INSTA360: Think Bold - นวัตกรรมจากความกล้า คิดจากมุมมองของครีเอเตอร์

จุดเริ่มต้น: ความฝันของนักศึกษาสู่แบรนด์ระดับโลก

เรื่องของ Insta360 เริ่มต้นจากความหงุดหงิดเล็ก ๆ ของนักศึกษาคนหนึ่งที่อยากดูคอนเสิร์ตในมุมมอง 360 องศา — แต่กลับไม่มีอุปกรณ์ไหนในโลกที่ทำได้อย่างที่เขาจินตนาการไว้

Liu Jingkang หรือ JK Liu ในตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่มหาวิทยาลัยหนานจิง เขาไม่ได้มีพื้นฐานด้านกล้องหรือการถ่ายทำภาพยนตร์เลย แต่เขาชอบเทคโนโลยี มีนิสัยชอบสังเกต และหลงใหลการแก้ปัญหาด้วยวิธีแปลก ๆ ที่คนทั่วไปไม่ค่อยนึกถึง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเคย “แฮก” ระบบของมหาวิทยาลัยเพื่อรวบรวมรูปนักศึกษาทั้งรุ่น แล้วนำมาเฉลี่ยใบหน้าออกมาเป็น “หน้าตาเฉลี่ยประจำคณะ” — ฟังดูเหมือนการละเล่นของคนเนิร์ด แต่ก็สะท้อนความคิดสร้างสรรค์แบบนอกกรอบได้อย่างชัดเจน

เมื่อเรียนจบ เขาเลือกไม่เดินเข้าสู่เส้นทางงานประจำในบริษัทใหญ่เหมือนเพื่อนหลายคน แต่กลับรวมทีมเพื่อนอีกไม่กี่คน ตั้งบริษัทเล็ก ๆ ขึ้นในเมืองเซินเจิ้น ชื่อว่า Arashi Vision ด้วยเป้าหมายเพียงอย่างเดียว คือสร้าง “กล้อง 360 องศาที่ใช้งานง่ายจริง” — ไม่เทอะทะ ไม่ซับซ้อน และสามารถแชร์ได้ทันที

เซินเจิ้นไม่ใช่เมืองธรรมดา แต่คือ “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งจีน” ที่รวมทุกอย่างเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ไว้ครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน ออกแบบ PCB, วิศวกรซอฟต์แวร์ ไปจนถึงโรงงานผลิตแบบ OEM/ODM ที่สามารถทดลองผลิตได้ในไม่กี่วัน

Liu เคยเล่าว่า พวกเขาสามารถออกแบบต้นแบบกล้อง หาอะไหล่ ทดสอบการประกอบ และแม้แต่ขึ้นไลน์ทดลองการผลิตได้ ภายในไม่กี่สัปดาห์ นี่คือข้อได้เปรียบที่หาไม่ได้จากเมืองอื่นในโลก

และก็ด้วยความได้เปรียบนี้เอง ทำให้แม้บริษัทจะเพิ่งเปิดตัวในปี 2015 แต่ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี Insta360 ก็สามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกของตัวเองในปี 2016 ได้จริง — กล้องเล็ก ๆ ที่เสียบกับสมาร์ตโฟนแล้วถ่ายวิดีโอ 360 องศาได้ในคลิกเดียว


วิสัยทัศน์: กล้องที่ไม่ขวางจินตนาการ

แม้ Liu Jingkang จะเริ่มต้นจากสายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ แต่เขากลับตั้งคำถามแบบคนที่มอง “การใช้งาน” มากกว่า “สเปก” เขาไม่ได้อยากสร้างกล้องที่ซับซ้อนหรือพลังสูงสุดในตลาด เขาแค่อยากสร้างกล้องที่ “คนธรรมดาก็ใช้งานได้ง่าย ๆ แต่ได้ผลลัพธ์แบบมืออาชีพ”

“ทำไมการถ่ายวิดีโอดี ๆ ต้องยุ่งยาก?”
“ทำไมเราถึงต้องเสียเวลาคิดเรื่องมุมกล้อง แสง หรือการตั้งค่า ทั้งที่เราควรได้สนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า?”

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความคิดเล่น ๆ แต่กลายเป็นรากฐานที่ Liu ใช้กำหนดทิศทางของแบรนด์ในทุกแง่มุม

กล้องของเขาจึงต้อง “ใช้งานง่าย” เปิดแล้วถ่ายได้ทันที ไม่ต้องงมหาปุ่ม หรืออ่านคู่มือหนา ๆ หลายรอบ ทุกอย่างควรพร้อมเสมอในจังหวะที่ผู้ใช้พร้อมจะเล่าเรื่องราวของตัวเอง

นอกจากนั้น Liu ยังตั้งใจให้กล้อง “เก็บครบ” ทุกมุมมอง โดยไม่ต้องพะวงว่าจะพลาดอะไรในเฟรม ด้วยการถ่ายภาพแบบ 360 องศา ผู้ใช้สามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระ โดยไม่ต้องเล็งกล้องหรือกลัวว่าจะพลาดโมเมนต์สำคัญ

และเหนือสิ่งอื่นใด กล้องควร “ช่วยเราเล่าเรื่อง” แทนที่จะเป็นแค่เครื่องมือที่ต้องควบคุม Liu มองว่ากล้องควรเข้าใจจังหวะ เข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการสื่อ และสนับสนุนให้ครีเอเตอร์ทุกระดับสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่น่าทึ่งได้ — ไม่ว่าจะเป็นนักเดินทาง นักกีฬา หรือคุณพ่อคุณแม่ที่อยากเก็บภาพลูกแบบมืออาชีพ

และทั้งหมดนั้นสรุปออกมาเป็นชื่อแบรนด์ที่ฟังดูเรียบง่ายแต่มีความหมาย: กล้อง Insta360

  • Insta = Instant → พร้อมใช้งานในทันที

  • 360 = มุมมองรอบด้าน → ไม่จำกัดมุม ไม่พลาดรายละเอียด

เพื่อให้แนวคิดนี้เป็นจริง ทีมของ Liu จึงออกแบบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ควบคู่กัน ไม่ใช่แค่กล้องถ่ายภาพ แต่เป็นระบบที่ “ช่วยผู้ใช้เล่าเรื่องได้ง่ายขึ้น”

นวัตกรรมคือหัวใจ: กล้อง + ซอฟต์แวร์ + AI

ตั้งแต่วันแรกที่ Insta360 เริ่มต้น Liu Jingkang ก็ตั้งใจว่าจะไม่ให้บริษัทนี้เป็นแค่ผู้ผลิตกล้อง แต่ต้องเป็นทีมพัฒนานวัตกรรมที่แท้จริง ด้วยแนวคิดแบบนั้น Insta360 จึงทุ่มเททรัพยากรอย่างหนักในด้านการวิจัยและพัฒนา

ผลลัพธ์คือ ภายในเวลาไม่กี่ปี บริษัทจดสิทธิบัตรไปแล้วกว่า 200 รายการ ครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญหลากหลาย ตั้งแต่ระบบกันสั่น FlowState, อัลกอริธึมการรวมภาพ 360 องศาแบบไร้รอยต่อ (Stitching), ไปจนถึงการประมวลผลภาพด้วย AI

สิ่งที่ทำให้ Insta360 แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาด คือการที่ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และ AI ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือฟีเจอร์อย่าง Invisible Selfie Stick ที่ทำให้ไม้เซลฟี่หายไปจากภาพได้จริง ไม่ใช่แค่ลูกเล่น และระบบ AI Editing อย่าง Auto Tracking หรือ AI Quick Edit ที่ช่วยลดภาระการตัดต่อให้น้อยที่สุด

การพัฒนาทางเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่การเพิ่มฟีเจอร์ แต่ช่วยเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ทั่วไปให้ใกล้เคียงมืออาชีพมากที่สุด โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน

จาก Insta360 Nano สู่ ONE X: ปฏิวัติวงการกล้อง 360°

ในปี 2016 Insta360 เปิดตัวกล้องรุ่นแรก Insta360 Nano อุปกรณ์ขนาดพกพาที่ออกแบบมาให้เสียบเข้ากับ iPhone แล้วถ่ายวิดีโอ 360 องศาได้ทันที พร้อมแชร์ขึ้นโซเชียลแบบเรียลไทม์

Nano ถือว่าเป็นหนึ่งในกล้องรุ่นแรก ๆ ที่เปลี่ยนแนวคิดเรื่อง “การถ่ายภาพรอบตัว” ให้กลายเป็นเรื่องง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้ทั่วไป และได้รับการตอบรับดีจากผู้ใช้งานทั้งในจีนและต่างประเทศ รวมถึงคำชมจาก Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ที่กล่าวสั้น ๆ ว่า “Amazing” เมื่อเห็นผลิตภัณฑ์นี้ในงาน CES

ในปีถัดมา Insta360 ยกระดับอีกขั้นด้วยการเปิดตัว ONE ซึ่งสามารถใช้งานแบบแยกจากมือถือได้ พร้อมเพิ่มลูกเล่นการถ่ายวิดีโอแบบใหม่ เช่น Bullet Time ที่กล้องหมุนรอบตัวแบบสโลว์โมชั่น และระบบกันสั่นที่ทำให้ถ่ายวิดโอเคลื่อนไหวได้ไหลลื่นโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม

กระแสเริ่มพุ่งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปี 2018 Insta360 เปิดตัว Insta360 ONE X ซึ่งกลายเป็นกล้อง 360° รุ่นเรือธงที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเดินทาง นักกีฬา และครีเอเตอร์บนโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว

จุดเด่นของ ONE X อยู่ที่คุณภาพวิดีโอระดับ 5.7K การใช้งานที่คล่องตัว และแอปที่ใช้งานง่าย ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอในมุมมองแปลกใหม่ได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีทีมงานตัดต่อเหมือนเมื่อก่อน

จาก Nano ที่เป็นเพียงต้นแบบทางไอเดีย ONE X คือการแสดงศักยภาพของ Insta360 ว่ากล้อง 360° สามารถเป็นเครื่องมือสำหรับคนทั่วไปได้จริง ไม่ใช่แค่ของเล่นไฮเทคสำหรับกลุ่มเฉพาะ

Insta360 Pro & Titan: ระดับโปรที่โลกยอมรับ

หลังจากพิสูจน์ตัวเองในตลาดผู้บริโภคทั่วไป Insta360 ก็ขยับเข้าสู่กลุ่มลูกค้าระดับมืออาชีพด้วยการเปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับงานโปรดักชันโดยเฉพาะ เริ่มจาก Insta360 Pro และ Insta360 Pro 2 ที่รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ 360 องศาความละเอียดสูงถึง 8K ต่อมาได้พัฒนาขึ้นอีกขั้นกับรุ่น Titan ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอได้ถึง 11K พร้อมเซนเซอร์ Micro Four Thirds แปดตัวที่จัดเรียงรอบตัวกล้อง

กลุ่มเป้าหมายของกล้องชุดนี้ไม่ใช่คอนซูเมอร์ทั่วไป แต่เป็นทีมงานภาพยนตร์, สื่อ VR, สตูดิโอผลิตคอนเทนต์ และองค์กรวิจัยที่ต้องการภาพสมจริงในระดับ Immersive ซึ่ง Titan ได้รับความสนใจอย่างมากจากวงการ VR ระดับโลก และถูกเลือกใช้งานจริงโดยทั้ง NASA และ Google ในโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาพภาคสนามและสร้างประสบการณ์เสมือนจริง

นอกจากคุณภาพของไฟล์ที่สูงเกินมาตรฐานตลาด จุดเด่นของซีรีส์นี้ยังรวมถึงระบบ Stitching ที่แม่นยำ ความสามารถในการถ่ายทอดภาพ 3D แบบ stereoscopic และระบบควบคุมที่ออกแบบมาสำหรับงานระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ

การยอมรับจากอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดจากเสียงรีวิวเพียงอย่างเดียว แต่ยังแสดงออกผ่านรางวัลที่กล้องเหล่านี้ได้รับ ทั้ง CES Innovation Award, Red Dot Design Award และที่โดดเด่นที่สุดคือ รางวัล Emmy ด้านเทคโนโลยี ซึ่งนับเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทของ Insta360 ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีวิดีโอ 360 องศาอย่างแท้จริง

กล้องแอ็กชันยุคใหม่: ONE R/RS & GO Series

แม้จะเริ่มต้นจากกล้อง 360 องศาเป็นหลัก แต่ Insta360 ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ในตลาดเฉพาะกลุ่ม ในปี 2020 แบรนด์ได้ขยายเข้าสู่ตลาดกล้องแอ็กชันที่มีผู้เล่นรายใหญ่อย่าง GoPro ครองอยู่ ด้วยการเปิดตัว Insta360 ONE R ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกล้องแอ็กชันแบบโมดูลาร์รุ่นแรกของโลก

ONE R ออกแบบให้สามารถ “ถอดเปลี่ยนโมดูล” ได้ตามต้องการ เช่น เปลี่ยนจากเลนส์มุมกว้าง 4K ไปเป็นเลนส์ 360° หรือแม้แต่เลนส์ 1 นิ้วที่พัฒนาร่วมกับ Leica จุดแข็งของกล้องนี้คือความยืดหยุ่นในการใช้งาน และระบบกันสั่น FlowState ที่ทำงานได้ดีแม้ไม่มี Gimbal

ต่อมา Insta360 เปิดตัวกล้องอีกซีรีส์ที่เล็กกว่าทุกอย่างที่เคยทำมาก่อน นั่นคือ GO Series โดยเฉพาะ  Insta360 GO 2 และ Insta360 GO 3 ที่มีขนาดเล็กเพียงเท่านิ้วโป้ง น้ำหนักเบา ใส่ติดตัวได้ทุกที่ โดยไม่ต้องถือกล้องหรือใช้ไม้เซลฟี่เลย

แม้จะดูเป็นกล้องขนาดเล็ก แต่ GO Series กลับสร้างปรากฏการณ์บนโซเชียลมีเดีย ด้วยวิดีโอไวรัลที่ถ่ายจากมุมมอง “สัตว์เลี้ยง” และ “เด็กเล็ก” โดยมีตัวอย่างโด่งดังอย่าง “ชีวิตหนึ่งวันจากมุมมองของลูกแมว” และ “โลกทั้งใบจากตาของเด็ก 3 ขวบ” ซึ่งแพร่กระจายบน TikTok และ Instagram อย่างรวดเร็ว

กล้องรุ่นนี้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานใหม่ที่ Insta360 ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน — โดยเฉพาะพ่อแม่, ครอบครัว, และเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่อยากเก็บความทรงจำแบบสมจริง ไม่ใช่แค่จากมุมของผู้ใหญ่ที่ถือกล้อง แต่จากมุมของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในเฟรมจริง ๆ ซึ่งถือเป็นการพลิกเกมและฉีกกรอบเดิมของตลาด ขณะที่เจ้าตลาดอย่าง GoPro Hero 13 ยังคงยึดติดกับฟอร์มแฟกเตอร์แบบเดิม การเปิดแนวคิดใหม่เช่นนี้จึงสะท้อนถึงการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่แตกต่างและสร้างพื้นที่ตลาดใหม่ได้อย่างชัดเจน

ความสำเร็จของ GO Series จึงไม่ได้เกิดจากนวัตกรรมด้านเทคนิคเท่านั้น แต่เกิดจากการเข้าใจผู้ใช้อย่างลึกซึ้งว่าพวกเขาต้องการบันทึก “มุมมองที่ไม่มีใครถ่ายแทนได้”

X Series: การครองตลาดกล้องคอนซูเมอร์ 360°

หลังจากวางรากฐานสำเร็จในตลาดกล้อง 360° สำหรับกลุ่มมืออาชีพและผู้ใช้งานทั่วไป Insta360 ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องด้วยซีรีส์กล้องคอนซูเมอร์ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ — นั่นคือ Insta360 X Series

กล้องในซีรีส์นี้เริ่มจาก Insta360 X2, พัฒนาต่อมาเป็น Insta360 X3, และล่าสุดคือ Insta360 X4 และ Insta360 X5 ที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2024–2025 โดยทุกเจนเนอเรชันมีการปรับปรุงทั้งในด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และฟีเจอร์การใช้งานให้เหมาะกับครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวและคุณภาพระดับสูง

จุดเด่นของ X Series อยู่ที่ความสามารถในการถ่ายวิดีโอ 360 องศาที่ความละเอียดสูงสุดถึง 8K ในรุ่นล่าสุด พร้อมฟีเจอร์สำคัญที่ออกแบบมาให้ใช้งานจริงได้ง่าย เช่น

  • Me Mode: ถ่ายตัวเองโดยไม่ต้องเล็งกล้องหรือกังวลเรื่องเฟรม

  • HDR 360: เก็บรายละเอียดครบแม้ในสภาพแสงต่างกันมาก

  • PureVideo: ระบบประมวลผลภาพคอนทราสต์สูงที่ใช้ AI ช่วยลด noise และเพิ่มความคมชัด

  • AI Editing: ตัดต่ออัตโนมัติ เลือกมุมที่ดีที่สุดในคลิปแบบอัจฉริยะ

X Series เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สร้างยอดขายหลักให้กับบริษัท โดยในปี 2023 เพียงปีเดียว ซีรีส์นี้ทำรายได้กว่า 2.92 พันล้านหยวน หรือราว 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 52% ของรายได้รวมทั้งบริษัท ซึ่งสะท้อนว่ากล้อง 360° ไม่ได้เป็นแค่ตลาดเฉพาะอีกต่อไป แต่กลายเป็นกระแสหลักที่ผู้บริโภคยอมรับแล้วทั่วโลก

Ecosystem & การต่อยอดสู่ตลาดใหม่

แม้จะเริ่มต้นจากกล้องแอ็กชันและ 360 องศา แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Insta360 ได้ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับวิธีใช้งานที่หลากหลายขึ้น

ในสายงานครีเอเตอร์ Insta360 เปิดตัว Insta360 Flow — กิมบอลสำหรับสมาร์ตโฟนที่มาพร้อมระบบติดตามใบหน้าและการสั่นที่แม่นยำ ใช้งานง่ายสำหรับคนที่ถ่าย Vlog หรือทำคอนเทนต์ขณะเดินทาง

อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งคือ Insta360 Link — กล้องเว็บแคมระดับพรีเมียมที่ใช้ AI ตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้พูด สามารถซูม/แพน/ติดตามได้อัตโนมัติ เหมาะสำหรับผู้ใช้สายงานประชุม การเรียนการสอน หรือการไลฟ์ในสตูดิโอ

นอกจากนี้ Insta360 ยังเปิดตัวโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ เช่น กล้องประชุม 360° สำหรับห้องประชุม และระบบสื่อสารทางไกลที่รองรับภาพหลายมุมแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้บริษัทขนาดกลางและใหญ่สามารถสร้างประสบการณ์ที่สมจริงได้มากขึ้น

ทิศทางใหม่เหล่านี้สะท้อนว่า Insta360 ไม่ได้จำกัดตัวเองแค่ในฐานะผู้ผลิตกล้องอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มสร้างสรรค์” ที่ให้ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเครื่องมือครบชุดสำหรับครีเอเตอร์ในหลากหลายบริบท ตั้งแต่มือสมัครเล่นไปจนถึงมืออาชีพ

การเติบโตระดับโลก & IPO ปี 2025

ในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี Insta360 ขยับจากสตาร์ทอัพกล้องเล็ก ๆ ในเซินเจิ้น ไปสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีรายได้กว่า 70% มาจากตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีสำนักงานและทีมงานกระจายอยู่ใน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น เพื่อรองรับลูกค้าทั่วโลกและดูแลเครือข่ายจำหน่ายโดยตรง

การวางรากฐานในต่างประเทศตั้งแต่ช่วงแรก ทำให้ Insta360 ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแค่ตลาดในประเทศจีน แต่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค และปรับสินค้ากับแคมเปญให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ดีขึ้น

หลังจากใช้เวลากว่า 4 ปีในการเตรียมตัวเข้าตลาดทุน ในเดือน มิถุนายน 2025 Insta360 (ชื่อจดทะเบียน: Arashi Vision) ได้จดทะเบียนใน ตลาด STAR ของจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่เน้นบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรม

มูลค่าหุ้นเปิดตลาดสูงกว่าราคาเสนอขายถึง 285% ส่งผลให้มูลค่าบริษัทแตะระดับกว่า 9.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทันที ถือเป็นหนึ่งในการเปิดตัวที่โดดเด่นที่สุดของบริษัทเทคโนโลยีจีนในรอบปี

สิ่งที่ทำให้ Insta360 ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ไม่ใช่แค่ยอดขายหรือกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง แต่เป็นแนวทางการทำงานที่สวนทางกับคู่แข่งหลายราย บริษัทไม่ได้เร่งออกสินค้าตามเทรนด์ แต่ใช้วิธีศึกษา “ปัญหา” และ “พฤติกรรม” ของผู้ใช้ก่อน แล้วจึงออกแบบสินค้าที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง

วัฒนธรรมแบบนี้สะท้อนผ่านคติที่ Liu Jingkang ใช้กับทีมเสมอว่า “อย่าแข่งด้วยความไว แต่แข่งด้วยความเข้าใจ” — แนวทางที่ดูเรียบง่าย แต่กลับทำให้แบรนด์นี้โดดเด่นในสายตาผู้บริโภครุ่นใหม่ ทั้งในจีนและต่างประเทศ