แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นที่เริ่มหัดใช้ไมโครโฟนไร้สายสำหรับบันทึกเสียง 5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนออกนอกสถานที่
แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นที่เริ่มหัดใช้ไมโครโฟนไร้สายสำหรับบันทึกเสียง ในกรณีที่เราต้องเอาไมโครโฟนไปเพื่อใช้อัดเสียงหรือทำคลิปที่ต้องมีพิธีกรพูดนอกสถานที่ด้วยเนี่ย เราต้องคำนึงในเรื่องอะไรบ้าง และควรเตรียมตัวยังไง? เรามีคำตอบให้

เรื่องที่ 1: สำรวจโลเคชั่นก่อนถ่าย มีเสียงรบกวนแค่ไหน
อย่างแรกควรสำรวจหรือวางแผนให้เรียบร้อยเลยว่าโลเคชั่นที่ไปถ่ายมีลักษณะยังไง งานเป็นแบบไหน มีเสียงรบกวนเยอะแค่ไหน ที่เราต้องรู้เพราะจะได้วางแผนในการรับมือได้อย่างถูกต้อง
ยกตัวอย่างเช่น งานอีเวนต์ในห้างสรรพสินค้า ในงานมีลำโพง มีการเปิดเพลง หรืออาจจะมี MC พูดในงาน ตรงนี้ต้องรู้ครับ เพราะถ้ามีเราจะได้รู้ว่าต้องเซ็ตไมโครโฟนยังไง ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรบ้าง ต้องตั้งค่าการรับเสียงแบบไหนเพื่อให้เสียงรบกวนเข้ามาน้อยลง
สรุปในประเด็นนี้นะ ทำการบ้านเรื่องโลเคชั่นให้ดีเพื่อที่เราจะทำงานได้อย่างราบรื่น
เรื่องที่ 2: เลือกใช้ Built In Mic หรือ Lavalier ให้เหมาะกับงาน
สิ่งต่อมาที่ต้องรู้ครับว่าลักษณะการใช้งานเราจะเป็นแบบไหน บันทึกโดยใช้ไมโครโฟนแบบ Built In ในตัว หรืออยากติดตั้งแบบ Lavalier ประเด็นนี้แม้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่มากนัก แต่ก็มีประโยชน์ สองอย่างนี้มีความต่างกันอยู่นะ
การใช้ไมโครโฟนแบบ Built In โดยตรงก็ดีตรงที่ง่าย ติดตัวส่งสัญญาณกับพิธีกร ตัวรับก็ติดกับกล้อง เปิดไมโครโฟนเปิดกล้องพร้อมบันทึกเสียงเลย แต่อาจจะไม่เหมาะกับงานเนี๊ยบๆ ที่ต้องการซ่อนไมโครโฟนไว้ใต้เสื้อ และการรับเสียงจะมีช่วงที่กว้างกว่าไมโครโฟนแบบ Lavalier ซึ่งถ้าเป็นงานอีเวนต์ หรือพื้นที่นั้นมีเสียงบรรยากาศที่ดังมาก วิธีนี้อาจจะไม่ได้เหมาะนัก
การใช้ไมโครโฟนแบบ Lavalier ก็จะได้มิติเสียงพูดอีกแบบ เสียงบรรยากาศมันจะลดลงไปมาก และจะได้เนื้อเสียงพูดเป็นหลัก สามารถที่จะซ่อนไมโครโฟนไว้ใต้เสื้อได้ ซึ่งเหมาะกับงานบันทึกเสียงพูดเป็นหลัก เน้นความคมชัดของเนื้อเสียง แต่เสียงบรรยากาศก็จะลดลงไปเยอะ ถ้าทำคอนเทนต์แนว Vlog ที่เราอยากได้ยินเสียงบรรยากาศบ้างวิธีแรกอาจจะเหมาะสมกว่าวิธีนี้

เรื่องที่ 3: ใช้กับกล้องหรือ Smartphone การเชื่อมต่อต่างกันอย่างไร
ประเด็นเล็กๆ แต่การทำงานต่างกันพอสมควร สำหรับการใช้งานกับกล้องหรือ Smartphone ก็จะมีสองเรื่องที่ต้องคำนึงนะ
ถ้าหากใช้งานกับกล้องการติดตั้งจะง่าย คือใช้สาย TRS to TRS ต่อระหว่างตัวรับกับกล้องได้เลย และก็ตั้งค่าเสียงก็จบ
แต่ถ้าหากใช้กับ Smartphone ความซับซ้อนจะมากกว่า เพราะ Smartphone ต้องใช้สาย TRS to TRRS ในการเชื่อมต่อ และนอกจากนี้ยังต้องเซ็ตตัว Application ของ Smartphone ด้วยว่าให้เลือกบันทึกเสียงด้วยไมโครโฟนแบบไหน ตัวแอพอนุญาตให้ใช้ไมโครโฟนแยกจากภายนอกบันทึกเสียงหรือไม่ แล้วก็ตัวแอพมีการแสดงสถานะของไมโครโฟนหรือเปล่า อาจจะต้องมีการถ่ายวิดีโอและบันทึกเสียงเพื่อทดสอบก่อนเริ่มถ่ายจริงด้วย
การทำงานกับ Smartphone ก็เหมือนจะง่าย แต่ต้องใช้ความเข้าใจและความชำนาญด้วยเหมือนกัน ดังนั้นก็ต้องคำนึงด้วยนะครับว่าเอาไปใช้กับอุปกรณ์อะไร จะได้เตรียมสายและการทำงานไปให้เหมาะสม

เรื่องที่ 4: ฝึกเซ็ตไมโครโฟนให้เสียงรบกวนเข้ามาน้อยที่สุด
อีกเรื่องที่ควรฝึกไว้และจะได้ใช้แน่นอนคือการฝึกเซ็ตไมโครโฟนเพื่อให้สามารถจัดการกับเสียงรบกวนให้ได้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การฝึกใช้ไมโครโฟน Lavalier, การฝึกติดตั้งไมโครโฟนไว้ใต้เสื้อ, การเซ็ตไมโครโฟนเพื่อลดระดับการรับเสียง และสื่อสารให้พิธีกรพูดดังขึ้น เป็นต้น
ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะทำให้เราสามารถจัดการกับเสียงรบกวนในบริเวณรอบๆ ได้ และทำให้เราได้เสียงพูดที่คมชัดนั่นเอง
เรื่องที่ 5: บันทึกเสียงลง Memory Card สำรองไฟล์ทุกครั้ง
ขั้นตอนสุดท้ายคือการบันทึกเสียงลง Memory Card โดยตรงและฝึกที่จะสำรองไฟล์เสียงทุกครั้งหลังจากทำงานแล้วด้วย ซึ่งไมโครโฟนไร้สายที่ดีในปัจจุบันสามารถใส่ MicroSD Card สำหรับบันทึกเสียง Backup ลงไปในเมมโดยตรง
ข้อดีเลยก็คือถ้าหากเจอกรณีเลวร้ายจริง เช่น สัญญาณคลื่นรบกวนเยอะมาก เสียงสัญญาณเกิดความไม่เสถียรทำให้เวลาบันทึกเสียงเกิดการขาดหายของเสียง หรือมีความไม่ชัดเจน อย่างน้อยตัวเมมจะรับเสียงได้ 100% เราสามารถเอาเสียงในเมมมาใช้ในขั้นตอนการตัดต่อได้ หรือกรณีที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยแต่ก็อาจจะมีคือ เสียงที่เราบันทึกมันไม่เข้ามาในตัวกล้องหรือวิดีโอ คืออัดมาแล้วแต่กลับไม่มีเสียงพูดเข้ามา ในกรณีนี้เราก็ยังสามารถที่จะใช้เสียง Backup มาใช้งานได้
อัปเกรดสู่ DJI Mic ไมโครโฟนไร้สายระดับโปรที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
เมื่อเข้าใจหลักการใช้งานไมโครโฟนไร้สายแล้ว หากคุณพร้อมก้าวสู่ระดับถัดไป DJI ได้พัฒนาไมโครโฟนไร้สายที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างครบครัน ทั้งในด้านคุณภาพเสียง ความเสถียร และความสะดวกในการใช้งาน มี 3 รุ่นให้เลือกตามความต้องการดังนี้

DJI Mic Mini ไมโครโฟนไร้สายตัวจิ๋ว เบาที่สุด เหมาะสำหรับ Vlogger และมือใหม่
DJI Mic Mini คือไมโครโฟนไร้สายรุ่นเล็กที่สุดของ DJI ออกแบบมาเพื่อคนที่ต้องการความเรียบง่ายและพกพาสะดวกที่สุด
ฟีเจอร์เด่น
- ขนาดจิ๋ว น้ำหนักเบาเป็นพิเศษ แทบไม่รู้สึกเมื่อติดบนเสื้อ
- เชื่อมต่ออัตโนมัติ เปิดปุ๊บใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเซ็ตอะไรให้ยุ่งยาก
- รองรับการเชื่อมต่อทั้ง USB-C และ Lightning เข้า Smartphone ได้โดยตรงโดยไม่ต้องใช้ Adapter
- ระยะส่งสัญญาณสูงสุด 250 เมตร
- มาพร้อมเคสชาร์จในตัว ชาร์จได้ขณะพก
เหมาะกับใคร เหมาะที่สุดสำหรับ Vlogger มือใหม่, Content Creator สาย Solo ที่ถ่ายคนเดียว ไม่ต้องการความซับซ้อน และ สาย Smartphone ที่อยากได้เสียงดีโดยไม่ต้องพกอุปกรณ์เยอะ
DJI Mic 2 ไมโครโฟนไร้สายระดับกลาง บันทึกเสียง 32-bit Float ไม่มี Clip
DJI Mic 2 คืออัปเกรดสำคัญที่นำเทคโนโลยี 32-bit Float Recording มาสู่ไมโครโฟนไร้สายระดับกลาง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เคยมีแต่ในอุปกรณ์ระดับโปรเท่านั้น
ฟีเจอร์เด่น
- 32-bit Float Recording บันทึกเสียงลง Built-in Memory โดยไม่มี Clip (เสียงแตก) ไม่ว่าแหล่งเสียงจะดังแค่ไหน
- Dual Mic System มีไมค์ในตัวและรองรับ Lavalier ในเวลาเดียวกัน
- Active Noise Cancelling ตัดเสียงรบกวนพื้นหลังได้ดีกว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด
- ระยะส่งสัญญาณสูงสุด 250 เมตร
- รองรับการบันทึกเสียงสำรองใน Built-in Memory 8GB
- เคสชาร์จให้แบตได้สูงสุด 3 รอบ
เหมาะกับใคร เหมาะสำหรับ YouTuber และ Content Creator ที่ถ่ายในสถานที่มีเสียงรบกวนหลากหลาย เช่น งานอีเวนต์ ตลาด หรือนอกสถานที่ และ นักสัมภาษณ์ ที่ต้องการความมั่นใจว่าเสียงจะไม่ Clip ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
DJI Mic 3 ไมโครโฟนไร้สายระดับโปร Active Noise Cancelling และ Intelligent Gain ล่าสุด
DJI Mic 3 คือรุ่นล่าสุดและทรงพลังที่สุดของสาย DJI Mic พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์งานระดับมืออาชีพอย่างแท้จริง
ฟีเจอร์เด่น
- Intelligent Gain Control ปรับระดับเสียงอัตโนมัติแบบ Real-time ไม่ต้องนั่งเซ็ต Gain ให้ยุ่งยาก
- 32-bit Float Recording เหมือน Mic 2 แต่ประมวลผลดีขึ้น
- Active Noise Cancelling รุ่นใหม่ ตัดเสียงรบกวนได้แม่นยำและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม
- ระยะส่งสัญญาณสูงสุด 250 เมตร พร้อมสัญญาณเสถียรกว่ารุ่นก่อนในพื้นที่มีสัญญาณรบกวน
- หน้าจอแสดงสถานะบนตัวส่งสัญญาณ ดูระดับเสียงและแบตได้ทันที
- รองรับ 3.5mm, USB-C และ Lightning ครบในกล่อง
เหมาะกับใคร เหมาะสำหรับ Filmmaker, นักข่าว, ทีม Production ที่ต้องการความเสถียรและคุณภาพเสียงสูงสุดในทุกสถานการณ์ รวมถึง Content Creator ระดับโปร ที่ต้องการให้งานเสียงออกมาสมบูรณ์แบบตั้งแต่การถ่ายทำ
เปรียบเทียบ DJI Mic Mini / DJI Mic 2 / DJI Mic 3 เลือกรุ่นไหนดี?
| จุดเปรียบเทียบ | DJI Mic Mini | DJI Mic 2 | DJI Mic 3 |
|---|---|---|---|
| กลุ่มเป้าหมาย | มือใหม่ / Vlogger | YouTuber / Creator | โปร / Filmmaker |
| 32-bit Float | ไม่มี | มี | มี |
| Noise Cancelling | พื้นฐาน | ดี | ดีที่สุด |
| Intelligent Gain | ไม่มี | ไม่มี | มี |
| Built-in Memory | ไม่มี | 8GB | มี |
| ระยะส่งสัญญาณ | 250m | 250m | 250m |
| ความซับซ้อน | น้อย | ปานกลาง | สูง |
สรุปง่ายๆ คือ ถ้าเพิ่งเริ่มต้นเลือก DJI Mic Mini ถ้าต้องการ Backup เสียงและ Noise Cancelling ที่ดีในงบกลาง เลือก DJI Mic 2 และถ้าต้องการสิ่งที่ดีที่สุดโดยไม่มีข้อแม้ เลือก DJI Mic 3 ครับ
สนใจสั่งซื้อ DJI Mic คลิกเลย : DJI Mic Mini, DJI Mic 2 หรือ DJI Mic 3

