จากห้องทดลองเล็ก ๆ สู่จุดเริ่มต้นของ Canon
ปี 1933 ณ ย่านรปปงงิ กรุงโตเกียว หมอหนุ่มผู้รักการถ่ายภาพชื่อ ทาเคชิ มิทาไร (Takeshi Mitarai) ร่วมมือกับกลุ่มวิศวกรและนักออปติก ก่อตั้งห้องทดลองขนาดเล็กในชื่อ Precision Optical Instruments Laboratory ด้วยความตั้งใจหนึ่งเดียว—สร้างกล้องคุณภาพสูงที่ “ผลิตโดยคนญี่ปุ่น” ขึ้นมาให้ได้ ในยุคที่กล้องเยอรมันยังเป็นมาตรฐานที่ทุกคนต้องยอมรับ
แม้จะมีข้อจำกัดสารพัด ทั้งด้านทุน อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยี แต่สิ่งที่พวกเขามีล้นเหลือคือ “ความเชื่อ” ว่าญี่ปุ่นก็ทำได้ และจะทำให้ดีพอจะแข่งขันได้ในระดับโลก
ในปีถัดมา กล้องต้นแบบตัวแรกของพวกเขาเสร็จสมบูรณ์ มันถูกตั้งชื่อว่า “Kwanon” ตามชื่อเจ้าแม่กวนอิม—สื่อถึงความเมตตา ความสงบ และความหวังของผู้สร้าง แม้จะยังไม่พร้อมสำหรับการผลิตจำหน่ายจริง แต่ก็เป็นประกายแรกของไฟฝันที่เริ่มลุกโชน


ยุคบุกเบิก (1930s–1950s): จาก Kwanon สู่ Hansa Canon
ในปี 1935 ความฝันเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง “Hansa Canon” กล้อง 35 มม. แบบ focal-plane shutter ตัวแรกที่ผลิตในญี่ปุ่นก็ถูกเปิดตัวออกสู่ตลาด Hansa Canon ไม่ได้เกิดขึ้นจากมือใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลรวมของความร่วมมือจากหลายฝ่าย—เลนส์จาก Nippon Kogaku (ที่ต่อมากลายเป็น Nikon) บวกกับกลไกภายในที่พัฒนาโดยทีมงานของ Canon เอง
สองปีถัดมา บริษัทจึงจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในชื่อ Precision Optical Industry Co., Ltd. เพื่อเดินหน้าเข้าสู่วงการผลิตกล้องอย่างเต็มตัว
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองคือบททดสอบครั้งใหญ่ โรงงานหลายแห่งต้องหยุดชะงัก วัตถุดิบขาดแคลน แต่ทีมงานของ Canon ยังคงหาทางเดินหน้า พวกเขาเริ่มผลิตเลนส์เองภายใต้ชื่อ “Serenar” เพื่อหลุดพ้นจากการพึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้า
หลังสงครามสิ้นสุด Canon กลับมาสู่สายการผลิตอีกครั้ง พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทในปี 1947 เป็น Canon Camera Co., Inc.—เป็นครั้งแรกที่ชื่อ “Canon” ปรากฏอย่างเป็นทางการในฐานะแบรนด์กล้องสัญชาติญี่ปุ่น
จากกล้องต้นแบบที่เกิดจากความเชื่อ Canon ค่อย ๆ เติบโตเป็นชื่อที่ผู้คนเริ่มไว้วางใจ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของกล้องที่ “ทน เชื่อถือได้ และจริงจัง” ในสายตาผู้ใช้ทั่วโลก


ยุคเติบโต (1960s–1980s): จากกล้องสู่เครื่องถ่ายเอกสาร... Canon ขยายอาณาเขต
หลังสงครามโลก ญี่ปุ่นกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจเริ่มเติบโต ผู้คนกลับมามีงานทำ ชีวิตกลับมามี "ภาพ" อีกครั้ง และในความเปลี่ยนแปลงนี้ Canon ก็ไม่เคยหายไปจากสายตา
ในช่วงทศวรรษ 1960 กล้อง Canon กลายเป็นที่ยอมรับในระดับโลก โดยเฉพาะกล้อง 35 มม. ที่ใช้งานง่าย แข็งแรง และเชื่อถือได้ Canon เริ่มเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง จัดตั้งบริษัทในสหรัฐฯ และยุโรป พร้อมวางรากฐานแบรนด์ให้แข็งแกร่งในระดับสากล
แต่ Canon ไม่ได้หยุดอยู่แค่กล้อง พวกเขาเริ่มสำรวจโลกของ "ภาพในแบบอื่น" ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ข้อมูล หรือแม้แต่งานสำนักงาน ในปี 1967 Canon เปิดตัว Canon NP System เครื่องถ่ายเอกสารระบบไฟฟ้าสถิตรุ่นแรก ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจเครื่องใช้สำนักงานที่ใหญ่โตในอนาคต
และในช่วงเดียวกันนี้เอง Canon ก็เริ่มสร้างชื่อในโลกภาพยนตร์ระดับโลกด้วยเช่นกัน—เลนส์ Canon K-35 ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับงาน Cinema โดยเฉพาะ และในปี 1977 เลนส์นี้ได้รับ รางวัล Academy Scientific and Engineering Award จากเวทีออสการ์ ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Barry Lyndon ของ Stanley Kubrick กลายเป็นหนึ่งในเลนส์ที่ยังคงถูกพูดถึงในหมู่ผู้กำกับภาพจนถึงทุกวันนี้
ปลายยุค 70 ชื่อ “Canon” ไม่ได้มีแค่ในกระเป๋ากล้องของนักเดินทางอีกต่อไป แต่ยังเริ่มปรากฏบนโต๊ะทำงานของพนักงานออฟฟิศทั่วโลก—จากกล้องสู่เครื่องถ่ายเอกสาร และจากแบรนด์เทคโนโลยีภาพถ่าย สู่บริษัทเทคโนโลยีครบวงจร


ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล (1990s–2000s): เปลี่ยนผ่านจากฟิล์มสู่ระบบ EOS และกล้องดิจิทัลเต็มรูปแบบ
ช่วงทศวรรษ 1990 โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคใหม่—ยุคที่ภาพไม่ได้ถูกเก็บไว้ในฟิล์มอีกต่อไป แต่บันทึกไว้ในเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์และหน่วยความจำดิจิทัลแทน
Canon มองเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และเริ่มวางรากฐานเทคโนโลยีผ่านระบบ EOS (Electro-Optical System) โดยเฉพาะ เมาท์ EF ที่ควบคุมระบบเลนส์ด้วยอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกล้อง SLR ยุคใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก
หนึ่งในรุ่นที่สะท้อนแนวคิดล้ำยุคนี้คือ EOS 5 (เปิดตัวปี 1992) กล้องฟิล์ม SLR ที่มาพร้อม Eye-controlled AF ให้ผู้ใช้โฟกัสเพียงแค่ "มอง" ไปยังจุดที่ต้องการ เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเกินยุคและสร้างความตื่นเต้นในวงการกล้องอย่างมาก
ในขณะเดียวกัน Canon ก็ประสบความสำเร็จในตลาดกล้องคอมแพกต์ ด้วยตระกูล IXUS และ PowerShot ที่เน้นดีไซน์พรีเมียม พกพาสะดวก และใช้งานง่าย กลายเป็นกล้องประจำบ้านของผู้คนทั่วโลกในช่วงเวลานั้น
และในปี 2000 Canon ก็ส่งสัญญาณชัดเจนถึงการเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัวกล้อง EOS D30—กล้อง DSLR ดิจิทัลตัวแรกของแบรนด์ที่ใช้เซ็นเซอร์ CMOS ซึ่ง Canon พัฒนาขึ้นเอง เป็นจุดเริ่มต้นที่พิสูจน์ว่า Canon ไม่ได้แค่เดินตาม แต่พร้อมเป็นผู้นำในโลกกล้องดิจิทัล
นับแต่นั้นมา “กล้องดิจิทัล” ก็ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่คือปัจจุบันที่ Canon กำลังร่วมขับเคลื่อนอย่างมั่นคง


ยุคทองของ DSLR (2000s–2010s ต้น): Canon กับความรุ่งเรืองของกล้องดิจิทัล
หลังเปิดตัว EOS D30 ในปี 2000 Canon ก็เดินหน้าสู่ยุค DSLR อย่างเต็มตัว พร้อมขยายไลน์สินค้าออกเป็นหลายกลุ่ม เพื่อครอบคลุมผู้ใช้ทุกระดับ
กลุ่มเริ่มต้น: DSLR สำหรับมือใหม่
Canon คือแบรนด์แรก ๆ ที่ทำให้ DSLR กลายเป็นของที่ “ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้” ด้วยซีรีส์ 3 หลักที่ได้รับความนิยมสูงสุด:
-
EOS 300D (2003) – กล้อง DSLR ฟูลฟีเจอร์ตัวแรกที่ราคาจับต้องได้ จุดประกายวงการ
-
ต่อด้วย EOS 350D, 400D, 450D, 500D, 550D, 600D ไล่ไปจนถึง EOS 700D, 750D และ 800D
-
จุดเด่นคือความง่ายในการใช้งาน น้ำหนักเบา พร้อมโหมดอัตโนมัติ และระบบ Live View รุ่นใหม่
กล้องเหล่านี้กลายเป็น “กล้องตัวแรก” ของช่างภาพหลายคนทั่วโลก
กลุ่มระดับกลาง: สำหรับผู้ใช้งานจริงจัง
สำหรับผู้ใช้ที่เริ่มจริงจังกับการถ่ายภาพ Canon ก็มีซีรีส์ 2 หลัก เช่น:
-
EOS 10D, 20D, 30D, 40D, 50D – เพิ่มความเร็ว การควบคุม และฟีเจอร์ที่มือโปรต้องการ
-
และต่อมาในกลุ่ม EOS 60D, 70D, 80D, 90D – ที่มีระบบวิดีโอ และหน้าจอพับได้เหมาะกับการถ่ายวิดีโอ Vlog หรือ YouTube
กล้องกลุ่มนี้โดดเด่นด้วยความคุ้มค่า—เป็นก้าวแรกสู่การเป็นมืออาชีพ
กลุ่มมืออาชีพ: Full Frame สำหรับสายพาณิชย์
Canon ได้วางตำแหน่งกล้อง Full Frame ในชื่อซีรีส์ 5D ที่กลายเป็นตำนาน:
-
EOS 5D (2005) – กล้อง Full Frame ในบอดี้ DSLR ขนาดมาตรฐานรุ่นแรก
-
EOS 5D Mark II (2008) – กล้องตัวแรกที่ถ่ายวิดีโอ Full HD ได้ นำไปสู่การปฏิวัติวงการวิดีโอด้วย DSLR
-
ต่อด้วย EOS 5D Mark III และEOS 5D Mark IV ที่กลายเป็นตัวเลือกมาตรฐานสำหรับงานแต่งงาน ถ่ายพอร์ตเทรต และงานพาณิชย์
จุดเด่นคือคุณภาพไฟล์ ภาพนิ่งและวิดีโอ ระบบโฟกัสและความแม่นยำของสี
กลุ่มมืออาชีพสายกีฬา-ข่าว: ความเร็วคือหัวใจ
สำหรับช่างภาพสายกีฬา สนามแข่ง หรือข่าวสาร Canon ก็มีซีรีส์ “1D” ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว ความทนทาน และความแม่นยำ:
-
EOS-1D (2001), 1D Mark II, 1D Mark IIN, 1D Mark III, 1D Mark IV – ใช้เซ็นเซอร์ APS-H ที่เน้นความเร็ว ถ่ายภาพต่อเนื่องระดับ 10 fps+
-
ขนานไปกับกล้องฟูลเฟรม EOS-1Ds (2002), 1Ds Mark II, 1Ds Mark III – ที่ให้ความละเอียดสูง เหมาะกับงานแฟชั่นหรือภาพนิ่งคุณภาพสูง
-
ปิดท้ายช่วง DSLR ด้วย EOS-1D X และ 1D X Mark II ที่ผสานทั้งความเร็วและคุณภาพระดับโปรในกล้องเดียว
กล้องกลุ่มนี้คือ “ม้าเหล็กประจำสนาม” ที่มืออาชีพไว้วางใจอย่างแท้จริง


การเปลี่ยนผ่าน: Canon EOS M กับก้าวแรกสู่ Mirrorless
เข้าสู่ช่วงต้นทศวรรษ 2010 ตลาดกล้องทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง—คราวนี้เป็นกระแสของ Mirrorless Camera หรือกล้องที่ไม่มีระบบกระจกสะท้อนภายในตัวเหมือน DSLR ทำให้ขนาดบอดี้เล็กลง น้ำหนักเบาลง แต่ยังสามารถใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่และควบคุมภาพได้แบบมือโปร
ขณะที่คู่แข่งหลายรายเริ่มรุกเข้าสู่ตลาด mirrorless อย่างรวดเร็ว Canon กลับเลือกที่จะ “จับจังหวะให้มั่น” ก่อนจะก้าวเข้าไป โดยพวกเขาเปิดตัวกล้อง Canon EOS M รุ่นแรกในปี 2012 นับเป็น Mirrorless รุ่นแรกของแบรนด์ที่ใช้เซ็นเซอร์ APS-C พร้อมเมาท์ใหม่ในชื่อ EF-M mount
EOS M ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ที่ต้องการคุณภาพ DSLR แต่ไม่อยากพกกล้องใหญ่ จุดเด่นคือ:
-
ใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่แบบเดียวกับ DSLR (APS-C)
-
บอดี้เล็ก เบา ใช้งานง่าย
-
เมาท์เลนส์ใหม่ EF-M พร้อมอะแดปเตอร์สำหรับใช้เลนส์ EF และ EF-S ได้
แม้จะไม่ได้เป็นผู้นำในตลาด mirrorless ในช่วงแรก—โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ Sony, Olympus หรือ Panasonic ที่เริ่มเร็วกว่าหลายปี—แต่ EOS M ก็วางรากฐานสำคัญให้กับ Canon ในตลาดใหม่นี้
หลังจากนั้น Canon ก็ปล่อยกล้องในซีรีส์นี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น:
-
EOS M2, M3 – ปรับปรุงระบบโฟกัสและประสบการณ์การใช้งาน
-
EOS M10, M100, M200 – รุ่นเล็ก ราคาย่อมเยา เหมาะกับผู้เริ่มต้น
-
EOS M5, M6, M6 Mark II – รุ่นกลางที่มาพร้อมช่องมองภาพ และความสามารถใกล้เคียง DSLR
EOS M กลายเป็น “ทางเลือกที่เบากว่า” สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการคุณภาพแต่ไม่ต้องการพกกล้องใหญ่ และเป็นการทดลองระบบ mirrorless อย่างเป็นทางการของ Canon ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามใหญ่ในอีกไม่กี่ปีถัดมา


Canon EOS R: ยุคใหม่ของ Full-frame Mirrorless
หลังจากปูทางด้วย EOS M มาหลายปี ในปี 2018 Canon ก็เดินเข้าสู่สนามจริงของกล้อง Mirrorless ฟูลเฟรม ด้วยการเปิดตัว EOS R และพร้อมกันนั้นก็แนะนำ RF Mount—ระบบเมาท์ใหม่ที่ถูกออกแบบขึ้นสำหรับอนาคต
EOS R ไม่ได้เป็นแค่ “กล้องใหม่” แต่เป็นก้าวย่างครั้งใหญ่ของแบรนด์ในการรีเซ็ตแนวทางกล้องแบบไม่มีกระจกสะท้อน ด้วยคุณสมบัติเด่น:
-
เซ็นเซอร์ Full-frame ความละเอียด 30.3MP
-
ระบบโฟกัส Dual Pixel CMOS AF ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 80%
-
ช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ความละเอียดสูง
-
ฟีเจอร์ใหม่อย่าง Control Ring ที่เลนส์ และ Multi-function bar ที่บอดี้
แต่สิ่งที่สร้างกระแสได้ไม่แพ้ตัวกล้อง ก็คือการเปิดตัว เลนส์ RF ที่มาพร้อมกัน ซึ่งทำให้ช่างภาพทั่วโลกจับตามอง เพราะมันเปลี่ยนข้อจำกัดเดิมของเลนส์เมาท์ EF อย่างสิ้นเชิง ด้วยคุณสมบัติ:
-
ระยะ flange back ที่สั้นลง (ระยะจากเมาท์ถึงเซ็นเซอร์) ทำให้การออกแบบเลนส์ยืดหยุ่นและคุณภาพสูงขึ้น
-
เปิดทางให้เลนส์ “สุดขั้ว” เช่น RF 28–70mm f/2L, RF 50mm f/1.2L, และ RF 85mm f/1.2L DS
-
พัฒนาเลนส์ซูมขนาดเล็กแต่คุณภาพสูง เช่น RF 70–200mm f/2.8L IS USM ที่สั้นกว่ารุ่นเดิมแบบมีนัยสำคัญ
หลัง EOS R Canon ก็เร่งขยายซีรีส์ออกมาอย่างต่อเนื่อง:
-
EOS RP – กล้อง Full-frame Mirrorless ราคาย่อมเยา
-
EOS R5 – กล้องเรือธงที่ถ่ายวิดีโอ 8K ได้ พร้อมระบบกันสั่นในบอดี้ (IBIS)
-
EOS R6, R6 Mark II – กล้องอเนกประสงค์สำหรับสายงานพาณิชย์และมืออาชีพ
-
EOS R3 – กล้องสำหรับมือโปรสายข่าว กีฬา และสารคดี ที่เน้นความเร็ว ความทน และการโฟกัสแบบ Eye Control ที่หวนกลับมาอีกครั้ง
ระบบ RF Mount ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเกรดเทคโนโลยี แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้การออกแบบเลนส์ และเสริม ecosystem ของ Canon ในยุคดิจิทัลแบบเต็มตัว
ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพสายพาณิชย์ วิดีโอโปร หรือครีเอเตอร์ยุคใหม่—Canon EOS R Series คือเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์การถ่ายภาพในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง


Canon กับวงการภาพยนตร์: จากเลนส์ K-35 สู่ Cinema EOS Series
Canon ไม่เพียงเป็นผู้นำในโลกของภาพนิ่ง แต่ยังมีบทบาทอย่างจริงจังในสายวิดีโอและงานภาพยนตร์ระดับมืออาชีพ โดยเฉพาะในช่วงหลังจากเปิดตัว Cinema EOS System ในปี 2011
ซีรีส์กล้อง Cinema EOS เช่น:
-
Canon EOS C100 / C200 – สำหรับงานโปรดักชันระดับกลาง, โฆษณา, YouTube ระดับมืออาชีพ
-
EOS C300 / C500 / C700 – สำหรับการถ่ายภาพยนตร์ ซีรีส์ระดับสากล และโฆษณาเชิงภาพยนตร์
-
ล่าสุด EOS R5 C – กล้องลูกผสมระหว่าง EOS R และ Cinema EOS ที่ถ่ายวิดีโอ 8K RAW ได้ในบอดี้ขนาดเล็ก
จุดเด่นของระบบนี้คือ:
-
การควบคุมวิดีโอแบบมืออาชีพ (Log, LUT, ช่องเสียง XLR)
-
การรองรับเลนส์ Canon RF และ EF รวมถึงเลนส์ระดับตำนานอย่าง K-35
-
การออกแบบที่สอดคล้องกับ workflow ของสายโปรดักชันภาพยนตร์
กล้อง Cinema EOS ถูกใช้ในงานสารคดีระดับโลก ภาพยนตร์อิสระ ซีรีส์ที่ออกอากาศบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และยังถูกเลือกโดยสถาบันการศึกษาและโปรดักชันเฮาส์ทั่วโลก
Canon ในวันนี้: แบรนด์ที่มืออาชีพเลือก เทคโนโลยีที่โลกยอมรับ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Canon ไม่ใช่แค่แบรนด์กล้อง—แต่คือ “เครื่องมือที่มืออาชีพไว้วางใจ” ทั้งในสนามกีฬา พื้นที่สงคราม และกองถ่ายภาพยนตร์
คุณภาพของเลนส์ EF และ RF ความแม่นยำของระบบโฟกัส Dual Pixel AF รวมถึงบอดี้ที่ออกแบบเพื่อใช้งานจริง คือเหตุผลที่ช่างภาพและคอนเทนต์ครีเอเตอร์เลือกใช้ Canon เป็นคู่หูในทุกสถานการณ์
และในอีกด้านหนึ่งขององค์กร “Canon” ก็คือบริษัทที่มีหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน—ด้วยแนวคิด “Kyosei” ที่ผลักดันโดย Fujio Mitarai ซึ่งไม่ได้มองแค่กำไร แต่รวมถึงบทบาทของธุรกิจต่อชุมชนและโลกใบนี้
ไม่ว่าจะเป็นการลดคาร์บอนในสายการผลิต การรีไซเคิลตลับหมึก การใช้วัสดุอย่างรับผิดชอบ หรือการสนับสนุนช่างภาพรุ่นใหม่—Canon แสดงให้เห็นว่าการเป็นแบรนด์เทคโนโลยี ไม่ได้แปลว่าต้องทิ้งจริยธรรม
Canon ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่กล้องดี หรือภาพคม—แต่คือแบรนด์ที่หลอมรวมระหว่าง นวัตกรรม ความเชื่อใจ และความใส่ใจต่อโลกใบนี้ เข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น