วงการสร้างคอนเทนต์และงานโปรดักชั่นต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ DJI Mic 3 ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานไมโครโฟนไร้สายแบบพรีเมียมไปอีกขั้น ด้วยการผสมผสานความกะทัดรัดของ Mic Mini เข้ากับฟังก์ชันและประสิทธิภาพระดับสูงของ Mic 2 อย่างลงตัว DJI Mic 3 จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงเล็กน้อย แต่เป็นการปฏิวัตินวัตกรรมไมโครโฟนไร้สายแบบพกพาอย่างแท้จริง มอบโซลูชันเสียงที่ทรงพลังแต่ยังคงความคล่องตัวสูงสำหรับครีเอเตอร์ทุกระดับ
สิ่งที่สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกสัมผัสคือการออกแบบตัวส่งสัญญาณ (TX) ใหม่หมดจด ตัวเครื่องมีขนาดเล็กลงและเบาลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรุ่น Mic 2 โดยมีน้ำหนักเพียง 16 กรัม เท่านั้น ซึ่งแทบจะใกล้เคียงกับ Mic Mini เลยทีเดียว ทำให้การสวมใส่บนเสื้อผ้าดูแนบเนียนและสบายยิ่งขึ้น การยึดติดทำได้ง่ายและยืดหยุ่นด้วยคลิปแบบถอดได้ที่สามารถหมุนปรับมุมไมโครโฟนได้ หรือจะใช้การยึดติดด้วยแม่เหล็กที่รวมอยู่ในชุดก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ตัวส่งสัญญาณของ DJI Mic 3 ยังมีการปรับปรุงการออกแบบให้สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์เสริมได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะขนแมวกันลม (Windscreens) ที่สามารถซื้อแยกได้ถึงห้าสี เพื่อให้เข้ากับเสื้อผ้าหรือสภาพแวดล้อมในการถ่ายทำได้อย่างลงตัว
การอัปเกรดประสิทธิภาพหลักของ DJI Mic 3 นั้นน่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง ระยะการส่งสัญญาณถูกขยายออกไปได้ไกลถึง 400 เมตร ในสภาพแวดล้อมที่เปิดโล่งและไม่มีสัญญาณรบกวน ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดจากรุ่น Mic 2 ที่ทำได้ 250 เมตร เท่านั้น มอบความมั่นใจให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายทำฉากระยะไกล หรือในพื้นที่ที่ซับซ้อนได้อย่างไม่มีปัญหา อีกทั้ง DJI Mic 3 ยังมีระบบต้านทานการรบกวนที่แข็งแกร่ง พร้อมด้วยการกระโดดความถี่อัตโนมัติระหว่างย่านความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz เพื่อรับประกันการส่งสัญญาณที่มั่นคงและชัดเจน
การออกแบบและระบบนิเวศที่ใช้งานง่าย
ความเหนือกว่าของ DJI Mic 3 ยังรวมไปถึงการจัดการพลังงานและอุปกรณ์เสริม กล่องชาร์จ (Charging Case) ถูกออกแบบใหม่ให้เป็นแบบ All-in-one ที่ชาญฉลาด สามารถบรรจุตัวส่งสัญญาณสองตัวและตัวรับสัญญาณหนึ่งตัวได้อย่างเป็นระเบียบ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกล่องชาร์จนี้ มีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับเก็บตัวส่งสัญญาณโดยไม่ต้องถอดขนแมวกันลมและคลิปแม่เหล็กออก ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาใหญ่ที่ผู้ใช้ Mic 2 ต้องเผชิญ ทำให้การจัดเก็บและการหยิบใช้เป็นไปอย่างรวดเร็วและสะดวกสบายสำหรับการถ่ายทำหลายฉาก
ด้านการเชื่อมต่อ DJI Mic 3 สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ในระบบนิเวศ DJI OsmoAudio™ ได้อย่างราบรื่น โดยสามารถเชื่อมต่อกับ DJI Osmo 360, DJI Osmo Action 5 Pro, DJI Osmo Action 4 หรือ DJI Osmo Pocket 3 ได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้ตัวรับสัญญาณ (RX) ซึ่งช่วยลดจำนวนอุปกรณ์ที่ต้องพกพาและทำให้ขั้นตอนการทำงานของครีเอเตอร์ง่ายขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ ตัวรับสัญญาณยังมีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ทั้งพอร์ต 3.5 มม. TRS ที่มีระบบล็อค, พอร์ตมอนิเตอร์ 3.5 มม. TRRS และพอร์ต USB-C และยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth ได้โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัยตัวรับสัญญาณ
ฟีเจอร์เสียงอัจฉริยะและการควบคุมระดับมืออาชีพ
DJI Mic 3 ได้นำเสนอฟีเจอร์เสียงอัจฉริยะที่เป็นครั้งแรกในซีรีส์ของ DJI เพื่อมอบความสามารถในการควบคุมและคุณภาพเสียงที่ไม่มีใครเทียบได้ เริ่มจาก Adaptive Gain Control สองโหมด ที่ช่วยให้ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมเสียงที่ซับซ้อนได้:
-
Automatic Mode: โหมดนี้จะช่วยระงับการเพิ่มของระดับเสียงกะทันหันและป้องกันเสียงแตก (Clipping) เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพแวดล้อมกลางแจ้งที่มีความดังของเสียงไม่แน่นอน เช่น การถ่ายทำรายการกีฬา
-
Dynamic Mode: โหมดนี้จะปรับอัตราขยายเสียง (Gain) โดยอัตโนมัติตามการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียง เพื่อรักษาความดังที่สม่ำเสมอ เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่เงียบสงบ เช่น สตูดิโอ
นอกจากนี้ DJI Mic 3 ยังเป็นไมโครโฟน DJI ตัวแรกที่มาพร้อมกับ Voice Tone Presets สามรูปแบบ ได้แก่ Regular, Rich และ Bright ฟีเจอร์นี้ช่วยปรับแต่งเสียงพูดให้มีความเป็นมืออาชีพได้ทันที เช่น การบูสต์ความถี่ต่ำเพื่อลดความขุ่นมัว หรือการเพิ่มความถี่สูงเพื่อเพิ่มความชัดเจน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสัมภาษณ์ที่มีผู้ร่วมรายการหลายคนที่มีลักษณะเสียงแตกต่างกัน
คุณภาพเสียงพื้นฐานของ DJI Mic 3 ได้รับการยกระดับขึ้นด้วยฟีเจอร์ Lossless Audio ซึ่งช่วยให้ตัวส่งสัญญาณสามารถส่งสัญญาณเสียงแบบไม่บีบอัด 48kHz 24-bit ไปยังตัวรับสัญญาณได้โดยตรง บันทึกทุกรายละเอียดเสียงด้วยความเที่ยงตรงสูง พร้อมทั้งมีระบบ Active Noise Cancelling สองระดับ เพื่อลดเสียงรบกวนรอบข้าง เช่น เสียงเครื่องปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อติดตั้งขนแมวกันลมแล้ว เสียงลมก็จะลดลงได้อีก
การบันทึกภายในและการทำงานร่วมกัน
DJI Mic 3 ให้ความสำคัญกับการบันทึกเเสียงและระบบรองรับการใช้งานพร้อมกันได้สูงสุด 4 ตัวส่งสัญญาณและ 8 ตัวรับสัญญาณ (ซึ่งสามารถซื้อเพิ่มเติมได้) ทำให้ง่ายต่อการบันทึกเสียงแบบกลุ่มใหญ่หรืองานถ่ายทำแบบหลายกล้อง นอกจากนี้ ตัวรับสัญญาณของ DJI Mic 3 ยังมาพร้อมกับโหมด Quadraphonic ซึ่งรองรับการส่งออกสัญญาณเสียงสี่แทร็กอิสระ (เมื่อเชื่อมต่อกับกล้อง Sony รุ่นที่รองรับ หรือซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์) ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแยกแทร็กและผสมเสียงได้อย่างยืดหยุ่นในขั้นตอนหลังการผลิต

สำหรับการบันทึกสำรองภายใน (Internal Recording) นั้น DJI Mic 3 ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยมีคุณสมบัติ Dual-File 32-bit Float Internal Recording และพื้นที่เก็บข้อมูล 32 GB การบันทึกแบบ Dual-File จะบันทึกทั้งแทร็กเสียงต้นฉบับและแทร็กที่ถูกปรับปรุงด้วยอัลกอริทึมแยกกัน ทำให้มีความยืดหยุ่นในการแก้ไขหลังการผลิตสูงสุด การบันทึกแบบ 32-bit Float ยังมอบช่วงไดนามิกที่กว้าง ทำให้สามารถบันทึกได้ทุกรายละเอียดตั้งแต่เสียงกระซิบไปจนถึงเสียงตะโกนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องระดับเสียง
Timecode และพลังงานสำหรับการสร้างสรรค์ตลอดวัน
หนึ่งในฟีเจอร์ระดับมืออาชีพที่สำคัญที่สุดที่ DJI Mic 3 นำมาคือความสามารถในการ Timecode ตัวส่งสัญญาณสามารถฝังข้อมูล Timecode เข้าไปในการบันทึกภายใน (Internal Recording) ซึ่งรับประกันความแม่นยำในการซิงโครไนซ์ที่สูงมาก โดย Timecode จะไม่คลาดเคลื่อนเกินกว่าหนึ่งเฟรมภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งทำให้การจัดเรียงฟุตเทจหลายกล้องในโปรแกรมตัดต่อทำได้โดยอัตโนมัติและไร้ที่ติ

ด้านพลังงาน DJI Mic 3 ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการสร้างสรรค์ตลอดวัน ตัวส่งสัญญาณสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุด 8 ชั่วโมง และตัวรับสัญญาณใช้งานได้สูงสุด 10 ชั่วโมง ส่วนกล่องชาร์จนั้นสามารถชาร์จเต็มได้ 2.4 รอบ ทำให้มีระยะเวลาใช้งานรวมยาวนานถึง 28 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ชาร์จเร็ว โดยการชาร์จเพียง ห้านาที ก็สามารถใช้งาน DJI Mic 3 ได้นานถึง 2 ชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 50 นาที ในการชาร์จเต็ม
DJI Mic 3 ยังมีคุณสมบัติประหยัดพลังงานอัจฉริยะเพื่อยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ เช่น โหมด Auto Power-Savings ที่จะทำให้ตัวส่งและตัวรับเข้าสู่โหมดพักเมื่อไม่ได้ใช้งาน และ Auto Power-Off ที่จะปิดเครื่องเมื่อไม่มีกิจกรรมเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม มีข้อควรทราบเล็กน้อยสำหรับผู้ใช้งานบางกลุ่ม คือ ตัวส่งสัญญาณของ DJI Mic 3 ไม่ได้ติดตั้งแจ็ค 3.5 มม. สำหรับไมโครโฟน Lavalier แบบดั้งเดิม ทำให้ผู้ใช้งานต้องใช้ไมโครโฟนในตัว TX เท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายกับ Mic Mini และเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ที่ต้องการซ่อนไมค์ให้แนบเนียนยิ่งขึ้นด้วยสาย Lavalier ภายนอก
โดยสรุปแล้ว DJI Mic 3 ได้นำสูตรสำเร็จของไมโครโฟนไร้สายมาพัฒนาต่อยอดจนสมบูรณ์แบบ ด้วยขนาดที่เล็กลง ฟีเจอร์ระดับโปรที่เพิ่มเข้ามา และความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้นในด้านการส่งสัญญาณและแบตเตอรี่ ทำให้ DJI Mic 3 เป็นตัวเลือกที่น่าลงทุนอย่างยิ่ง และตอกย้ำตำแหน่งผู้นำของ DJI ในตลาดอุปกรณ์สร้างสรรค์ได้อย่างชัดเจน แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกาผ่านช่องทางของ DJI แต่ครีเอเตอร์ทั่วโลกต่างรอคอยที่จะได้สัมผัสกับประสิทธิภาพระดับพรีเมียมของ DJI Mic 3 ตัวนี้


