รูรับแสง (Aperture) คืออะไร : การควบคุมแสงและความชัดลึกในภาพถ่าย

รูรับแสงคืออะไร?

รูรับแสง (Aperture) คือช่องเปิดภายในเลนส์ที่สามารถหรี่หรือขยายเพื่อควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่เซนเซอร์รับภาพ (Image Sensor) โดยตรง รูรับแสงเปรียบได้กับม่านตาของดวงตามนุษย์ ซึ่งจะเปิดกว้างหรือหรี่แคบตามความสว่างของแสงรอบข้าง

การปรับขนาดรูรับแสงจึงมีผลสำคัญสองประการในการถ่ายภาพ:

  1. ควบคุมความสว่างของภาพ (Exposure)

  2. ควบคุมความชัดลึกของภาพ (Depth of Field)

ค่า f-number คืออะไร?

ขนาดของรูรับแสงในกล้องจะถูกแสดงออกด้วยค่า f-number หรือ f-stop เช่น f/1.4, f/2.8, f/5.6, f/8, f/11, f/16, f/22 เป็นต้น ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณแสงที่จะผ่านเข้าไปยังเซนเซอร์

  • f-number น้อย → รูรับแสงกว้าง → แสงเข้าได้มาก → ความชัดลึกน้อย (ชัดตื้น)

  • f-number มาก → รูรับแสงแคบ → แสงเข้าได้น้อย → ความชัดลึกมาก (ชัดลึก)

ค่ารูรับแสงเพิ่มขึ้นตาม “stop” ที่มีลำดับมาตรฐาน เช่น:

f/1.4 → f/2 → f/2.8 → f/4 → f/5.6 → f/8 → f/11 → f/16 → f/22

โดยในแต่ละ stop ปริมาณแสงจะเปลี่ยนเป็น สองเท่าหรือครึ่งหนึ่ง ของ stop ข้างเคียง ตัวอย่างเช่น:

  • f/2 ให้แสงมากกว่า f/2.8 หนึ่ง stop

  • f/2 ให้แสงมากกว่า f/4 สอง stop

หมายเหตุ: เมื่อเลือกใช้ค่ารูรับแสงมากขึ้น ม่านไดอะแฟรมในตัวเลนส์จะหรี่เล็กลง แสงจะผ่านไปยังเซนเซอร์ได้น้อยลง ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของการควบคุมแสงในระบบกล้อง


ความสัมพันธ์ระหว่างรูรับแสงกับความชัดลึก (Depth of Field)

รูรับแสงมีผลโดยตรงต่อความชัดลึกของภาพ หรือบริเวณในภาพที่อยู่ในระยะโฟกัสอย่างชัดเจน ความชัดลึกเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดลักษณะของภาพที่เราต้องการให้ผู้ชมโฟกัส

  • รูรับแสงกว้าง (f/1.4 – f/2.8): ให้ระยะชัดน้อย หรือ “ภาพชัดตื้น” เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคลหรือวัตถุที่ต้องการแยกจากฉากหลัง

  • รูรับแสงแคบ (f/8 – f/16): ให้ระยะชัดลึก ทำให้ทุกสิ่งในภาพอยู่ในโฟกัส เหมาะสำหรับการถ่ายภาพวิวหรือสถาปัตยกรรม

ตัวอย่าง:

หากคุณถ่ายภาพคนที่อยู่ห่างจากกล้องประมาณ 2 เมตร โดยใช้เลนส์ 50mm และตั้งรูรับแสงที่ f/2.8 จะพบว่าเฉพาะใบหน้าของบุคคลเท่านั้นที่ชัด ส่วนพื้นหลังและวัตถุรอบข้างจะเริ่มเบลอ ยิ่งไกลจากจุดโฟกัสมากเท่าใด ความเบลอก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

แต่หากคุณลดรูรับแสงเป็น f/5.6 ความชัดลึกจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงแต่ตัวคนจะคมชัดขึ้น แต่สิ่งของรอบข้างในฉากก็เริ่มชัดขึ้นด้วย และหากใช้ f/16 ภาพที่ได้จะชัดลึก ครอบคลุมทั้งด้านหน้าและด้านหลังของตัวแบบ

เลือกรูรับแสงตามลักษณะภาพ

การควบคุมรูรับแสงเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราสร้างอารมณ์ในภาพได้ เช่น:

  • ภาพวิวธรรมชาติ หรือภาพสถานที่ → ใช้รูรับแสงแคบ (f/8–f/16 หรือสูงกว่า) เพื่อให้รายละเอียดทุกจุดในภาพคมชัด

  • ภาพบุคคล หรือพอร์ตเทรต → ใช้รูรับแสงกว้าง (f/1.4 – f/5.6) เพื่อแยกแบบออกจากฉากหลัง ทำให้ตัวแบบดูโดดเด่นขึ้น

รูรับแสงที่แคบช่วยเก็บรายละเอียดของภาพได้มาก แต่ก็ต้องแลกกับแสงที่น้อยลง ในทางกลับกัน รูรับแสงที่กว้างทำให้ฉากหลังเบลอและภาพดูมีมิติ แต่ต้องระวังเรื่องความแม่นยำของโฟกัส

การเลือกใช้รูรับแสงขนาดใดจึงขึ้นอยู่กับลักษณะของภาพที่เราต้องการ และรูปแบบการถ่ายภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งไม่มีสูตรตายตัว

Exposure Triangle: เข้าใจแสงให้เป็นเรื่องสนุก

ลองนึกถึงการถ่ายภาพเหมือนกับการปรุงอาหารครับ เราต้องใส่ส่วนผสมให้พอดีถึงจะได้รสชาติที่ใช่ และในโลกของการถ่ายภาพ “ส่วนผสมหลัก” ก็คือ Exposure Triangle หรือ “สามเหลี่ยมแสง” ที่มีสามตัวแปรคือ รูรับแสง, ความเร็วชัตเตอร์ และ ISO

  • รูรับแสง (Aperture): เหมือนการเปิดหน้าต่างบ้าน ถ้าเปิดกว้าง แสงเข้ามาเยอะ แต่ก็ทำให้สิ่งที่อยู่นอกระยะโฟกัสเบลอได้

  • ชัตเตอร์สปีด (Shutter Speed): เหมือนการเปิด-ปิดม่านหน้าต่างไวแค่ไหน ถ้าเปิดนาน แสงก็เข้าเยอะ แต่ภาพอาจสั่นได้ถ้าเราถือกล้องมือเปล่า

  • ISO: เปรียบเสมือนการเร่งแสงของกล้อง ถ้าแสงน้อย เราเร่ง ISO ได้ แต่ต้องแลกกับ noise ที่อาจจะทำให้ภาพดูหยาบขึ้น

ทั้งสามตัวนี้สัมพันธ์กันแบบกลมกลืน ปรับตัวใดตัวหนึ่ง อีกสองตัวก็ต้องตามให้สมดุล ถ้าคุณเข้าใจการทำงานร่วมกันของสามตัวนี้แล้ว คุณก็สามารถควบคุมลักษณะของภาพได้แบบมือโปรเลยครับ

Bokeh: ศิลปะของความเบลอที่นุ่มนวล

คำว่า “Bokeh” มาจากภาษาญี่ปุ่น แปลตรงตัวว่า “เบลอ” แต่ในแง่ของภาพถ่าย มันไม่ใช่แค่เบลอธรรมดานะครับ มันคือ “ความเบลอที่มีเสน่ห์” ที่ช่วยทำให้ตัวแบบโดดเด่น และทำให้ภาพดูละมุนตา

โบเก้ที่สวยเกิดจากการใช้รูรับแสงกว้าง เช่น f/1.8 หรือ f/2.0 ตัวแบบจะชัดแต่ฉากหลังจะกลายเป็นวุ้นเบลอนุ่ม ๆ ซึ่งช่วยสร้างอารมณ์บางอย่างในภาพได้ดีมาก

สิ่งที่มีผลต่อโบเก้ ได้แก่:

  • จำนวนใบเบลดของเลนส์ (ยิ่งเยอะ bokeh ยิ่งกลม)

  • ระยะห่างระหว่างตัวแบบกับฉากหลัง

  • การออกแบบของเลนส์เอง

 

 

เลนส์ f ไหล vs. f ตลอดช่วง: เลือกให้เหมาะกับสไตล์

เวลาคุณเลือกเลนส์ซูม คุณอาจจะเจอคำว่า “f ไหล” กับ “f คงที่” แล้วอาจงงว่าอะไรดีกว่ากัน?

  • เลนส์ f ไหล (Variable Aperture): คือเลนส์ที่ค่ารูรับแสงจะเปลี่ยนไปตามระยะซูม เช่น 18–135mm f/3.5–5.6 หมายความว่าถ้าคุณซูมจาก 18mm ไป 135mm รูรับแสงจะหรี่ลงจาก f/3.5 ไปเป็น f/5.6

    • ข้อดี: ราคาถูก น้ำหนักเบา

    • ข้อจำกัด: ควบคุมแสงและ bokeh ได้ยากขึ้นตอนซูมสุด

  • เลนส์ f คงที่ (Constant Aperture): อย่าง 24–70mm f/2.8 ไม่ว่าจะซูมแค่ไหน รูรับแสงก็ยังอยู่ที่ f/2.8

    • ข้อดี: เหมาะสำหรับถ่ายในที่แสงน้อย โบเก้คงที่ตลอดช่วง

    • ข้อจำกัด: ราคาสูง และหนักกว่า


โหมด Av: โหมดล๊อคค่ารูรับแสงให้คงที่

โหมด Av หรือ Aperture Priority เป็นโหมดที่ช่างภาพหลายคนรักมาก เพราะมันให้เราเป็นคนเลือก “ความชัดลึก” เอง โดยไม่ต้องปวดหัวเรื่องความเร็วชัตเตอร์

  • ถ้าอยากได้ฉากหลังเบลอ ๆ แบบละลาย → ตั้ง f ต่ำ ๆ เช่น f/1.8

  • ถ้าอยากให้ทั้งภาพคมตั้งแต่ต้นจนจบ → ตั้ง f สูง ๆ เช่น f/8 หรือ f/11

กล้องจะปรับความเร็วชัตเตอร์ให้อัตโนมัติเพื่อให้แสงพอดี เป็นโหมดที่ดีสำหรับฝึกความเข้าใจเรื่องรูรับแสงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นมากนัก