

จุดเริ่มต้นของ Fujifilm – จากฟิล์มสู่การสร้างนวัตกรรม
เรื่องราวของ Fujifilm เริ่มต้นขึ้นในปี 1934 ภายใต้ชื่อเต็มว่า Fuji Photo Film Co., Ltd. ในเมืองอาชิงาระ ชิซูโอกะ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าฟิล์มจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากยักษ์ใหญ่ในยุคนั้นอย่าง Kodak จากสหรัฐอเมริกา
Fujifilm ถูกก่อตั้งโดยการสนับสนุนจากบริษัท Dai-Nippon Celluloid Co., Ltd. และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น เป้าหมายของการก่อตั้งชัดเจนมาก: ต้องการสร้างเทคโนโลยีการผลิตฟิล์มของตัวเอง เพื่อแข่งขันกับ Kodak และ Agfa ในตลาดโลก
ผู้ก่อตั้งและผู้นำยุคแรกที่มีบทบาทสำคัญคือ Asano Shūichi และทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญการเคมี พวกเขาเริ่มต้นจากการผลิตฟิล์มถ่ายภาพนิ่ง ฟิล์มถ่ายภาพยนตร์ และฟิล์มถ่ายทางการแพทย์
เข้าสู่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Fuji ก็เริ่มเข้าสู่ธุรกิจการผลิต "กล้องถ่ายภาพ" ด้วยเช่นกัน กล้องตัวแรกๆ ที่แบรนด์พัฒนาเอง เช่น Fujica Six ในช่วงปี 1948 ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น และเป็นคู่แข่งโดยตรงของกล้องฟิล์มจากยุโรปและอเมริกาในยุคนั้น
ชื่อ “Fujica” มาจากการผสมคำว่า “Fuji” กับ “Camera” และใช้ต่อเนื่องจนถึงยุคก่อนดิจิตอล เช่น Fujica ST Series ที่เป็นกล้อง SLR และ Fujica Half กล้องฮาล์ฟเฟรมยอดนิยม
สิ่งที่ทำให้ Fujifilm แตกต่างจากคู่แข่งคือ แนวคิดแบบญี่ปุ่นที่เน้นความประณีต ละเอียดอ่อน และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์ค่อยๆ ขยายจากในประเทศสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรป


ยุคทองของกล้อง Compact – FinePix ครองตลาด
เมื่อเข้าสู่ยุคปลายทศวรรษ 1990s โลกภาพถ่ายเริ่มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิตอล และ Fujifilm ก็เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวหน้า ด้วยการเปิดตัว กล้องดิจิตอล FinePix Series ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของกล้อง Compact ในยุคนั้น
กล้องรุ่นแรกของ FinePix คือ Fujifilm FinePix MX-700 เปิดตัวในปี 1998 เป็นหนึ่งในกล้องดิจิตอลคอมแพกต์ที่ “บางที่สุดในโลก” ขณะนั้น แม้ความละเอียดจะเพียง 1.5 ล้านพิกเซล แต่ถือว่า “ล้ำสุดๆ” สำหรับยุคที่ทุกบ้านยังใช้ฟิล์ม
ต่อมาทาง Fujifilm ได้พัฒนาหลากหลายซีรีส์ย่อยใน FinePix ซึ่งมีจุดเด่นแตกต่างกัน:
-
FinePix F Series – เด่นเรื่องภาพคมชัดและถ่ายกลางคืนดีเยี่ยม เช่น F10, F30, F31fd
-
FinePix A Series – ราคาประหยัด ใช้งานง่าย เหมาะกับผู้เริ่มต้น เช่น A210, A350, A400
-
FinePix Z Series – ดีไซน์บาง สีสันสดใส เน้นวัยรุ่น เช่น Z3, Z5fd, Z10fd
-
FinePix S Series – คอมแพกต์ซูมไกลสไตล์ DSLR เช่น S5500, S9600, S1000fd
-
FinePix X Series (ก่อน X100) – กล้องคอมแพกต์พรีเมียมเน้นดีไซน์ เช่น X10, XF1
ความสำเร็จของ FinePix มาจากการที่ Fujifilm สามารถ “เปลี่ยนผ่าน” จากยุคฟิล์มมาเป็นดิจิตอลได้อย่างนุ่มนวล และ “เข้าใจผู้ใช้” อย่างลึกซึ้ง จึงสามารถครองใจผู้บริโภคได้ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ที่ FinePix A310, A350 และ Z5fd เคยเป็นกล้องฮิตติดอันดับขายดี
กล้อง Compact Fujifilm ไม่ได้มาเล่นๆ แต่ “เข้าตลาดอย่างรู้จังหวะ” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้บริษัทสามารถยืนหยัดท่ามกลางวิกฤตที่ทำให้ผู้ผลิตกล้องอื่นๆ หลายเจ้าต้องหายไปจากตลาด


จุดเปลี่ยนแห่งยุค – เปิดตัว Fujifilm X100 (2010)
ในช่วงปลายยุค 2000 ตลาดกล้องกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรง กล้อง DSLR ครองตลาดมืออาชีพ กล้อง Compact เริ่มถูกมือถือแย่งตลาด ฟูจิที่เคยรุ่งเรืองจาก FinePix Series ก็กำลังหาทาง “เกิดใหม่” ให้ได้ในยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
X100 คือคำตอบที่ไม่มีใครคาดคิด
เปิดตัวในปี 2010 Fujifilm X100 ไม่ได้แข่งด้วยจำนวนพิกเซล ไม่ได้เน้นราคาถูก แต่ชูจุดเด่นเป็นกล้อง "คอมแพกต์สำหรับมืออาชีพ" ใช้เซนเซอร์ APS-C ขนาดใหญ่ แบบเดียวกับ DSLR ในบอดี้เล็กคล้ายกล้องฟิล์ม
จุดเด่นหลักของ X100:
-
ดีไซน์วินเทจแบบ Rangefinder ดูคลาสสิกแต่ใช้งานจริงจัง
-
Hybrid Viewfinder ที่สลับได้ระหว่าง OVF (ช่องมองภาพจริง) กับ EVF (ช่องมองภาพดิจิทัล) – ฟูจิเป็นรายแรกที่ทำสำเร็จ
-
Film Simulation Mode ที่จำลองฟิล์ม Fujifilm ดังๆ อย่าง Velvia, Provia, Astia ในกล้องดิจิทัลได้ใกล้เคียงแบบมีอารมณ์
-
เลนส์ Fixed 23mm f/2 ความคมชัดสูง มี character สไตล์กล้องฟิล์ม
กล้อง X100 ไม่ใช่กล้องที่ขายดีที่สุดในยุคนั้น (เพราะราคาค่อนข้างสูง และไม่เปลี่ยนเลนส์ได้) แต่กลายเป็น “ไอคอน” ที่จุดกระแสให้คนหันกลับมาสนใจ Fujifilm และจุดประกายแนวคิดว่า… “กล้องดิจิทัลไม่จำเป็นต้องหน้าตาเหมือน DSLR เสมอไป”


การสร้างระบบ X Mount และ X-Pro1 – จุดตั้งต้นของ X Series (2012)
ต่อยอดจากความสำเร็จเชิงแบรนด์ของ X100 ปี 2012 ฟูจิเดินหน้าเปิดตัวกล้อง Mirrorless แบบเปลี่ยนเลนส์ได้ตัวแรกของค่ายอย่าง Fujifilm X-Pro1
นี่คือการเปิดตัวระบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ Mount เลนส์, เซนเซอร์, เลนส์ใหม่ และ แนวคิดการใช้งาน เลนส์ XF รุ่นแรก 3 ตัวที่เปิดตัวมาพร้อมกัน ได้แก่ XF 18mm f/2, XF 35mm f/1.4 และ XF 60mm f/2.4 Macro ครอบคลุมการใช้งานทั้งมุมกว้าง, มาตรฐาน และมาโคร – ทั้งหมดออกแบบให้คุณภาพสูงระดับโปร
จุดเปลี่ยนที่สำคัญ:
-
X Mount – ระบบเมาท์ใหม่ที่ฟูจิออกแบบมาเฉพาะสำหรับ Mirrorless โดยมี Flange Distance แค่ 17.7 มม. (สั้นกว่ากล้อง DSLR มาก) ทำให้กล้องเล็กแต่ใช้เลนส์คุณภาพสูงได้ง่าย
-
X-Pro1 – กล้อง Mirrorless ตัวแรก ใช้ Hybrid Viewfinder แบบเดียวกับ X100 พร้อมดีไซน์ Rangefinder ที่คลาสสิก
-
เซนเซอร์ X-Trans CMOS – ระบบเรียงพิกเซลเฉพาะของฟูจิที่ช่วยลด Moiré โดยไม่ต้องใส่ Low-pass filter ทำให้ภาพคมชัดกว่าเซนเซอร์ Bayer ปกติ
จุดยืนของ Fujifilm ในการเปิดตัวระบบ X คือการตอบโจทย์ช่างภาพที่ต้องการกล้องขนาดกะทัดรัด แต่ไม่ยอมลดคุณภาพภาพ การเปิดทางให้พัฒนากล้องในตระกูล X Series ต่อมา กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า “ขนาดไม่ใช่อุปสรรคของคุณภาพ” Fujifilm เลือกยืนหยัดกับเซนเซอร์ขนาด APS-C แต่ใช้เทคโนโลยี X-Trans ที่พัฒนาขึ้นเอง มุ่งเน้นการให้ภาพคมชัด สีสันสวยสมจริง และการจำลองฟิล์มที่มีเอกลักษณ์


แตกไลน์เต็มระบบ – X-T, X-E, X-H, X-S, X100
หลังจากวางรากฐาน X Series ได้สำเร็จ Fujifilm ก็เดินหน้าต่ออย่างจริงจัง ด้วยการขยาย “ไลน์ผลิตภัณฑ์” ให้ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้ในแต่ละกลุ่มชัดเจนขึ้น นี่คือช่วงที่ตระกูล X แยกย่อยออกมาเป็น 5 แนวทางหลัก แต่ละรุ่นก็มีบุคลิกและสไตล์ที่ชัดเจนของตัวเอง:
-
X-T Series: จุดแข็งของตระกูลนี้คือ “กล้องสารพัดประโยชน์” ที่สามารถใช้งานได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ เหมาะทั้งสำหรับมือใหม่ที่ต้องการกล้องโตเร็ว และมือโปรที่ต้องการประสิทธิภาพสูง การควบคุมผ่านแป้นหมุนแบบกล้องฟิล์มเป็นจุดเด่นที่หลายคนรัก
-
X-E Series: ถูกออกแบบให้มีฟีลลิ่งแบบ “Rangefinder ยุคใหม่” ตัวกล้องเล็ก เบา แต่ไม่ทิ้งคุณภาพ เหมาะกับสาย Street Photography ที่ต้องการกล้องที่แนบเนียน พกพาง่าย และไม่ดึงดูดความสนใจมากเกินไป
-
X-H Series: เป็นซีรีส์ “สายไฮบริด” ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานวิดีโอโดยเฉพาะ ใช้ระบบกันสั่นขั้นเทพ IBIS และฟีเจอร์วิดีโอระดับมืออาชีพ เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของกล้อง Mirrorless ที่ต่อยอดไปยังโลกของการผลิตวิดีโอ
-
X-S Series: เป็นรุ่น “กลาง-เล็ก” ที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อตอบโจทย์ Content Creator สาย YouTube, Vlog และ TikTok โดยเฉพาะ มีขนาดกะทัดรัด ระบบโฟกัสฉลาด รองรับงานวิดีโอในระดับจริงจัง
-
X100 Series: เป็นซีรีส์ที่สืบทอดจาก X100 รุ่นแรกโดยตรง ถูกยกระดับอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็น “กล้องในฝัน” ของสาย Street Photography ด้วยเลนส์ฟิกซ์ 23mm f/2 และดีไซน์มินิมอลแบบเรโทรที่ไม่เคยตกยุค
ยุคนี้คือการบ่มเพาะคาแรกเตอร์ของกล้อง Fujifilm อย่างแท้จริง ทำให้ผู้ใช้มีตัวเลือกที่ตรงใจและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากกว่าที่เคย


ยุคบูมกล้องฟรุ๊งฟริ๊ง – X-A2, X-A3, X-A5 ครองใจวัยรุ่น
ถ้าพูดถึงยุคที่ Fujifilm กลายเป็นแบรนด์กล้องที่ “วัยรุ่นอยากมี” มากที่สุด คงหนีไม่พ้นช่วงที่ กล้องฟูจิ X-A2, X-A3 และ X-A5 บุกตลาดกล้องเซลฟี่ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียช่วงปี 2015–2018 ซึ่งตรงกับช่วงที่ Instagram และการถ่ายรูป Lifestyle/Fashion กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
กล้องในตระกูล X-A ถูกออกแบบมาเพื่อ “ตีตลาดกลุ่มผู้หญิง อินฟลูเอนเซอร์ และมือใหม่” โดยเฉพาะ ด้วยจุดเด่นที่ตอบโจทย์ตรงจุด:
-
จอพับเซลฟี่ 180 องศา ใช้งานง่าย ไม่ต้องง้อไม้เซลฟี่
-
Film Simulation โทนหวานละมุน เช่น Astia, Classic Chrome ที่ให้ภาพฟุ้งๆ ใสๆ เหมือนผ่านแอปฟิลเตอร์แบบญี่ปุ่น
-
ดีไซน์น่ารัก น้ำหนักเบา สีพาสเทลหวานๆ ทำให้กล้องดูเป็นแฟชั่นไอเท็มมากกว่ากล้องจริงจัง
-
ราคาย่อมเยา เข้าถึงง่าย สำหรับคนที่เริ่มต้นจากกล้องมือถือ
นอกจากความน่ารักภายนอกแล้ว กล้องตระกูล X-A ยังมี “คุณภาพของภาพที่เหนือกว่ากล้องมือถือชัดเจน” โดยเฉพาะเรื่อง โบเก้หลังละลาย, ความคมชัด, และ โทนสีผิวที่ดูนวลใสเป็นธรรมชาติ
ที่สำคัญคือมี ฟีเจอร์หน้าใส (Soft Skin Effect) ที่ทำให้เวลาถ่ายเซลฟี่แล้วผิวดูเรียบสวยโดยไม่ต้องแต่งเพิ่ม — ถ่ายปุ๊บ ใช้งานได้ทันที อัพ IG, Facebook, หรือส่งให้เพื่อนได้เลย
ด้วยการตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ฟีเจอร์ที่เข้าใจผู้หญิงยุคใหม่ และสไตล์การสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์รุ่นแรกๆ กล้อง X-A2, X-A3, และ X-A5 จึงกลายเป็น "กล้องฟรุ๊งฟริ๊งแห่งชาติ" ที่หลายคนเรียก และเป็นหนึ่งในโมเดลที่ทำให้แบรนด์ Fujifilm กลับมายืนหนึ่งในใจผู้ใช้กลุ่มใหม่ได้อย่างแท้จริง


ขยายแนวคิดระดับโปร – GFX Medium Format สู่มือคนทั่วไป
เมื่อพูดถึงกล้อง Medium Format หลายคนมักนึกถึงกล้องราคาหลักแสนที่ใช้ในงานสตูดิโอระดับแฟชั่นหรือโฆษณาเท่านั้น แต่ Fujifilm กลับคิดต่าง ด้วยการนำเสนอซีรีส์ GFX ที่เปิดโอกาสให้ช่างภาพทั่วไปสามารถสัมผัสประสบการณ์ของกล้อง Medium Format ได้ง่ายขึ้น
Fujifilm เปิดตัว GFX 50S รุ่นแรกในปี 2017 โดยใช้เซนเซอร์ขนาดใหญ่กว่าฟูลเฟรมถึง 1.7 เท่า จุดเด่นอยู่ที่ คุณภาพภาพระดับสูงมาก รายละเอียดคมชัด มิติภาพลึก สีสมจริง และไดนามิกเรนจ์กว้าง — คุณสมบัติที่มืออาชีพต้องการ แต่ในราคาที่ “ไม่ต้องขายบ้าน”
ต่อมาในปี 2019 Fujifilm ปล่อยหมัดหนักด้วย GFX 100 กล้อง Medium Format รุ่นแรกที่มี ความละเอียดสูงถึง 102 ล้านพิกเซล พร้อมระบบกันสั่น IBIS และวิดีโอ 4K เป็นครั้งแรกในกลุ่ม Medium Format
และล่าสุดในปี 2025 Fujifilm ยังสานต่อแนวคิดนี้ด้วย GFX100RF ที่มาในบอดี้ทรง Rangefinder เบาลง พกง่ายขึ้น แต่ยังคงคุณภาพระดับสตูดิโอไว้ครบถ้วน — สะท้อนความมุ่งมั่นของ Fujifilm ที่ต้องการ ลดกำแพงการเข้าถึงกล้องระดับสูง ให้มืออาชีพและสาย Fine Art สามารถสร้างผลงานได้ง่ายขึ้น
GFX ไม่ใช่แค่กล้องที่มีพิกเซลเยอะที่สุด แต่เป็นกล้องที่ “ให้คุณภาพสูงสุดโดยไม่ต้องแบกรับภาระราคาและน้ำหนักแบบกล้องโปรดั้งเดิม”
การพัฒนาเพื่อตลาด Creator – X-S10, X-H2S, X-T50
ในช่วงที่วัฒนธรรม “การเป็น Creator” เติบโตอย่างรวดเร็ว Fujifilm ก็ไม่พลาดโอกาสที่จะพัฒนาเครื่องมือให้ตอบโจทย์สาย YouTube, TikTok, และครีเอเตอร์สายรีวิว/คอนเทนต์มากขึ้น
ซีรีส์ที่กลายเป็นขวัญใจของสาย Creator ได้แก่:
-
X-S10 / X-S20: กล้องเล็กสเปกแน่น เน้นพกพาง่าย มี IBIS (กันสั่นในตัวกล้อง), จอพับได้ และระบบโฟกัส Eye/Face AF ที่แม่นยำ เหมาะกับสาย Vlog, รีวิวสินค้า, หรือไลฟ์สด
-
X-H2S / X-H2: ตัวแรงของค่ายที่ใส่ทุกอย่างมาเต็ม ไม่ว่าจะเป็น วิดีโอ 6.2K หรือ 8K, ระบบโฟกัส AI ที่ติดตามวัตถุอัตโนมัติ, การบันทึก 10-bit 4:2:2 ภายใน และมีช่องเสียบ HDMI เต็มขนาด — กลายเป็นตัวเลือกหลักของช่างภาพวิดีโอและโปรดักชันขนาดกลาง-ใหญ่
-
X-T50 (2024): พัฒนาต่อยอดจาก X-T30 II โดยใส่เซนเซอร์ 40MP และ IBIS ลงในบอดี้เล็ก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการกล้องเล็กแต่สเปกโปรในราคาคุ้ม
Fujifilm ปรับกลยุทธ์อย่างชาญฉลาดด้วยการไม่เพียงแต่ “ผลิตกล้องถ่ายวิดีโอได้” แต่ยัง “ออกแบบประสบการณ์ใช้งานให้เข้ากับ Creator จริงๆ” เช่น เมนูใช้ง่าย ปุ่มลัดเฉพาะวิดีโอ จอพับ Selfie-friendly และระบบโฟกัสที่ไวแบบจับแล้วไม่หลุด
นี่คือยุคที่กล้องฟูจิไม่ได้มีแค่ "ภาพนิ่งสีสวย" อีกต่อไป แต่เป็น กล้องสำหรับการเล่าเรื่องทุกรูปแบบ — ตั้งแต่งานศิลป์ ไปจนถึงงานขายของออนไลน์


การคืนชีพของ X100 – ปรากฏการณ์ X100VI
ในต้นปี 2024 กล้อง Fujifilm ได้ปลุกตำนานให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Fujifilm X100VI รุ่นที่ 6 ของกล้องคอมแพกต์เลนส์ฟิกซ์ในตำนานสาย Street Photography ซึ่งได้กลายเป็นไวรัลระดับโลกในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดตัว
X100VI มากับการอัปเกรดครั้งใหญ่ ใช้ เซนเซอร์ X-Trans CMOS 5 HR ความละเอียด 40.2MP ซึ่งเป็นเซนเซอร์เดียวกับ X-T5 และ X-H2 พร้อม เพิ่มระบบกันสั่น (IBIS) 5 แกนในบอดี้ขนาดเล็ก — เป็นครั้งแรกใน X100 Series
กล้องรุ่นนี้ไม่เพียงแค่ “ดีขึ้น” แต่ กลายเป็นเทรนด์ระดับโลก ผู้ใช้ในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok, Instagram และ YouTube ต่างโพสต์ภาพถ่ายและรีวิว X100VI พร้อมแฮชแท็ก #FujifilmHype และ #X100VI ที่ทำให้ยอดจองถล่มทลาย จนสินค้าขาดตลาดยาวหลายเดือน
การกลับมาของ X100VI ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการตลาดล้วนๆ แต่เพราะ Fujifilm เข้าใจว่า "กล้องไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือประสบการณ์" X100VI จึงกลายเป็นกล้องที่ทั้งสาย Street, Creator, และสายคอนเทนต์โซเชียลต่างอยากมีไว้ในครอบครอง — เพราะมัน “ถ่ายแล้วได้ฟีล” แบบที่มือถือยังให้ไม่ได้


รุ่นใหม่หลากไลฟ์สไตล์ – X-E5, X half, X-M5
เข้าสู่ปี 2025 Fujifilm เดินหน้าเสริมไลน์ X Series ให้มีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ตอบสนองพฤติกรรมผู้ใช้ที่แตกแขนงมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งมือใหม่ คนรักกล้องวินเทจ และสาย Vlog ไลฟ์สไตล์
X-M5 - การคืนชีพของตระกูล X-M ที่เคยหายไปจากตลาด มาพร้อมกับแนวคิด “กล้องเริ่มต้นที่ไม่ตัดฟีเจอร์” โดย X-M5 ใช้เซนเซอร์ 26MP X-Trans 4 พร้อมฟีเจอร์ถ่ายวิดีโอ 4K, จอพับ, และระบบ IBIS เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่กำลังเริ่มต้นจริงจังกับการถ่ายภาพ แต่ยังไม่ต้องการงบสูงระดับ X-T หรือ X-H
X half - เปิดตัวในปีเดียวกัน เป็นกล้องคอมแพกต์สายสนุก ใช้ เซนเซอร์ Half-frame ที่ให้มุมมอง 2:3 แบบฟิล์มฮาล์ฟ มีเลนส์ฟิกซ์ 32mm f/2.8 และโทนสีจัดจ้าน เน้นการถ่าย “เล่นให้จริง” เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากได้กล้องขนาดเล็ก ภาพสวย ไม่ซับซ้อน ใช้แทนมือถือได้
X-E5 - ต่อยอดจากความสำเร็จของ X-E4 กล้องเรนจ์ไฟน์เดอร์สุดบางที่ใช้เซนเซอร์ X-Trans CMOS 5 HR ความละเอียด 40MP เช่นเดียวกับรุ่นใหญ่ มาพร้อมระบบโฟกัส AI และบอดี้บางเฉียบเหมือนพกกล้องฟิล์ม เหมาะกับสาย Street, ท่องเที่ยว, และสาย Minimalist ที่ต้องการกล้องโปรในร่างบางเบา
Fujifilm ในยุคนี้ไม่ได้แข่งแค่เรื่องคุณภาพภาพหรือพิกเซลเท่านั้น แต่ยังเน้นเรื่อง “บุคลิกของกล้อง” ให้ตอบสนองผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่มือใหม่ที่อยากเริ่มต้น ไปจนถึงสายฟิล์ม สายสตรีท และคนที่อยากใช้กล้องเป็นส่วนหนึ่งของสไตล์ชีวิต