การถ่ายภาพบุคคล (portrait) ไม่ได้เป็นแค่การจับภาพหน้าตรงหรือเก็บแค่รายละเอียดบนใบหน้า แต่มันคือการสื่อสาร “ตัวตน” และอารมณ์ของคนในภาพผ่านแสง มุมมอง และที่สำคัญมากคือ “เลนส์” ที่เราเลือกใช้
แต่ก่อนจะพูดถึงแต่ละระยะเลนส์ที่เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคล เราต้องเข้าใจก่อนว่า “ระยะเลนส์” ที่เราเรียกกัน เช่น 35mm, 50mm หรือ 85mm นั้น จะให้ภาพที่แตกต่างกันไปตามชนิดของกล้องที่ใช้ เพราะขนาดของเซนเซอร์ (sensor size) มีผลโดยตรงต่อมุมมองของภาพ หรือที่เรียกว่า “ตัวคูณ” (crop factor)
-
กล้อง Full-frame จะได้ระยะตามจริงของเลนส์ เช่น ใส่ 50mm ก็เห็นเป็น 50mm จริง ๆ
-
กล้อง APS-C จะมีตัวคูณประมาณ 1.5x หรือ 1.6x แล้วแต่ยี่ห้อ เช่น ใส่เลนส์ 50mm จะกลายเป็นเทียบเท่า 75–80mm บนฟูลเฟรม
-
กล้อง Micro Four Thirds (MFT) มีตัวคูณ 2x ใส่เลนส์ 50mm ก็จะได้ภาพเทียบเท่าเลนส์ 100mm บนฟูลเฟรมเลยทีเดียว
ดังนั้น ถ้าบทความนี้พูดถึงเลนส์ “35mm” บนฟูลเฟรม แล้วคุณใช้กล้อง APS-C คุณอาจจะต้องเลือกเลนส์ 24mm–28mm เพื่อให้ได้มุมใกล้เคียงกัน
มารู้จักเลนส์แต่ละระยะที่นิยมใช้ถ่าย portrait กันแบบละเอียดย่อย ๆ เลยดีกว่า…
1. เลนส์ Fix ระยะสั้น (Wide–Normal)
เลนส์กลุ่มนี้อยู่ในช่วงระยะ 35mm และ 50mm (เทียบเท่าบนฟูลเฟรม) ถือว่าเป็นเลนส์ที่ “เห็นได้กว้างพอประมาณ” และ “ให้มิติที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับสายตามนุษย์” เหมาะกับทั้งมือใหม่และมือโปรที่ต้องการความคล่องตัวในการเล่าเรื่องผ่านภาพบุคคล
- 35mm (ฟูลเฟรม)
เลนส์ระยะ 35mm เป็นหนึ่งในเลนส์ยอดนิยมสำหรับคนที่ต้องการเล่าเรื่องราวผ่านภาพบุคคล เพราะมันไม่เพียงแค่ถ่ายทอดใบหน้าหรืออารมณ์ของตัวแบบได้ชัดเจน แต่ยังสามารถเก็บองค์ประกอบของสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมในภาพเดียวกันได้ด้วย
จุดเด่นของเลนส์นี้คือ “ความรู้สึกของความใกล้ชิด” ภาพที่ได้จะให้มิติที่ไม่บีบเกินไป และไม่แบนจนขาดอารมณ์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับภาพแนว documentary หรือสตรีทพอร์เทรต ที่ช่างภาพอยากให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่นั้น ๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้เลนส์นี้ถ่ายใกล้ตัวแบบมาก ๆ เช่น ภาพ close-up ใบหน้าเต็มเฟรม อาจเกิดการบิดเบี้ยวของโครงหน้าได้เล็กน้อย โดยเฉพาะที่บริเวณขอบภาพ ซึ่งควรระวังและจัดวางตัวแบบไว้กลางภาพเป็นหลัก
เหมาะกับ: ภาพถ่ายบุคคลในบริบท, ภาพเล่าเรื่อง, สตรีทพอร์เทรต, การถ่ายครึ่งตัวในพื้นที่จำกัด
- 50mm (ฟูลเฟรม)
เลนส์ 50mm เป็นเลนส์ “อเนกประสงค์” ที่เหมาะกับภาพถ่ายบุคคลเกือบทุกรูปแบบ เพราะมุมมองที่ได้ไม่บิดเบี้ยว สัดส่วนของใบหน้าและร่างกายยังคงดูเป็นธรรมชาติ และยังสามารถให้ฉากหลังละลายอย่างนุ่มนวลได้ด้วยหากใช้รูรับแสงกว้าง เช่น f/1.8 หรือ f/1.4
จุดเด่นของเลนส์นี้คือการทำให้การถ่ายภาพบุคคลเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ไม่ว่าคุณจะถ่ายในบ้าน กลางแจ้ง ร้านกาแฟ หรือสตูดิโอ มันสามารถรับมือได้เกือบทุกสถานการณ์ด้วยความเรียบง่ายและคุณภาพของภาพที่คงเส้นคงวา
เลนส์ 50mm ยังเหมาะกับการฝึกมุมมอง เพราะมันให้มุมภาพที่ใกล้เคียงกับการมองด้วยตาเปล่ามากที่สุด ทำให้ผู้ถ่ายรู้สึกคุ้นเคยและควบคุมการจัดองค์ประกอบได้สะดวก
เหมาะกับ: ภาพ headshot, ครึ่งตัว, ถ่ายคนแบบเน้นอารมณ์, งานสตูดิโอ และงาน candid ที่ต้องการความเป็นธรรมชาติ
2. เลนส์ Fix ระยะกลาง–ไกล
เลนส์กลุ่มนี้คือขุมพลังของการถ่ายภาพบุคคลโดยแท้ เพราะให้ “มิติ” ของภาพที่นุ่มนวล โครงหน้าไม่บิดเบี้ยว และมีระยะห่างที่เหมาะสมในการทำงานกับตัวแบบโดยไม่รุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว
- 85mm (ฟูลเฟรม)
ถ้ามีรางวัล “ราชาแห่งเลนส์พอร์เทรต” คงต้องยกให้ 85mm อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมันเป็นระยะที่ให้สัดส่วนใบหน้าออกมาสวยเป๊ะโดยไม่ต้องพยายาม ภาพจะดูเป็นธรรมชาติแต่มีความสง่างาม ยิ่งถ้าใช้ร่วมกับรูรับแสงกว้างอย่าง f/1.4 หรือ f/1.8 ก็จะได้ bokeh ที่นุ่มละลายฉากหลังได้สวยมาก ๆ
ช่างภาพสาย portrait, wedding, fashion หรือแม้แต่สาย casual portrait ล้วนหลงรักระยะนี้ เพราะมัน “อยู่ไกลพอให้แบบสบายใจ แต่ใกล้พอให้เข้าถึงอารมณ์”
เหมาะกับ: ถ่าย headshot, ครึ่งตัว, งานแฟชั่น, งานแต่ง, ภาพบุคคลกลางแจ้งที่ต้องการความละมุน
- 100mm, 105mm, 135mm
เลนส์ระยะนี้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับงานที่ต้องการความใกล้ชิดแบบ “ไม่ต้องเข้าใกล้จริง” เช่น การถ่าย close-up ใบหน้า หรือรายละเอียดของผิว เสื้อผ้า ฯลฯ ระยะที่ไกลขึ้นช่วยให้ใบหน้าของตัวแบบดูแบนราบน้อยลง มีความบีบฉากหลังที่เด่นชัด ทำให้ตัวแบบ “เด้งออกจากพื้นหลัง” อย่างเป็นธรรมชาติ
-
100mm/105mm มักเป็นเลนส์ที่ช่างภาพสตูดิโอเลือกใช้ เพราะคุมแสงง่าย คุมองค์ประกอบแม่น
-
135mm เป็นระยะ “ลับ” ของสาย portrait ที่อยากได้ bokeh ละลายโหด ๆ แบบไม่ต้องปรับมาก
เหมาะกับ: ถ่ายแฟชั่น สตูดิโอ Beauty shot และภาพพอร์เทรตระดับมืออาชีพที่ต้องการรายละเอียดสูง
3. เลนส์ซูมอเนกประสงค์
หากคุณต้องการความยืดหยุ่นสูง โดยไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์ไปมา เลนส์ซูมระดับโปรกลุ่มนี้คือผู้ช่วยที่ดีที่สุด
- 24–70mm f/2.8 (ฟูลเฟรม)
นี่คือเลนส์ครอบจักรวาลที่ใช้งานได้แทบทุกสถานการณ์ ตั้งแต่ถ่ายภาพคนแบบเต็มตัว ไปจนถึง headshot ระยะใกล้ ๆ จุดเด่นคือการปรับมุมมองได้รวดเร็ว เช่น จากถ่ายสิ่งแวดล้อมรอบตัวแบบที่ 35mm แล้วซูมเข้า 70mm เพื่อเก็บอารมณ์เฉพาะบนใบหน้า
รูรับแสง f/2.8 ช่วยให้คุณทำงานได้ดีในที่แสงน้อย และยังสร้าง bokeh ได้ดีพอสมควร โดยไม่ต้องพึ่งเลนส์ fix ตลอดเวลา
เหมาะกับ: งานอีเวนต์, ถ่ายงานแต่ง, portrait สไตล์ journalist, หรือคนที่ต้องการความคล่องตัวสูง
- 70–200mm f/2.8 (ฟูลเฟรม)
เลนส์เทเลซูมระดับโปรที่ครองใจช่างภาพพอร์เทรตสายจริงจัง เพราะให้คุณภาพภาพยอดเยี่ยม ความยืดหยุ่นของระยะตั้งแต่ 85mm ถึง 135mm ใช้ถ่ายได้ทั้ง headshot, ครึ่งตัว หรือเต็มตัว โดยยังควบคุมฉากหลังได้ดีเยี่ยม
แม้เลนส์จะมีขนาดและน้ำหนักค่อนข้างมาก แต่ช่างภาพสายงานรับปริญญา งานไอดอล หรืองานแฟชั่นกลางแจ้ง มักพกตัวนี้ติดไว้เสมอ เพราะมันช่วยให้ถ่ายได้จากระยะไกลโดยไม่รบกวนตัวแบบ และยังคงคุณภาพภาพที่เฉียบคม
เหมาะกับ: งาน portrait กลางแจ้ง, ถ่าย candid, งานพิธีการ, ถ่ายคนในระยะไกลแบบไม่พุ่งเข้าไปหาแบบ
4. เลนส์ Wide Angle (ต่ำกว่า 35mm)
แม้ว่าเลนส์มุมกว้างจะไม่ใช่ตัวเลือกหลักสำหรับการถ่ายพอร์เทรตแบบคลาสสิก แต่ก็มีศักยภาพสูงในการสร้างภาพแนวสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเมื่อใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีบริบทน่าสนใจ เช่น การถ่ายบุคคลในร้านกาแฟ ตลาด หรือสถานที่ทำงาน โดยภาพจะถ่ายทอดเรื่องราวที่อยู่รอบตัวแบบได้อย่างน่าสนใจ
เลนส์มุมกว้างอย่าง 24mm หรือ 28mm บนกล้องฟูลเฟรมสามารถสร้างมิติที่น่าสนใจ พร้อมเปิดฉากหลังให้กลายเป็นองค์ประกอบที่ร่วมเล่าเรื่องได้อย่างกลมกลืน เหมาะกับงานแนวสตรีท สารคดี หรือภาพแคนดิเดตที่ต้องการความรู้สึกใกล้ชิดและเป็นธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือการเกิด “distortion” หรือการบิดเบี้ยวของภาพ โดยเฉพาะเมื่อถ่ายตัวแบบในระยะใกล้ อาจทำให้ใบหน้าดูผิดเพี้ยน เช่น จมูกโต หรือศีรษะไม่สมส่วน ดังนั้นการจัดวางองค์ประกอบและรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็น
สรุปการเลือกเบื้องต้น
-
มือใหม่: เริ่มที่เลนส์ 50mm หรือ 35mm (ราคาประหยัด ใช้งานง่าย เหมาะกับหลายสถานการณ์)
-
มืออาชีพ: ใช้ 85mm, 100mm หรือเลนส์ซูม 70–200mm สำหรับความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพในสตูดิโอและสถานที่จริง
-
ภาพสร้างสรรค์ / สิ่งแวดล้อม: เหมาะกับ 24–35mm เพื่อเก็บฉากหลังและสภาพแวดล้อมร่วมกับตัวแบบ
-
งานแฟชั่น / สตูดิโอ: ใช้ 85mm ขึ้นไปถึง 135mm หรือเลนส์เทเลคุณภาพสูงอย่าง 105mm f/1.4
ตารางระยะเลนส์ Portrait แบบย่อ
เนื่องจาก ระยะเลนส์ที่ได้จะเปลี่ยนไปตามขนาดเซนเซอร์ เช่น เลนส์ 35mm บน APS-C จะเทียบเท่ากับ ~50mm บนฟูลเฟรม ดังนั้นควรตรวจสอบ “ระยะเทียบเท่า” ก่อนเลือกซื้อ เช่น: เลนส์ฟิกซ์สำหรับ APS-C: Fujifilm XF 35mm f/2 (เทียบเท่า ~50mm บนฟูลเฟรม) เลนส์ซูมสำหรับ MFT: Olympus 12–40mm f/2.8 PRO (เทียบเท่า 24–80mm)
| ประเภทเลนส์ | Full-frame (mm) | APS-C (mm) | Micro Four Thirds (mm) |
|---|---|---|---|
| Wide Angle | 24mm / 28mm | 16mm / 18mm | 12mm / 14mm |
| Standard / Normal | 35mm / 50mm | 23mm / 35mm | 17mm / 25mm |
| Short Telephoto | 85mm / 100mm | 56mm / 60mm | 42.5mm / 50mm |
| Medium Telephoto | 105mm / 135mm | 70mm / 90mm | 60mm / 75mm |
| Long Telephoto | 150mm / 200mm | 100mm / 135mm | 75mm / 100mm |
| Zoom 24–70 | 24–70mm | 16–50mm | 12–35mm |
| Zoom 70–200 | 70–200mm | 50–135mm | 35–100mm |
ค่ารูรับแสง (f-stop): ปัจจัยสำคัญต่อราคาและคุณภาพของเลนส์ Portrait
เวลาที่เราเลือกซื้อเลนส์ โดยเฉพาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคล ค่า f หรือรูรับแสง (Aperture) เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าระยะเลนส์เลย เพราะนอกจากจะส่งผลต่อความสว่างของภาพแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อ “ความเบลอของฉากหลัง” หรือที่ช่างภาพเรียกกันว่า Bokeh ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาพ Portrait
เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง (f-number ต่ำ เช่น f/1.8, f/1.4, f/1.2) จะสามารถละลายฉากหลังได้มาก ทำให้ตัวแบบดูโดดเด่น มีมิติ และดูนุ่มนวลมากขึ้น ยิ่งค่ารูรับแสงต่ำเท่าไหร่ เลนส์ก็มักจะมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักมากขึ้น และที่สำคัญคือ “ราคาแพงขึ้น” ด้วย เพราะการออกแบบเลนส์ที่ให้คุณภาพดีใน f ที่กว้างนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับวิศวกรรมเลนส์
-
f/1.8 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม ราคาไม่แรง เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากสัมผัส Bokeh สวย ๆ โดยไม่กระเป๋าฉีก
-
f/1.4 เริ่มเข้าสู่ระดับโปรมากขึ้น ให้แสงมากกว่า f/1.8 ถึงหนึ่ง stop ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น ละลายฉากหลังได้สวยขึ้นอีกระดับ
-
f/1.2 ถือว่าเป็นเลนส์ระดับไฮเอนด์ ให้โบเก้ที่ละมุนตาและภาพที่สว่างมาก ใช้งานยากขึ้นนิดหน่อยเพราะระยะชัดตื้นมาก แต่ผลลัพธ์สวยงามอย่างมืออาชีพ
ในกรณีของเลนส์ซูม ก็มีประเด็นเรื่อง “รูรับแสงคงที่” กับ “รูรับแสงไหล” ให้พิจารณาอีก:
-
เลนส์ f คงที่ (Constant Aperture) เช่น 24–70mm f/2.8 จะรักษาค่า f ได้ตลอดช่วงซูม หมายความว่าไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ระยะ 24mm หรือ 70mm ก็ยังได้ f/2.8 เหมือนเดิม เหมาะกับมืออาชีพที่ต้องการควบคุมแสงและความชัดตื้นได้เสถียร โดยเฉพาะเวลาถ่ายภาพต่อเนื่องในสถานการณ์ที่แสงเปลี่ยนเร็ว
-
เลนส์ f ไหล (Variable Aperture) เช่น 18–55mm f/3.5–5.6 จะเปลี่ยน f ตามระยะซูม เช่น ที่ 18mm ได้ f/3.5 แต่พอซูมไป 55mm จะได้ f/5.6 ภาพจะมืดลงนิดหน่อย และละลายหลังได้น้อยกว่า เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่เน้นความคุ้มค่า
แล้วควรเลือกแบบไหนดีสำหรับการถ่าย Portrait?
ถ้างบประมาณจำกัด เลนส์ฟิกซ์ f/1.8 เป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม คุณจะได้สัมผัสความงามของโบเก้และมิติของภาพบุคคลแบบเต็ม ๆ แต่ถ้ามีงบมากขึ้น และต้องการประสิทธิภาพสูงกว่าในทุกสถานการณ์ f/1.4 หรือ f/1.2 จะให้คุณภาพภาพที่สวยละมุนแบบมือโปรอย่างแท้จริง ส่วนใครที่ต้องการความยืดหยุ่น เลนส์ซูม f/2.8 แบบรูรับแสงคงที่ คือทางเลือกที่สมดุลระหว่างคุณภาพและความคล่องตัว
อย่าลืมว่า "ราคา" ไม่ได้วัดคุณค่าของเลนส์เพียงอย่างเดียว เลือกให้เหมาะกับ “การใช้งานจริง” และ “ความถนัดของคุณ” ต่างหากที่จะทำให้ภาพบุคคลของคุณมีชีวิตและจิตวิญญาณ.