ในปี 2025 นี้ โลกของการไลฟ์สดไม่ใช่แค่เรื่องของเกมเมอร์หรือคนดังอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือหลักของทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ครูติวเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และแม้แต่เจ้าของกิจการท้องถิ่นที่อยากสื่อสารกับลูกค้าแบบเรียลไทม์ การไลฟ์สดจึงไม่ได้เป็นแค่ “กิจกรรม” แต่กลายเป็น “ช่องทางการทำงาน” ที่เข้าถึงง่าย ใช้งานคล่อง และต่อยอดได้อีกมาก
ไม่ว่าจะขายเสื้อผ้าออนไลน์จากในห้องนอน แชร์วิธีแต่งหน้ากลางห้องครัว หรือถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตเล็ก ๆ จากร้านคาเฟ่ สิ่งที่ทุกคนต้องมีคือ อุปกรณ์ไลฟ์ที่ดี เช่น กล้องที่ภาพชัด เสียงไม่แตก อินเทอร์เน็ตที่นิ่ง และ “โปรแกรมไลฟ์สด” ที่ทำให้ทุกอย่างดูโปรขึ้นมาได้ง่าย ๆ
โชคดีที่วันนี้ คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะหรือเรียนรู้อะไรซับซ้อนมากมายอีกต่อไป โปรแกรมไลฟ์สดที่มีให้ใช้งานในปี 2025 นั้นมีหลากหลาย ตั้งแต่แบบฟรี ใช้งานง่ายบนมือถือ จนถึงเวอร์ชันมืออาชีพที่จัดรายการได้เหมือนสตูดิโอทีวี และไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ หรือสตรีมเมอร์ตัวจริงก็สามารถเลือกโปรแกรมที่เหมาะกับตัวเองได้
ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับโปรแกรมไลฟ์สดยอดนิยมที่สุดในตอนนี้ พร้อมเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย จุดเด่นของแต่ละตัว รวมถึงเทคนิคการเลือกโปรแกรมให้เหมาะกับสไตล์ของคุณ ไม่ว่าจะเพื่อขายของ ไลฟ์พูดคุย หรือสร้างคอนเทนต์วิดีโอคุณภาพแบบมือโปรก็ทำได้ครบจบในที่เดียวครับ!


วางแผนก่อน! ไลฟ์แบบไหนที่ใช่คุณ? (เล่นใหญ่เบอร์ไหน)
ในปี 2025 นี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มขายของ หรือสตรีมเมอร์ที่อยากยกระดับคอนเทนต์ การวางแผน “ขนาดของการไลฟ์” จะช่วยให้คุณเลือกอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ได้อย่างคุ้มค่า พร้อมต่อยอดได้ในอนาคต ลองดูว่าคุณอยู่ระดับไหน และกำลังจะไปต่อที่จุดไหนครับ:
1. เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยมือถือเครื่องเดียว
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มไลฟ์ อุปกรณ์ในมือก็เพียงพอแล้ว! ใช้กล้องจากสมาร์ตโฟนถ่ายผ่านแอปที่มีอยู่ เช่น Facebook Live, TikTok Live, IG Live — เหมาะสำหรับการรีวิวสินค้าแบบเรียลไทม์ ไลฟ์พูดคุย หรือขายของที่ไม่ต้องเตรียมอะไรเยอะ แค่มีอินเทอร์เน็ตและแสงธรรมชาติดี ๆ ก็เริ่มได้ทันที
2. เริ่มจัดแสง จัดฉากให้ดูดีขึ้น
อยากให้ภาพดู “มืออาชีพขึ้น” โดยไม่ต้องเปลี่ยนกล้อง? แค่แสงดี ก็ช่วยได้มาก:
-
Ring Light: ไฟวงกลมยอดฮิต สำหรับการไลฟ์พูดคนเดียว หน้าใสทันตา
-
LED Panel: ควบคุมอุณหภูมิสีได้ เหมาะกับสภาพแสงในห้องที่หลากหลาย
-
Softbox Light: ให้แสงนุ่มแบบสตูดิโอ เหมาะสำหรับเซ็ตถ่ายขนาดกลางขึ้นไป
-
ฉากหลัง: ผ้าม่านสีเรียบ, Backdrop, หรือแม้แต่ฉาก Virtual ผ่านโปรแกรม ก็ทำให้ไลฟ์ดู “สะอาด” และน่าติดตามยิ่งขึ้น
3. เสียงชัด คือหัวใจของไลฟ์
ต่อให้ภาพสวยแค่ไหน ถ้าเสียงเบา แตก หรือมีเสียงรบกวน คนดูก็พร้อมปิดไลฟ์ในไม่กี่วินาที
-
ไมค์ USB: เช่น Blue Yeti, Elgato Wave, Shure MV7+ – ใช้ง่าย เหมาะกับงานเดี่ยว
-
ไมค์ไร้สาย: เช่น dji mic 2, Rode Wireless GO II – เคลื่อนไหวอิสระ เหมาะกับไลฟ์ขายของ
-
ไมค์ Lavalier: ไมค์ติดปกเสื้อ แนบเนียน ถ่าย Vlog หรือสัมภาษณ์ได้สบาย
อย่าลืมตรวจสภาพห้อง: ถ้าเสียงก้อง ให้ใช้วัสดุกันเสียง เช่น ผ้าม่านหนา โฟมซับเสียง ก็ช่วยได้มาก
4. ขยับมาใช้กล้องแยก + เริ่มใช้ซอฟต์แวร์จริงจัง
หากต้องการภาพระดับมืออาชีพ และจัดการไลฟ์ได้ยืดหยุ่นมากขึ้น
-
กล้องที่แนะนำ (2025):
-
Canon EOS R50 V – ขนาดเล็ก 4K 60p
-
Sony ZV-E10 II – กล้อง Vlog รุ่นอัปเดต
-
Panasonic GH5 II – สำหรับงานโปรดักชัน
-
-
Capture Card:
-
Elgato Cam Link 4K – เชื่อมกล้องเข้าคอมได้ทันที
-
AVerMedia Live Gamer Mini – ราคาคุ้มค่า คุณภาพดี
-
เมื่อกล้องเชื่อมต่อผ่าน Capture Card แล้ว ก็สามารถใช้ร่วมกับโปรแกรม OBS Studio, Streamlabs หรือ vMix เพื่อจัดไลฟ์ได้อย่างมือโปร
5. เมื่ออุปกรณ์พร้อม ซอฟต์แวร์ที่ดีก็ช่วยให้ไลฟ์ “โปร” ยิ่งขึ้น
ซอฟต์แวร์ไลฟ์สดสมัยใหม่ ไม่ได้แค่ “ส่งภาพขึ้นจอ” แต่สามารถจัดการทุกองค์ประกอบของไลฟ์ได้แบบเรียลไทม์ ตั้งแต่ใส่กราฟิก, โลโก้, คอมเมนต์ ไปจนถึงจัดเลย์เอาท์หลายหน้าจอ ในหัวข้อถัดไป เราจะพาคุณไปรู้จักโปรแกรมไลฟ์สดยอดนิยม 2025 ทีละตัว ทั้งแบบฟรีและแบบมืออาชีพ พร้อมฟีเจอร์เด่นของแต่ละโปรแกรม เพื่อช่วยคุณเลือกสิ่งที่เหมาะกับสไตล์ของคุณที่สุดครับ!
ซอฟต์แวร์ Live Streaming ที่ควรรู้จักในปี 2025 – ใช้งานง่าย ครอบคลุมทุกสไตล์การไลฟ์


1. OBS Studio – ตัวแม่ของวงการไลฟ์สายโปร (ฟรี)
หากคุณอยากเริ่มต้นไลฟ์อย่างจริงจัง OBS Studio คือโปรแกรมที่หลายคนยกให้เป็น “มาตรฐานของสายโปร” เพราะมันฟรี ใช้งานได้ทั้งบน Windows, macOS, Linux และแม้แต่ BSD ด้วยซ้ำ! ความเจ๋งของ OBS คือคุณสามารถจัดการฉาก (Scenes) ได้ตามใจ — จะสลับมุมกล้อง, ซ้อนภาพ, ใส่เสียง, ใส่โลโก้ หรือทำหน้าจอซ้อน ๆ แบบรายการทีวีก็ยังได้
ฟีเจอร์เด่นของ OBS คือ:
-
รองรับ Chroma Key (Green Screen) สำหรับคนอยากลบฉากหลัง
-
ใส่ widgets เช่น คอมเมนต์, alert จาก Twitch/Facebook ได้
-
จัดวาง layout เองได้หมด – อยากใส่ overlay, ปรับเสียง, จัดคิวกล้อง ก็ตามใจเลย
แต่เพราะความยืดหยุ่นสูง ก็ต้องแลกมากับ “ความซับซ้อน” เช่นกัน มือใหม่อาจต้องดู tutorial หรือฝึกตั้งค่าหลายรอบกว่าจะคล่อง แต่ถ้าคุณจับทางได้เมื่อไหร่ รับรองว่าโปรแกรมนี้จะกลายเป็นคู่ใจในการไลฟ์ทุกแพลตฟอร์มเลยครับ


2. Streamlabs Desktop (เดิมชื่อ Streamlabs OBS) – ตัวเลือกสุดฮิตของมือใหม่
ถ้า OBS Studio ฟังดูเท่แต่ “ยังไม่กล้าลอง” Streamlabs Desktop อาจเหมาะกับคุณมากกว่า เพราะมันคือ OBS เวอร์ชันที่ “แต่งมาแล้ว” ให้ใช้ง่ายขึ้น เหมาะกับมือใหม่ที่อยากเริ่มไลฟ์แบบจริงจัง แต่ไม่อยากเสียเวลาจัดหน้าจอหรือ config เองทุกอย่าง
ข้อดีคือ:
-
มี ธีมสวย ๆ ให้เลือกใช้ฟรี จะเป็นแนวเกมเมอร์ สอนหนังสือ ขายของ ก็มีหมด
-
มี widgets ในตัว สำหรับ alert การบริจาค, คอมเมนต์, แชท
-
เหมาะมากสำหรับคนที่ไลฟ์บน Twitch หรือ YouTube เพราะ sync กับบัญชีได้เลย
ข้อสังเกตเล็กน้อยคือ โปรแกรมนี้กินทรัพยากรเครื่องพอสมควร ถ้าคอมคุณไม่แรง อาจมีอาการกระตุกบ้าง และใช้งานได้เฉพาะบน Windows เท่านั้นนะครับ


3. StreamYard – ไลฟ์ง่าย ไม่ต้องติดตั้ง ใช้ได้ทุกระบบ
สำหรับคนที่ไม่อยากติดตั้งโปรแกรมให้วุ่นวาย หรืออยากไลฟ์จากคอมเครื่องไหนก็ได้ StreamYard คือคำตอบที่ดีมาก! เพราะมันเป็น เว็บแอป เปิดใช้ผ่านเบราว์เซอร์ได้เลย ทั้งบน Windows, Mac หรือแม้แต่ Chromebook ก็ไม่มีปัญหา
ฟีเจอร์ที่หลายคนชอบคือ:
-
เชิญแขกร่วมไลฟ์ง่ายมาก แค่ส่งลิงก์ให้ก็เข้าร่วมได้ทันที
-
รองรับ Multistream ไลฟ์ไปพร้อมกันทั้ง YouTube, Facebook, LinkedIn
-
ใส่ โลโก้, ชื่อพูด, Background เบื้องต้นได้แบบไม่ต้องโหลดเพิ่ม
เหมาะกับสายสัมภาษณ์, รายการพูดคุย, ไลฟ์ข่าว หรือคนที่ไม่อยากวุ่นวายกับการตั้งค่ามาก แต่ถ้าอยากได้ลูกเล่นขั้นสูงขึ้น เช่น overlay เท่ ๆ หรือควบคุมกล้องหลายตัว อาจต้องอัปเกรดเป็นแพ็กเกจเสียเงินครับ


4. Restream Studio – สายไลฟ์หลายช่องต้องรู้จัก
Restream Studio คือโปรแกรมที่ออกแบบมาสำหรับ “ไลฟ์หลายที่พร้อมกัน” ใครที่อยากไลฟ์ไป YouTube, Facebook, LinkedIn, Twitch พร้อมกันแบบไม่ต้องเปิดหลายหน้าต่างให้ปวดหัว นี่คือตัวช่วยที่คุณตามหาเลยครับ
จุดเด่นที่คนชอบมากคือ:
-
ไม่ต้องติดตั้ง ใช้งานผ่านเบราว์เซอร์ได้เลย
-
เชิญแขกร่วมไลฟ์ได้สูงสุด 6 คน (ในเวอร์ชันฟรี!)
-
สามารถใส่ overlay, logo, ชื่อผู้พูด, พื้นหลัง ได้อย่างง่ายดาย
-
มี analytics ติดตามคนดูแต่ละแพลตฟอร์มแบบเรียลไทม์
ข้อจำกัดคือ ถ้าใช้เวอร์ชันฟรีจะมีข้อจำกัดเรื่อง เวลาบันทึก (สูงสุด 10 ชม. ต่อไลฟ์) และจำนวนผู้ร่วมหน้าจอ รวมถึงฟีเจอร์กราฟิกบางอย่างอาจต้องอัปเกรดครับ


5. Ecamm Live – เพื่อชาว Mac โดยเฉพาะ
ถ้าคุณเป็นสาย Apple และอยากได้โปรแกรมที่ใช้ง่าย “ลื่นไหลแบบ macOS แท้ ๆ” Ecamm Live คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการคุณภาพระดับมือโปร
ฟีเจอร์ที่โดดเด่น:
-
อินเตอร์เฟซใช้งานง่ายแบบ Mac จ๋า
-
เชิญแขกมาร่วมไลฟ์ได้สะดวก
-
รองรับ Multistream, กราฟิก, วิดีโอ insert
-
ใช้ร่วมกับกล้อง, ไมค์ และ iPhone ได้อย่างลื่นไหล
-
รองรับโปรแกรมเสริม เช่น Skype call-in และ Zoom feed
ข้อเสียที่ต้องพิจารณาคือ ใช้ได้เฉพาะบน macOS เท่านั้น และมีค่าบริการรายเดือนที่สูงกว่าบางตัวในท้องตลาด


6. vMix – ระบบสตูดิโอเต็มรูปแบบบน Windows
ถ้าคุณทำงานโปรดักชันจริงจัง เช่น รายการไลฟ์ขายสินค้า รายการทีวีออนไลน์ หรืออบรมสัมมนาระดับองค์กร vMix คือซอฟต์แวร์ที่ “จัดหนักจัดเต็ม” ที่สุดในลิสต์นี้
จุดเด่นหลัก:
-
รองรับความละเอียดสูงถึง 4K และระบบ multicam
-
ใช้ Chroma Key ได้เนียน (สำหรับ Green Screen)
-
สลับกล้อง, แชร์สไลด์, สตรีมหลายช่องทางพร้อมกัน
-
มีเวอร์ชันทดลองให้ใช้งานก่อนตัดสินใจ
-
ใช้ระบบ Multi-track Audio Recording สำหรับมือโปร
ข้อจำกัดหลักคือ ใช้เฉพาะบน Windows และการใช้งานค่อนข้างซับซ้อน ต้องเรียนรู้เยอะพอสมควร ใครมือใหม่อาจต้องใช้เวลาศึกษาก่อนครับ


7. Wirecast – สุดยอด Broadcast Studio บนเครื่องคุณ
Wirecast เป็นตัวเลือกของทีมถ่ายทอดสดมืออาชีพระดับ Broadcast ที่ใช้ในการจัดรายการสด อีเวนต์ กีฬา ไปจนถึงไลฟ์คอนเสิร์ตใหญ่ เพราะมันสามารถควบคุมภาพ/เสียง/ฉาก ได้ละเอียดและเท่ากับโปรแกรม TV จริง ๆ
ไฮไลต์เด็ด:
-
รองรับการไลฟ์หลายปลายทาง (Multi-Destination Streaming)
-
ระบบ Layer กราฟิก, lower-third, logo
-
รองรับโปรโตคอล NDI (ต่อกับกล้องและระบบโปรฯ อื่น ๆ ได้)
-
บันทึก VOD และจัดการฟีดสัญญาณได้เสถียรมาก
ข้อเสียคือ ราคาสูง (ทั้ง Studio และ Pro Version) และต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีสเปคค่อนข้างสูงเพื่อรันแบบลื่น ๆ ครับ


8. VidBlasterX – สตูดิโอไลฟ์ขนาดใหญ่แบบปรับแต่งได้
ถ้าคุณเป็นมือโปรที่ทำรายการสดขนาดใหญ่ เช่น งานกีฬา, คอนเสิร์ต, ถ่ายทอดสดอีเวนต์ใหญ่ ๆ หรือสถานีทีวีเล็ก ๆ — VidBlasterX คือซอฟต์แวร์ที่ตอบโจทย์ที่สุดตัวหนึ่ง
จุดเด่นหลัก:
-
รองรับระบบ multicam ได้หลายตัวพร้อมกัน
-
สร้าง layout ได้อิสระ พร้อมกราฟิก เอฟเฟกต์ และ lower third
-
รองรับวิดีโอระดับ 4K/UHD
-
ปรับแต่งได้ตามลักษณะงานจริงจังแบบ Broadcast
ข้อจำกัด:
-
ต้องใช้ Windows เท่านั้น
-
อินเตอร์เฟซและการใช้งานค่อนข้างซับซ้อนมาก มือใหม่อาจงงตั้งแต่หน้าแรก
-
ไม่มีเวอร์ชันทดลอง ต้องจ่ายซื้อไลเซนส์เป็นขั้น ๆ


9. OneStream Live – ไลฟ์ล่วงหน้าแบบมืออาชีพ
OneStream Live ออกแบบมาเพื่อคนที่อยากทำวิดีโอล่วงหน้าแล้ว "ไลฟ์เหมือนจริง" ในเวลาที่กำหนด เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากเจอปัญหา live สดสด เช่น เน็ตหลุด หรือเสียงเพี้ยนระหว่างจริง
จุดเด่นหลัก:
-
Upload วิดีโอที่อัดไว้ล่วงหน้า แล้วกำหนดวันเวลาสตรีมได้
-
ส่งออกไปหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน (Facebook, YouTube, LinkedIn ฯลฯ)
-
มี Dashboard ติดตามประสิทธิภาพของแต่ละแพลตฟอร์ม
ข้อจำกัด:
-
ไม่เน้นการไลฟ์สดแบบ real-time mixing หรือ multicam
-
หากต้องการใช้ฟีเจอร์ครบ ต้องจ่ายรายเดือน


10. Dacast – แพลตฟอร์มสตรีมระดับองค์กร
Dacast ไม่ใช่แค่โปรแกรมไลฟ์ แต่เป็น “แพลตฟอร์มสตรีม” ที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจ โรงเรียน สถานีข่าว หรือองค์กรที่ต้องการถ่ายทอดสดพร้อมจัดการข้อมูล/สถิติ/รายได้ในตัว
จุดเด่น:
-
โฮสต์วิดีโอผ่าน Content Delivery Network (CDN) ระดับโลก
-
รองรับ Monetization แบบ Pay-per-view หรือสมัครสมาชิก
-
มี Dashboard วิเคราะห์ข้อมูลผู้ชม และทำ encoding ในตัว
ข้อจำกัด:
-
ค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร ต้องมีงบรายเดือน
-
ไม่เหมาะกับสาย Content Creator หรือ Streamer ทั่วไปที่ทำงานคนเดียว


11. Switcher Studio – สาย iPhone ต้องลอง
Switcher Studio คือซอฟต์แวร์สาย iOS ที่เน้น “กล้องหลายตัวผ่าน iPhone/iPad” แบบไม่ต้องพึ่งกล้อง DSLR เลย! เหมาะกับการไลฟ์ขายของ รายการพูดคุย ไลฟ์สัมภาษณ์ หรือคลาสออนไลน์
จุดเด่น:
-
ใช้งานง่ายมาก เชื่อมกล้องหลายตัวผ่าน Wi-Fi ได้เลย
-
ใส่กราฟิก, ชื่อ, โลโก้, สลับกล้องได้เหมือนรายการทีวี
-
รองรับ Multistream หลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน
-
มี Template สำหรับ live selling, live education
ข้อจำกัด:
-
ใช้ได้เฉพาะระบบ iOS
-
บางฟีเจอร์ต้องสมัครแพ็คเกจแบบเสียเงิน


12. Prism Live Studio / MobileCast – มือถือไลฟ์ได้แบบมือโปร
สายไลฟ์ผ่านมือถือไม่ต้องน้อยใจ — Prism Live Studio และ MobileCast เป็นแอปฟรีที่ดีมากสำหรับคนที่อยากได้ภาพสวย + ลูกเล่นครบ โดยไม่ต้องเปิดคอมเลย
จุดเด่น:
-
ใส่ฟิลเตอร์, โลโก้, ตัวหนังสือ, สติกเกอร์ระหว่างไลฟ์ได้ทันที
-
รองรับกล้องหน้า–หลัง, การตัดฉาก
-
แชร์ไลฟ์ไปยัง YouTube, Facebook, TikTok ได้โดยตรง
-
มีระบบแสดงคอมเมนต์ real-time และ alert
ข้อจำกัด:
-
ยังไม่เหมาะกับ multicam หรืองานที่ต้องควบคุมภาพ-เสียงขั้นสูง
-
ฟีเจอร์บางอย่างจะเปิดได้เมื่ออัปเกรดแบบเสียเงิน (ในกรณี MobileCast)
อยากเริ่มไลฟ์ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง? ให้ EC MALL ช่วยดูแลคุณ
ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หัดไลฟ์ หรือกำลังวางระบบสตูดิโอแบบมือโปร EC MALL ยินดีให้คำแนะนำเรื่องอุปกรณ์ไลฟ์สดครบวงจร ตั้งแต่กล้อง ไมค์ ไฟส่องหน้า ไปจนถึง Capture Card และซอฟต์แวร์ใช้งานจริง พร้อมช่วยออกแบบเซ็ตอัปให้เหมาะกับสไตล์และงบประมาณของคุณ
- แนะนำรุ่นที่เหมาะกับการไลฟ์จริง
- ช่วยเลือกอุปกรณ์ให้ตรงกับแพลตฟอร์มที่ใช้งาน
- มีทีมเทคนิคช่วยดูแลการใช้งานเบื้องต้น
หากคุณกำลังเริ่มต้น หรืออยากปรับระบบไลฟ์ให้ดู “โปร” กว่าเดิม ติดต่อทีมงาน EC MALL ได้เลย เรายินดีเป็นที่ปรึกษาให้ทุกขั้นตอนครับ!