiss ยังผลิตเลนส์ให้กับ Rollei, Voigtländer และ Contax SLR (ในยุคที่ร่วมมือกับ Yashica) กลายเป็นพลังสำคัญในวงการกล้องฟิล์มระดับมืออาชีพในยุโรปและญี่ปุ่น

แม้จะมีความขัดแย้งด้านแบรนด์และสิทธิบัตรกันอยู่บ้าง แต่ช่วงหลังสงครามโลกคือตอนที่ Zeiss แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าอยู่ฝ่ายไหน “คุณภาพ” ก็ยังมาก่อน

เลนส์ที่ออกไปนอกโลก – จาก Hasselblad ถึง Stanley Kubrick

ในยุคทองของภารกิจอวกาศ เลนส์ Zeiss — โดยเฉพาะ Planar และ Biogon — ถูกเลือกใช้กับกล้อง Hasselblad ที่บินขึ้นสู่อวกาศในโครงการ Apollo โดยเฉพาะรุ่น Planar 80 mm f/2.8 ที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับสภาพไร้น้ำหนักและแสงน้อยบนดวงจันทร์ ซึ่งช่วยให้ภาพอย่าง “Earthrise” ติดตาโลกทั้งใบ

แต่ความโดดเด่นของ Zeiss ไม่ได้หยุดที่นั้น สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Barry Lyndon (1975) โดยผู้กำกับ Stanley Kubrick เขาต้องการถ่ายช่วงแสงเทียนแบบไม่ต้องมีไฟเสริม จึงร่วมกับ Zeiss และ NASA ผลิต Planar 50 mm f/0.7 รุ่นพิเศษขึ้นมา ซึ่งถือเป็นเลนส์รูรับแสงกว้างที่สุด ณ ขณะนั้น เลนส์นี้ช่วยเปิดโลกใหม่ของการถ่ายภาพยนตร์ในระดับ “แทบไร้แสงเสริม”

สิ่งสำคัญกว่าคือ นี่ไม่ใช่แค่เลนส์สำหรับคอนซูเมอร์ — มันคือเลนส์ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพที่ รัฐบาลยังไว้วางใจ เมื่อนำไปใช้งานทั้งในอวกาศและสตูดิโอถ่ายภาพยนตร์ เป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นในชื่อ Zeiss อย่างแท้จริง

Zeiss กับโลกภาพยนตร์ – Master Prime, Otus และการควบคุณภาพระดับโรงงาน

สายภาพยนตร์เลือก Master Prime ของ Zeiss เป็นมาตรฐานระดับพรีเมียมมาอย่างยาวนาน — พัฒนาร่วมกับ Arri และ Babelsberg studio เพื่อให้ได้เลนส์ที่มีความคมชัดสูง, แสงฟุ้งน้อย, และโบเก้ที่เป็นธรรมชาติ เลนส์กลุ่มนี้ถูกใช้ในงานระดับฮอลลีวูดหลายเรื่อง เช่น Inception หรือ The Grand Budapest Hotel

ในอีกฝั่งหนึ่ง Zeiss ยังตอบโจทย์ผู้ใช้กล้อง DSLR/Mirrorless ด้วยชุดเลนส์สายคุณภาพสูงสำหรับแก้ไขทุกจุดบกพร่องของเซนเซอร์:

  • Otus – เลนส์ระดับ flagship สำหรับ full‑frame DSLR, เน้นคุณภาพที่สุดเท่าที่ Zeiss สร้างได้

  • Milvus – ซีรีส์สำหรับ Mirrorless/DSLR ที่มีคุณภาพสูงและการเคลือบกันแสงรบกวน

  • Loxia – เลนส์ฟิกซ์ manual ที่ออกแบบเพื่อ Sony E‑mount, คงไว้ซึ่งความคมชัดสูงแต่ขนาดกะทัดรัด

จุดเด่นของเลนส์เหล่านี้ คือการควบคุมโครมาแอบเรชัน, MTF ที่สูงมาก และกระบวนการทดสอบแบบ cinema-grade quality control — ทุกตัวผ่านขั้นตอนการตรวจสอบความคมชัด, แสงฟลาร์เลนส์, และความคงทนในสภาวะจริง เพื่อให้คุณภาพที่ Zeiss เคยนำเสนอในโลกภาพยนตร์ยังคงอยู่ถึงยุคดิจิทัลในปัจจุบัน

จาก Sony ถึงสมาร์ตโฟน – การขยายพันธกิจสู่กลุ่มผู้ใช้ใหม่

Zeiss อาจเป็นชื่อที่ผูกติดกับโลกของกล้องฟิล์มและเลนส์ระดับพรีเมียม แต่ในโลกยุคใหม่ ชื่อ Zeiss ได้กลายเป็นพันธมิตรเบื้องหลังแบรนด์กล้องและสมาร์ตโฟนที่คุณใช้ทุกวัน

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือความร่วมมือระหว่าง Zeiss และ Sony ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ยุคกล้องคอมแพ็กต์ Cyber-shot ที่ใช้เลนส์ Vario-Tessar ซึ่งคมชัดทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ โดยมีการปรับสูตรพิเศษเพื่อให้เหมาะกับเซนเซอร์ขนาดเล็ก ในเวลาต่อมา ซีรีส์ Batis และ Touit ก็เกิดขึ้นสำหรับกล้อง Mirrorless ซึ่งใช้เทคโนโลยี AF ทันสมัย แต่ยังคงคุณภาพและคาแรกเตอร์แบบ Zeiss

นอกจากกล้องดิจิทัล Zeiss ยังเข้าสู่สมาร์ตโฟนผ่านความร่วมมือกับ Nokia (ยุค Lumia), Sony (Xperia รุ่นโปร), และล่าสุด vivo X-Series ซึ่งเป็นสมาร์ตโฟนที่มีการพัฒนา Imaging Engine ร่วมกันระหว่างวิศวกร Zeiss และทีม vivo

ความล้ำหน้าที่มาพร้อมคือ T Coating* บนเลนส์มือถือ ที่ช่วยลด ghosting และ flare เหมือนเลนส์ระดับโปร พร้อม algorithm ที่ Zeiss ช่วยออกแบบให้สร้าง bokeh หรือ color rendering ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์

การจับมือกับแบรนด์เทคโนโลยีเหล่านี้ ทำให้ Zeiss ยังคง “คุณภาพแบบมืออาชีพ” ในอุปกรณ์ที่คนใช้กันทุกวันได้อย่างแยบยล

ความลุ่มลึกทางวิทยาศาสตร์ – จากกล้องจุลทรรศน์ถึงแว่น AR

Zeiss ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทเลนส์สำหรับถ่ายภาพ แต่ยังเป็นแก่นของเทคโนโลยีเชิงแสงในระดับโลก โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และการผลิตชิ้นส่วนระดับนาโน

เริ่มจากกล้องจุลทรรศน์ — จุดเริ่มต้นของบริษัท — Zeiss ยังคงเป็นผู้นำในการผลิตอุปกรณ์กล้องจุลทรรศน์สำหรับชีววิทยาและการแพทย์ พร้อมนวัตกรรมอย่างระบบ fluorescence, laser scanning confocal, และกล้องจุลทรรศน์แบบ 3D live cell imaging

ในวงการเทคโนโลยี Zeiss ยังเป็นพันธมิตรหลักของ ASML บริษัทที่ผลิตเครื่อง lithography สำหรับการพิมพ์ชิปเซมิคอนดักเตอร์ — ซึ่งใช้ เลนส์พิเศษจาก Zeiss ที่สามารถจัดการกับแสงระดับ EUV (extreme ultraviolet) ได้แม่นยำระดับอะตอม

นอกจากนี้ Zeiss ยังออกแบบเลนส์สำหรับ แว่น VR และ AR ที่ใช้ในอุตสาหกรรมและเกมมิ่ง โดยมีทั้ง optics แบบ pancake, waveguide และ projection lens สำหรับ headset ยุคใหม่

ความหลากหลายของการใช้งานพิสูจน์ว่า Zeiss ไม่ได้เป็นแค่ “แบรนด์กล้อง” แต่เป็น “บริษัทแห่งอนาคต” ที่ยังมีรากฐานลึกในทุกสิ่งที่เกี่ยวกับแสง

กลับสู่คลาสสิก – Zeiss ZM, ZX1 และเลนส์สำหรับกล้องฟิล์มยุคใหม่

แม้โลกจะหมุนสู่ดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ Zeiss ไม่เคยละทิ้งเสน่ห์ของการถ่ายภาพแบบคลาสสิก โดยเฉพาะในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ที่ Zeiss หันกลับมา “ดูแล” ผู้ใช้กล้อง Leica M ผ่านการพัฒนาเลนส์ในซีรีส์ Zeiss ZM ที่มีชื่อเสียงในหมู่ช่างภาพ street และ documentary

หนึ่งในเลนส์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ C Sonnar 50mm f/1.5 ZM ซึ่งสร้างความละมุนในโทนภาพอย่างคลาสสิก และยังแฝงด้วย character ของ Sonnar ยุคฟิล์มแท้ ๆ หรือ Distagon 35mm f/1.4 ZM ที่มอบคาแรกเตอร์แบบเลนส์มุมกว้างของ Zeiss อย่างเต็มตัว ในขณะที่ให้ sharpness จัดจ้านแบบยุคใหม่

นอกจากเลนส์ Zeiss ยังเคยเปิดตัวกล้องดิจิทัลเต็มตัวชื่อว่า ZX1 ซึ่งเป็น mirrorless full-frame ที่ฝัง Adobe Lightroom ไว้ในตัว พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ และระบบการจัดการไฟล์ที่ออกแบบโดยคิดถึงช่างภาพยุค mobile-first โดยเฉพาะ แม้ตัวกล้องจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในเชิงตลาด แต่มันก็เป็น statement สำคัญของ Zeiss ว่า “เราสามารถออกแบบทุกอย่างได้ตั้งแต่เลนส์จนถึงเวิร์กโฟลว์การถ่ายจริง”

Zeiss อาจไม่เร่งรีบออกผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกปี แต่ทุกครั้งที่พวกเขาขยับ เราจะได้เห็น “ความจริงจัง” แบบที่หาได้ยากขึ้นทุกวัน

ZEISS 2025 – ความแม่นยำที่ไม่เปลี่ยนในโลกที่เปลี่ยน

ในโลกของภาพถ่ายที่เลนส์ใหม่จากค่ายต่าง ๆ เปิดตัวแทบทุกไตรมาส ชื่อของ Zeiss ยังคงถูกรำลึกด้วยความเคารพ ไม่ใช่เพราะความถี่ในการออกผลิตภัณฑ์ แต่เพราะปรัชญาการออกแบบที่ไม่เคยประนีประนอม — ทำให้งานชิ้นหนึ่งมีคุณค่าได้ยาวนานนับสิบปี

Zeiss ไม่รีบร้อนจะเป็นผู้นำด้านยอดขาย หรือแข่งด้านสเปก แต่กลับรักษาตัวตนในฐานะแบรนด์ “สายอารมณ์” ที่เชื่อว่าภาพถ่ายไม่ใช่แค่ sharpness แต่คือ “feeling” ที่ถ่ายทอดจากเลนส์ถึงใจผู้ชม

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือซีรีส์ ZEISS Batis สำหรับกล้อง Sony E-mount ซึ่งยังคงวางจำหน่ายในหลายประเทศ รวมถึงในไทย ทั้งเลนส์มุมกว้างสุดอย่าง Batis 18mm f/2.8 ที่ให้ distortion ต่ำแบบเหนือชั้น ไปจนถึง Batis 85mm f/1.8 สำหรับคนรักการถ่ายพอร์เทรตที่ต้องการโทนผิวละมุนตามแบบฉบับ Zeiss

ในกลุ่มระยะ “สารพัดประโยชน์” ก็มีทั้ง Batis 25mm f/2 และ Batis 40mm f/2 CF (Close Focus) ที่ได้รับคำชมในกลุ่มคนถ่าย street และวิดีโอ เพราะขนาดไม่เทอะทะ โฟกัสไว และถ่ายทอดสีได้ละเมียดแบบไม่ต้องแต่งเยอะ

แม้จะเป็นเลนส์ที่เปิดตัวมาหลายปี แต่ทุกตัวในซีรีส์ Batis ยังคงคุณภาพระดับ flagship พร้อมระบบ AF ที่ทำงานร่วมกับกล้อง Sony ได้อย่างเสถียร ไม่ต่างจากเลนส์ของแบรนด์เจ้าของเมาท์เอง

Zeiss อาจไม่ได้ออกเลนส์ใหม่ทุกปีเหมือนคู่แข่ง แต่ยังคงมีพื้นที่ของตัวเองในตลาด — โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญกับ character, color science และ microcontrast มากกว่าค่าตัวเลขในสเปกชีท

ในปี 2025 นี้ Zeiss ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่สามารถใช้คำว่า “classic” ได้อย่างภาคภูมิ โดยไม่ต้องหันหลังให้เทคโนโลยี — แต่ค่อย ๆ เดินหน้าไปพร้อมกับมัน ด้วยความมั่นใจ และด้วยมาตรฐานที่ตนเองตั้งไว้ตั้งแต่วันแรก.