DJI Osmo 360 vs Insta360 X5 – กล้อง 360 สมรภูมิที่ร้อนแรงในปี 2025

หลังจากรอกันมานาน ในที่สุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2025กล้องแอคชั่น DJI รุ่นล่าสุดก็เปิดตัว Osmo 360 กล้อง 360° รุ่นแรกของค่ายอย่างเป็นทางการ จุดขายชัดเจนคือ การถ่ายวิดีโอ 8K ที่ 50fps, ภาพนิ่งสูงสุด 120MP, พร้อมเซ็นเซอร์คู่แบบ 1” square CMOS ที่ออกแบบมาเพื่อการถ่าย 360° โดยเฉพาะ เรียกได้ว่าวงการ VR และครีเอเตอร์ต้องสะเทือนทันที

ฝั่ง กล้องแอคชั่น Insta360 ที่เป็นเจ้าตลาดมายาวนาน รุ่นล่าสุดได้แก่ Insta360 X5 ที่เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนเมษายน ได้สร้างฐานแฟนคลับในกลุ่ม Vlogger, นักเดินทาง และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้วยฟีเจอร์ที่ใช้งานง่าย เช่น

  • AI Editing แบบอัตโนมัติ

  • Invisible Selfie Stick

  • แอปที่ช่วยให้ จัดเฟรมหลังการถ่ายได้สะดวก

ปีนี้จึงถือว่าเป็น “ศึกกล้อง 360° ระดับ Flagship” อย่างแท้จริง แล้วถ้าเปรียบเทียบกันจุดต่อจุด ใครโดดเด่นเรื่องไหน? ลองดูตารางด้านล่างนี้ครับ:

สเปกเปรียบเทียบเบื้องต้น: DJI Osmo 360 vs Insta360 X5

รายการ DJI Osmo 360 Insta360 X5
วันเปิดตัว 31 ก.ค. 2025 เม.ย. 2025
เซ็นเซอร์ 1” square CMOS ×2 1/1.28” CMOS ×2
ขนาดพิกเซล 2.4μm (ใหญ่พิเศษ) ~1.3μm
วิดีโอสูงสุด 8K/50fps, 4K/120fps (10-bit ทุกโหมด) 8K/30fps, 5.7K/60fps (Active HDR, PureVideo AI)
ภาพนิ่ง สูงสุด 120MP สูงสุด 72MP
กันสั่น RockSteady 3.0 + HorizonSteady 360° FlowState + 360° Horizon Lock
หน้าจอ Touchscreen 2.0” 314×556px, 800 nits Touchscreen 2.51" แนวตั้ง
แบตเตอรี่ 100–190 นาที (+เสริมได้ 4.5 ชม. ด้วย Battery Rod) สูงสุด 208 นาที (5.7K24fps, Endurance Mode)
กันน้ำ 10 เมตร (IP68) โดยไม่ต้องใส่เคส 15 เมตร โดยไม่ต้องใส่เคส
ระบบเสียง 4 ไมค์รอบทิศ + รองรับ DJI Mic 2 ไมค์ + รองรับ Bluetooth Mic Air
โหมด Selfie/Vlog Selfie Mode 4K/60fps, Timelapse, Vortex Me Mode, AI Reframing, InstaFrame, Bullet Time
การตัดต่อ / แอป DJI Mimo + DJI Studio (เน้นโปรเฟสชันนัล) Insta360 App + Shot Lab + Insta360+ Cloud
อุปกรณ์เสริม / เมาท์ เมาท์มาตรฐาน, Battery Extension Rod, กันสั่นมือ Magnetic Mount, เลนส์ถอดเปลี่ยน, Dive Case, GPS

ขนาดเซ็นเซอร์ ความละเอียด และพลังในที่แสงน้อย

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อคุณภาพของภาพในกล้อง 360° ก็คือ ขนาดเซ็นเซอร์และพิกเซล เพราะเซ็นเซอร์ที่ใหญ่และรับแสงได้มาก จะให้ภาพที่คม ชัด รายละเอียดดี โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่แสงไม่เป็นใจ เช่น ตอนค่ำหรือในร่ม


DJI Osmo 360: เซ็นเซอร์ใหญ่เต็มกรอบ คุณภาพโปรระดับมือ

Osmo 360 มาพร้อมกับเซ็นเซอร์คู่ 1” square CMOS ×2 ซึ่งเทียบเท่ากับเซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้วในอัตราส่วน 4:3 ที่นิยมในกล้องระดับมืออาชีพ ขนาดนี้ถือว่า “ใหญ่ที่สุด” ในกล้อง 360° พกพา ณ ตอนนี้

เซ็นเซอร์ของ Osmo ยังมาพร้อม ขนาดพิกเซล 2.4μm ซึ่งใหญ่กว่าใครในตลาด ทำให้รับแสงได้มากขึ้น เก็บรายละเอียดในที่มืดได้ดีเยี่ยม ไม่ต้องพึ่งการเร่ง ISO จน noise บานปลาย

นอกจากนี้ Osmo ยังรองรับ 10-bit D-Log M และโหมด SuperNight ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้การถ่ายภาพกลางคืนดูใส เคลียร์ รายละเอียดไม่หลุด และยังเปิดโอกาสให้เกรดสีต่อได้แบบโปร


Insta360 X5: ก้าวกระโดดจากรุ่นก่อน แต่ยังไม่เท่า DJI

Insta360 X5 ใช้เซ็นเซอร์ขนาด 1/1.28 นิ้ว ×2 ซึ่งถือว่าใหญ่ขึ้นมากจากรุ่น X3 ทำให้ภาพที่ได้ในสภาพแสงทั่วไปดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเวลาถ่ายกลางวันหรือในร่มที่มีแสงเพียงพอ

แต่เมื่อเจอสถานการณ์แสงน้อยจริง ๆ ข้อจำกัดก็เริ่มปรากฏ เนื่องจากพิกเซลของ X5 มีขนาดประมาณ 1.3μm ซึ่งเล็กกว่า Osmo ถึงเกือบครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้ต้องพึ่งพา ซอฟต์แวร์ช่วยประมวลผล มากขึ้น

Insta360 พัฒนาโหมด PureVideo AI ขึ้นมาเพื่อชดเชยจุดนี้ โดยใช้เทคนิคลด noise และขยาย dynamic range ด้วย AI ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ “ดูดีจบหลังกล้อง” แต่จะมีขอบเขตน้อยกว่าสำหรับผู้ที่ต้องการนำฟุตเทจไปเกรดสีเพิ่มเติมแบบละเอียด


ความละเอียดภาพนิ่ง: 120MP vs 72MP

  • DJI Osmo 360 สามารถถ่ายภาพ 360° ความละเอียดสูงสุดถึง 120 ล้านพิกเซล หรือประมาณ 16K ซึ่งเหมาะกับการนำไปครอป ซูม หรือใช้ในงานที่ต้องการรายละเอียดสูง

  • Insta360 X5 ให้ภาพนิ่งที่ 72 ล้านพิกเซล เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป การแชร์บนโซเชียล หรือพิมพ์ออกมาขนาดใหญ่พอสมควร

ระบบกันสั่น – ไม่สั่น ไม่เวียนหัว ถ่ายแล้วใช้ได้เลย

กล้องจะดีแค่ไหน ถ้าวิดีโอออกมา “สั่น” คนดูก็ปวดหัวอยู่ดี
ยิ่งกล้อง 360 ที่อาจต้องติดบนหมวก, ขี่จักรยาน, หรือถ่าย handheld การกันสั่นคือเรื่อง ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด

ทั้ง DJI และ Insta360 ก็รู้เรื่องนี้ดี และต่างก็ใส่เทคโนโลยีระดับท็อปเข้ามา


DJI: RockSteady 3.0 + HorizonSteady 360°

ในฝั่ง DJI Osmo 360 ระบบ กันสั่น dji คือ RockSteady 3.0 ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุดจากสาย Action Cam ของ DJI ที่ผ่านการใช้งานจริงมาแล้วหลายรุ่น และพัฒนาให้ลดการสั่นของกล้องได้แม่นยำยิ่งขึ้นแม้ในจังหวะเคลื่อนไหวหนัก ๆ

แต่ที่น่าประทับใจกว่านั้นคือ HorizonSteady 360°
ระบบนี้สามารถ "รักษาแนวระนาบของเส้นขอบฟ้า" ได้ไม่ว่ากล้องจะหมุนมากแค่ไหน หมุนรอบตัว กลิ้งจากพื้น ล้ม หรือกลับหัว — เส้นขอบฟ้าก็ยังคงแนวนิ่งไม่เอียง ทำให้ดูสบายตา
เหมาะมากสำหรับคนที่ใช้ selfie stick, ติดกล้องกับรถ, หรือถ่ายกิจกรรมที่เคลื่อนไหวรอบทิศ


Insta360: FlowState Stabilization + Horizon Lock

ฝั่ง Insta360 ก็มีไม้เด็ดเป็น FlowState Stabilization ซึ่งเป็นระบบกันสั่นด้วยอัลกอริธึมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทำงานได้ดีมากเมื่อใช้กับวิดีโอ 360°
มันช่วยให้ภาพ “นิ่งเหมือนลอยอยู่ในอากาศ” แม้กล้องจะสั่นในมือ

นอกจากนี้ X5 ยังมาพร้อม Horizon Lock ที่ช่วยให้วิดีโอไม่เอียงแม้กล้องจะเคลื่อนไหวรุนแรง คล้าย ๆ กับ HorizonSteady ของ DJI

ฟีเจอร์สร้างสรรค์ & การควบคุมกล้อง – ถ่ายได้มากกว่าแค่ 360°

ในยุคที่กล้อง 360° ไม่ได้จำกัดแค่การหมุนรอบตัวอีกต่อไป ความสามารถในการสร้างสรรค์ภาพเคลื่อนไหวแบบแปลกใหม่ กลายเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ทุกค่ายต้องแข่งกันพัฒนาให้เด่นกว่าใคร ทั้ง DJI และ Insta360 ต่างก็ยกชุดลูกเล่นมาเต็ม เพื่อเปลี่ยนกล้อง 360 ให้เป็นเครื่องมือเล่าเรื่องอัจฉริยะ ที่ให้ผลงาน “เกินกว่าที่มือถือหรือกล้องธรรมดาจะทำได้”


ฟีเจอร์สร้างสรรค์: โหมดถ่ายพิเศษ & เอฟเฟกต์อัตโนมัติ

DJI Osmo 360 – คิด จับ ถ่าย แล้วแชร์ได้เลย

DJI ออกแบบ Osmo 360 โดยเน้นให้ “กล้องทำทุกอย่างได้ในตัว” ลดการพึ่งพาแอปและมือถือให้น้อยที่สุด พร้อมใส่ฟีเจอร์ในระดับที่ใช้งานจริงได้ทันที เช่น:

  • Vortex Mode: ถ่ายวิดีโอหมุนรอบแกนแบบโลกลอยหมุน ให้เอฟเฟกต์เคลื่อนไหวเหนือจริงโดยไม่ต้องใช้กิมบอล

  • Hyperlapse / Timelapse: เก็บช่วงเวลายาว ๆ แล้วเร่งให้เร็วขึ้นอย่างนุ่มนวล ช่วยเล่าเรื่องราวในสไตล์ภาพยนตร์

  • Selfie Mode + Invisible Stick: ถ่ายตัวเองจากมุมสูงหรือระยะห่างโดยที่ไม้เซลฟี่ถูกลบออกจากเฟรมอัตโนมัติ

  • Quick View: ดูและเลือกช็อตจากคลิปที่ถ่ายได้ทันทีบนหน้าจอกล้อง โดยไม่ต้องพึ่งแอป

  • 10-bit D-Log M: บันทึกวิดีโอแบบ Flat Profile สำหรับการเกรดสีภายหลังอย่างยืดหยุ่น

ทั้งหมดนี้อยู่ภายในตัวกล้อง ไม่จำเป็นต้องเชื่อมมือถือหรือรอประมวลผลหลังถ่าย


Insta360 X5 – ระบบอัตโนมัติผ่านแอปที่ชาญฉลาด

Insta360 พัฒนา X5 โดยเน้นด้านซอฟต์แวร์และระบบ AI ที่ช่วยจัดการขั้นตอนหลังการถ่ายได้อย่างรวดเร็วและสร้างสรรค์:

  • AI Reframing: ถ่าย 360° ไว้ก่อน แล้วค่อยเลือกมุมหรือปล่อยให้ AI สร้างช็อตให้อัตโนมัติ รองรับ export ในแนวตั้ง/นอน/9:16

  • Shot Lab: คลังเทมเพลตวิดีโอสำเร็จรูป เช่น Clone Trail, Sky Swap, Time Flip — ใส่คลิปแล้วรอรับคลิปสุดเจ๋ง

  • DeepTrack 3.0: ระบบติดตามวัตถุด้วย AI ที่ให้กล้องหมุนมุมตามคนหรือสิ่งของที่เลือกไว้แบบอัตโนมัติ

  • Me Mode 4K: ถ่ายตัวเองจากระยะไกลแบบ Ultra-Wide โดยลบไม้เซลฟี่อัตโนมัติ ไม่ต้อง render แบบ 360°

  • Active HDR 5.7K60fps: เพิ่ม dynamic range ขณะถ่ายแอคชันเคลื่อนไหวโดยไม่เสียความคม

ระบบทั้งหมดนี้ต้องอาศัยแอป Insta360 เป็นตัวประมวลผลหลัก ซึ่งใช้งานง่าย และออกแบบมาให้เข้าถึงได้รวดเร็ว

การควบคุมกล้อง: มือเดียวก็อยู่?

หน้าจอ: แนวนอน vs แนวตั้ง

Osmo 360 ใช้จอสัมผัสขนาด 2.0” แบบแนวนอน ซึ่งหลายคนจะคุ้นเคย เพราะเหมือนใช้งานกล้องทั่วไปหรือสมาร์ทโฟนแนวนอน มองภาพง่าย โดยเฉพาะเวลาถือถ่ายแนว Landscape หรือวางบนขาตั้ง

ส่วน Insta360 X5 มาพร้อมจอแนวตั้งขนาด 2.51” ที่ยาวกว่า เหมาะกับคนที่ถือกล้องมือเดียวในแนวตั้งบ่อย ๆ เช่น สาย TikTok หรือ Reels UI ของแอป Insta360 ก็ออกแบบมารับกับจอแนวนี้พอดี

 

แบตเตอรี่และความต่อเนื่องในการใช้งาน – ถ่ายได้นานแค่ไหน?

เรื่องแบตเตอรี่อาจจะดูธรรมดา แต่กับกล้อง 360° ที่กินพลังงานมหาศาลเพราะต้องบันทึกจากสองเลนส์พร้อมกัน + ประมวลผลในตัว กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่มาก
โดยเฉพาะคนที่ต้องถ่ายงานยาว ๆ กลางแจ้ง หรือ vlog แบบ one-take แบบไม่มีโอกาส pause


DJI Osmo 360 – ถ่ายนานได้จริง พร้อมเสริมพลังได้อีก

 

Osmo 360 มากับแบตเตอรี่ภายในขนาด 1950 mAh ซึ่งสามารถถ่ายได้ประมาณ:

  • 100 นาที ในโหมด 8K/30fps

  • สูงสุด 190 นาที ในโหมด 6K/24fps ที่ประหยัดพลังงาน

จุดเด่นพิเศษคือ ใช้แบตรุ่นเดียวกับ DJI Action 5 — ซึ่งเป็นระบบที่มีอยู่แล้วใน ecosystem ของ กล้อง dji ทำให้ผู้ใช้ที่มี Action 5 อยู่แล้วสามารถใช้แบตร่วมกันได้ทันที ไม่ต้องซื้อใหม่ทุกชิ้น ประหยัดและคล่องตัวมากขึ้น

ที่สำคัญที่สุดคือ รองรับ Battery Extension Rod ซึ่งทำหน้าที่ทั้งไม้เซลฟี่และ Power Bank ในตัว เชื่อมต่อกับกล้องด้วยระบบแม่เหล็กเฉพาะของ DJI เพียงเสียบเข้าก็สามารถยืดเวลาใช้งานได้สูงสุดถึง 4.5 ชั่วโมง แม้จะถ่ายที่ 8K ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องถอดแบตหรือพักกล้อง

และด้วยระบบระบายความร้อนที่ออกแบบมาดีมาก แม้จะถ่ายกลางแดดหรือใช้งานยาว ๆ ตัวกล้องก็ยังทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่หยุดเองเพราะร้อนจัด — เหมาะอย่างยิ่งกับมืออาชีพที่ต้องการความเสถียรแบบไม่มีสะดุด


Insta360 X5 – แบตใหญ่ก็จริง แต่ต้องระวังความร้อน

X5 ให้แบตเตอรี่มาใหญ่ถึง 2400 mAh ซึ่งมากกว่าของ DJI แต่ความจุที่มากขึ้นก็มาพร้อมความร้อนสะสมที่มากกว่าเช่นกัน
ในการใช้งานทั่วไป:

  • ถ่าย 5.7K หรือ 8K ได้ประมาณ ~180–185 นาที ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการใช้แอป

อย่างไรก็ตาม มีผู้ใช้งานหลายคนเจอปัญหา กล้องร้อนจนหยุดบันทึกชั่วคราว หากถ่ายกลางแดด หรือถ่ายต่อเนื่องยาว ๆ
แม้จะใส่เคส หรือเปิดโหมดประหยัดพลังงาน ก็ยังต้องพักกล้องเป็นระยะหากต้องการความเสถียรสูง

ข้อดีคือ X5 สามารถถอดเปลี่ยนแบตได้ง่าย มีแบตเสริมขายทั่วไป และใช้ Power Bank ภายนอกชาร์จผ่าน USB-C ได้ทันที

ความทนทาน, กันน้ำ, และใช้งาน Outdoor – กล้องไหนไปลุยได้จริง?

กล้องที่ดีไม่ใช่แค่ถ่ายชัด แต่ต้อง “ถึก” ด้วย โดยเฉพาะคนที่ใช้กล้อง 360° ถ่ายกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น
เดินเขา, ดำน้ำ, ปีนผา, หรือขี่จักรยานท่ามกลางฝุ่นและแดดจัด
เราจะพาไปดูว่า Osmo 360 กับ Insta360 X5 ตัวไหนเหมาะกับ “ภาคสนาม” มากกว่ากัน


DJI Osmo 360 – มาตรฐาน IP68 พร้อมลุยหนาวจัด

DJI ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน และใน Osmo 360 ก็ยังคงมาตรฐานนี้เอาไว้

  • ตัวกล้องรองรับระดับ IP68 กันน้ำ กันฝุ่น กันทราย ได้แบบมั่นใจ

  • ดำน้ำลึก 10 เมตร ได้โดยไม่ต้องใส่เคส (แค่ต้องปิดฝาพอร์ตและฝาแบตให้สนิทก่อนใช้งาน)

  • ทนอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง -20°C เหมาะกับการใช้งานในที่หนาวจัด เช่น ถ่ายสกี หิมะ หรือทริปต่างประเทศที่เจออากาศเย็นสุดขั้ว

วัสดุบอดี้เป็นแบบเรียบไร้รอยต่อ แข็งแรง พกง่าย และไม่ต้องกลัวฝุ่นหรือฝนกระเซ็น


Insta360 X5 – ดำน้ำลึกกว่า เคสไม่ต้อง

ฝั่ง X5 ก็จัดว่าทนไม่แพ้กัน และยังมี “แต้มต่อ” ที่น่าสนใจคือ

  • กันน้ำได้ถึง 15 เมตร โดยไม่ต้องใส่เคสเสริม เหมาะกับสายดำน้ำ, เล่นน้ำทะเล, พายเรือ

  • ตัวบอดี้แข็งแรง แต่จะมีช่องและรอยต่อมากกว่า Osmo เล็กน้อย

  • ยังไม่มีมาตรฐาน IP ระบุแบบชัดเจนเท่า DJI แต่จากการใช้งานจริงก็ถือว่า “อึดใช้ได้”

ข้อควรระวังคือ เมื่อใช้งานในสถานการณ์ extreme เช่น อุณหภูมิเย็นจัด หรือ อากาศแห้งมาก ๆ จะต้องระวังอุปกรณ์อื่น เช่น แบตเสริม หรือไมโครโฟน ที่อาจไม่ทนเท่า DJI ecosystem

อุปกรณ์เสริมและระบบ Ecosystem – เชื่อมต่ออะไรได้บ้าง?

กล้อง 360° ที่ดีไม่ใช่แค่ตัวกล้องอย่างเดียว แต่อุปกรณ์เสริมรอบตัวก็สำคัญมาก เพราะมันสามารถเปลี่ยน “กล้องตัวเดียว” ให้ทำงานได้หลากหลายกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายในสภาพแวดล้อมแปลก ๆ การบันทึกเสียงคุณภาพสูง หรือการใช้งานที่ต่อเนื่องยาวนาน

DJI และ Insta360 ต่างก็สร้าง “Ecosystem” ของตัวเองขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้สามารถต่อยอดกล้องให้เข้ากับสไตล์งานของตัวเองได้ง่ายที่สุด


DJI Osmo 360 – เชื่อมง่าย ยึดแน่น ใช้อุปกรณ์ร่วมกับรุ่นอื่นได้

DJI เด่นเรื่อง Ecosystem ที่ "ครบและต่อเนื่อง" โดยเฉพาะถ้าใครเคยใช้กล้องในตระกูล Osmo หรือ Action มาก่อน จะรู้ว่าของเสริมหลายอย่าง ใช้ร่วมกันได้หมด และใน Osmo 360 ก็ยังคงแนวคิดนี้ไว้:

  • DJI Quick Release Ecosystem:
    จุดเด่นที่สุดคือ ระบบแม่เหล็ก Quick Release ที่ให้คุณ “ถอด-ใส่อุปกรณ์ได้ทันที” โดยไม่ต้องไขน็อตหรือเสียเวลาเปลี่ยนเมาท์ ตัวกล้องรองรับเมาท์เดียวกับ Action 4 / Action 5 ทำให้ใช้ไม้เซลฟี่, เมาท์จักรยาน, หรือที่หนีบกับหมวกกันน็อกเดิมได้เลย ใช้แท่นและไม้จากกล้อง DJI รุ่นก่อน ๆ ได้ทันที

  • Battery Extension Rod (ไม้เซลฟี่ + Power Bank):
    ไม่ใช่แค่ยืดกล้องได้ไกลขึ้น แต่ยังเสริมแบตได้แบบต่อเนื่อง — เหมาะมากสำหรับ vlog, timelapse, หรือ live แบบยาว ๆ

  • DJI Mic Integration:
    กล้องรองรับการเชื่อมต่อกับ DJI Mic ได้โดยตรง ทำให้ได้เสียงคุณภาพระดับโปรโดยไม่ต้องพึ่งอะแดปเตอร์ หรือระบบเสียงภายนอกอื่น ๆ

  • Dive Case และ ND Filters:
    DJI ออกเคสกันน้ำเสริมสำหรับการดำน้ำลึกกว่า 10 เมตร และมี ND Filter สำหรับควบคุมแสงให้ภาพออกมาเนียนในกลางวันจ้า

  • รองรับเมาท์มาตรฐาน (1/4”):
    ต่อกับอุปกรณ์ universal อื่น ๆ ได้ทันที เช่น ขาตั้งกล้อง, gimbal, หรืออะแดปเตอร์ GoPro

โดยรวมแล้ว DJI สร้างกล้องให้ “พร้อมถ่ายจริง” ได้ตั้งแต่เปิดกล่อง และ อุปกรณ์เสริมที่ใช้ได้ร่วมกันข้ามรุ่น ถือเป็นจุดแข็งที่ไม่ควรมองข้าม


Insta360 X5 – เลนส์ถอดเปลี่ยนได้ แต่ต้องซื้อแยกหลายอย่าง

ฝั่ง Insta360 เน้นความยืดหยุ่นและ modular design โดยเฉพาะการ “ถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนได้” ซึ่งเหมาะกับสายคัสตอมที่อยากปรับกล้องให้เข้ากับงานแต่ละแบบ

  • เลนส์ถอดเปลี่ยนได้:
    ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนเลนส์ที่มาพร้อมกับ X5 เป็นเลนส์เสริมได้ (เช่น เลนส์กันน้ำหรือเลนส์พิเศษสำหรับ VR) ซึ่งเหมาะกับงานเฉพาะทาง แต่แน่นอนว่าต้องซื้อเพิ่ม

  • GPS Preview Module:
    เสริม GPS เพื่อลงข้อมูลพิกัดในวิดีโอ พร้อมหน้าจอ preview เพิ่มเติม — เน้นสายเดินทางหรือกีฬา extreme

  • Insta360 Dive Case (15–50m):
    เคสกันน้ำสำหรับการดำน้ำลึกระดับมืออาชีพ

  • Invisible Selfie Stick (มีหลายแบบ):
    จุดแข็งของ Insta360 คือการทำไม้ที่ถูกลบออกจากภาพอัตโนมัติ ซึ่งเหมาะมากกับการถ่าย POV หรือมุมกล้องลอย

  • Bullet Time Cord & Handle:
    ชุดถ่ายแบบหมุนกล้องรอบตัวเพื่อให้ได้เอฟเฟกต์ bullet time สุดเท่

แต่ระบบของ Insta360 อาจจะต้องซื้อแยกเยอะกว่า และยังมีอุปกรณ์บางชิ้นที่ “เฉพาะรุ่น” ใช้ข้ามรุ่นไม่ได้แบบ DJI