การใช้ AI เพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ในการแต่งภาพ
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว วงการสร้างสรรค์ภาพถ่ายก็เป็นอีกหนึ่งสาขาที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือ AI สำหรับการสร้างภาพ (Generative AI) อย่าง Midjourney, Stable Diffusion และ DALL-E 2 ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่น่าทึ่งจากคำสั่งเพียงไม่กี่คำ
อย่างไรก็ตาม นอกจากการสร้างภาพใหม่ทั้งหมดแล้ว AI ยังมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ในการ "แต่งภาพ" หรือแก้ไขภาพที่มีอยู่แล้วด้วยวิธีที่ง่ายและทรงพลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
การปรับแก้ภาพแบบไม่ซับซ้อนด้วย AI (Non-trivial Semantic Edits)
เคยไหมที่รูปถ่ายของคุณสวยสมบูรณ์แบบ ยกเว้นเพียง "บางสิ่ง" บางอย่างที่ทำให้ภาพดูไม่สมบูรณ์ เช่น มีคนที่ไม่ต้องการติดอยู่ในเฟรม หรือต้องการเพิ่มรายละเอียดบางอย่างที่ไม่สามารถถ่ายภาพจริงได้ ในอดีต การแก้ไขภาพลักษณะนี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญในโปรแกรมแต่งภาพขั้นสูงอย่าง Photoshop แต่ด้วยนวัตกรรม AI ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป
งานวิจัยของ Kawar และคณะในปี 2022 ได้นำเสนอเทคนิคที่เรียกว่า "Imagic" ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยให้การแก้ไขภาพด้วยข้อความเป็นเรื่องง่ายอย่างเหลือเชื่อ เทคนิคนี้ใช้โมเดล AI ที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้ว (Pre-trained Text-to-Image Diffusion Model) เพื่อปรับเปลี่ยนภาพต้นฉบับให้ตรงกับคำสั่งที่เราต้องการ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือที่ซับซ้อน เช่น การทำมาสก์ (Photo Masks) เพื่อระบุตำแหน่งที่ต้องการแก้ไขอีกต่อไป
ด้วยเทคนิคนี้ การแก้ไขภาพที่เคยซับซ้อนจะกลายเป็นเรื่องง่ายเพียงแค่พิมพ์คำสั่ง เช่น "A goat jumping over a cat" (แพะกระโดดข้ามแมว) หรือ "make the Triangulum Galaxy's spiral arms more defined" (ทำให้แขนกังหันของกาแล็กซีสามเหลี่ยมคมชัดขึ้น) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพดาราศาสตร์ที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพของภาพถ่ายที่ซ้อนทับกันหลายๆ ภาพ
ความท้าทายและหนทางข้างหน้า
แม้ว่า AI จะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาล แต่ก็มีความท้าทายที่สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น "Deep Fakery" หรือการสร้างภาพปลอมที่เหมือนจริงจนยากที่จะแยกแยะ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อสร้างข้อมูลเท็จ ทำให้สาธารณชนตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของภาพถ่ายที่เห็น
เพื่อจัดการกับปัญหานี้ วงการสื่อและเทคโนโลยีได้เริ่มสร้างระบบการตรวจสอบความถูกต้องของภาพ เช่น Content Credentials ที่พัฒนาโดย Coalition for Content Provenance and Authenticity (C2PA) ซึ่งทำหน้าที่คล้าย "ฉลากโภชนาการ" สำหรับภาพดิจิทัล โดยจะฝังข้อมูลว่าภาพนั้นถูกสร้างหรือแก้ไขอย่างไร ทำให้ผู้ชมสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและความถูกต้องของภาพได้อย่างง่ายดาย
ในอนาคตอันใกล้ กล้องถ่ายรูปและโปรแกรมแต่งภาพจะเริ่มรองรับเทคโนโลยี C2PA มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างและแบ่งปันภาพถ่ายที่มีความน่าเชื่อถือได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ในโลกของการแต่งภาพที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญและเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของเราอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ตอนนี้ AI ได้กลายเป็น 'ผู้ช่วยอัจฉริยะ' ที่ช่วยให้การแต่งภาพง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม
แต่การจะใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ไม่ใช่แค่การกดปุ่มแล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามอัตโนมัติ เราต้องเข้าใจวิธีการทำงานและใช้มันอย่างชาญฉลาด บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจวิธีการใช้ AI ในการแต่งภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด
1. สร้างภาพเริ่มต้นด้วย AI เพื่อเป็นรากฐาน
AI ไม่ได้มีไว้แค่แต่งภาพที่มีอยู่แล้วเท่านั้น แต่ยังสามารถ สร้างภาพใหม่ ได้ตามที่เราต้องการ โดยใช้ข้อความหรือภาพต้นแบบที่คุณมีอยู่แล้วเป็นคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็นภาพทิวทัศน์ในจินตนาการ, ภาพบุคคลในสไตล์ที่แปลกใหม่, หรือภาพกราฟิกสำหรับงานดีไซน์ คุณสามารถสร้างภาพเหล่านี้ขึ้นมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว แล้วนำภาพที่ได้มาปรับแต่งต่อยอดในโปรแกรมแต่งภาพอีกที วิธีนี้ช่วยให้คุณไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ และมีวัตถุดิบที่หลากหลายมากขึ้น
2. เร่งขั้นตอนที่น่าเบื่อด้วย AI
การแต่งภาพบางอย่างต้องใช้เวลาและความละเอียดสูง AI สามารถเข้ามาช่วยในงานที่ซ้ำซากจำเจ เช่น
-
ลบวัตถุที่ไม่ต้องการออกจากภาพ (Generative Fill): AI สามารถวิเคราะห์พื้นหลังและเติมส่วนที่หายไปให้เนียนสนิท ราวกับว่าวัตถุนั้นไม่เคยอยู่ในภาพมาก่อน
-
ปรับแก้สีและแสงโดยอัตโนมัติ: AI สามารถวิเคราะห์โทนสีและแสงในภาพ แล้วปรับแก้ให้เหมาะสมอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาพดูสมดุลและสวยงามขึ้น
-
สร้างฉากหลังใหม่: หากคุณต้องการเปลี่ยนฉากหลัง AI สามารถลบฉากหลังเดิมออกและแทนที่ด้วยฉากใหม่ที่คุณต้องการได้อย่างง่ายดาย
การใช้ AI ในขั้นตอนเหล่านี้ทำให้คุณประหยัดเวลา และมีสมาธิอยู่กับการใส่รายละเอียดที่สำคัญกว่า
3. เพิ่มความลึกและมิติให้ภาพ
AI บางตัวถูกออกแบบมาเพื่อ เพิ่มความสมจริง ให้กับภาพ เช่น การสร้างภาพ 3 มิติจากภาพ 2 มิติ หรือการใส่ความลึกของสนาม (Depth of Field) ให้กับภาพถ่ายที่ไม่ได้ถ่ายด้วยเลนส์เฉพาะทาง สิ่งเหล่านี้ช่วยยกระดับภาพถ่ายของคุณให้ดูน่าสนใจ และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
4. ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้
AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับมืออาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็น 'ครูสอนการแต่งภาพ' ที่ดีเยี่ยมอีกด้วย คุณสามารถอัปโหลดภาพที่คุณแต่งเข้าไปใน AI แล้วให้ AI วิเคราะห์ว่าภาพของคุณมีจุดแข็งและจุดอ่อนอย่างไร ควรปรับปรุงอะไรเพิ่มเติม หรืออาจลองใช้ฟีเจอร์ AI ในการแต่งภาพแบบอัตโนมัติเพื่อดูว่า AI มีแนวทางในการแต่งภาพอย่างไร และนำมาปรับใช้กับสไตล์ของคุณเอง
อนาคตอยู่ที่การผสมผสาน
AI ไม่ได้มีไว้เพื่อมาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ แต่มีไว้เพื่อ ปลดล็อกศักยภาพ ของเราให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น นักแต่งภาพที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้คือคนที่สามารถผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองเข้ากับพลังของ AI ได้อย่างลงตัว AI จะช่วยลดข้อจำกัดทางเทคนิค ทำให้เรามีอิสระในการสร้างสรรค์มากขึ้น และสามารถเล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายได้อย่างไร้ขีดจำกัด
สรุป
เทคโนโลยี AI ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราสร้างสรรค์ภาพใหม่ๆ ได้อย่างอิสระ แต่ยังมีศักยภาพในการเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับ "การแต่งภาพ" ที่จะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน ทำให้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ AI อย่างมีจริยธรรมควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับเครื่องมือการตรวจสอบความถูกต้องของภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของภาพถ่ายในยุคดิจิทัลไว้ด้วย





