การวัดแสงกล้องคืออะไร? แนะนำโหมดวัดแสง Matrix, Spot, Center-weighted

ระบบวัดแสง TTL และตำแหน่งของ Photocell: พื้นฐานสำคัญของการวัดแสงแม่นยำ

TTL Metering คืออะไร?

TTL ย่อมาจาก “Through The Lens” หมายถึงระบบวัดแสงที่ประเมินปริมาณแสงที่เข้าสู่กล้องโดยตรงผ่านเลนส์ที่ใช้งานอยู่ ซึ่งแตกต่างจากกล้องฟิล์มยุคก่อนหรือกล้องคอมแพ็กต์บางรุ่นที่ใช้เซ็นเซอร์วัดแสงนอกเลนส์ ระบบ TTL จะคำนวณแสงจากภาพจริงที่ปรากฏบนเซ็นเซอร์หรือฟิล์ม ทำให้ได้ค่าการวัดแสงที่แม่นยำและสอดคล้องกับองค์ประกอบของภาพจริง

ข้อดีของ TTL คือสามารถชดเชยแสงที่สูญเสียไปจากอุปกรณ์เสริม เช่น ฟิลเตอร์ ND หรือการยืดเบลโลว์ส์ (ในเลนส์มาโคร) ได้อย่างอัตโนมัติ โดยไม่ต้องปรับค่าชดเชยแสงเพิ่มเติมด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังสามารถประเมินแสงในบริบทเฉพาะของเลนส์ที่ใช้งานอยู่ในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นเลนส์มุมกว้างหรือเทเลโฟโต้

ตำแหน่งของ Photocell หรือเซ็นเซอร์วัดแสง: มีผลกับรูปแบบการวัดแสง

ในกล้องที่ใช้กระจกสะท้อน (SLR/DSLR) เซ็นเซอร์วัดแสงมักจะอยู่ใกล้ช่องมองภาพหรือภายในกลไกปริซึม ทำให้สามารถวัดแสงได้ในขณะที่กระจกยังคงอยู่ในตำแหน่ง (ก่อนชัตเตอร์จะเปิด) ซึ่งเป็นลักษณะการวัดแสงแบบ pre-exposure metering

ในบางระบบ เช่นในกล้องฟิล์มระดับสูง (อย่าง Nikon F3 หรือ Canon EOS ยุคแรก ๆ) กล้องใช้วิธีวัดแสงจากพื้นผิวฟิล์มหรือม่านชัตเตอร์โดยตรง ขณะที่แสงตกกระทบในระหว่างการเปิดรับแสงจริง เรียกว่า OTF metering (Off-The-Film) ซึ่งแม้จะซับซ้อนแต่ช่วยให้ได้ค่าการวัดแสงที่สอดคล้องกับผลลัพธ์จริง

ในกล้องดิจิทัลมิเรอร์เลสหรือ DSLR รุ่นใหม่ กล้องบางรุ่นใช้เซ็นเซอร์ภาพโดยตรงในการวัดแสง โดยเฉพาะเมื่อใช้ Live View หรือโหมดวิดีโอ ทำให้ระบบวัดแสงสามารถประเมินแสงได้อย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีปริซึมหรือกระจก

โหมดวัดแสง (Metering Modes): เข้าใจกลไกเพื่อควบคุมแสงอย่างมั่นใจ

1. Matrix / Evaluative Metering (วัดแสงแบบประเมินภาพรวม)

Matrix metering หรือ Evaluative metering เป็นโหมดวัดแสงที่ซับซ้อนที่สุด และพบได้ในกล้องทุกระดับ โดยกล้องจะ “แบ่งพื้นที่ภาพออกเป็นหลายโซน” (เช่น 400 โซนในบางรุ่น) แล้วใช้ระบบอัลกอริธึมหรือ AI ประมวลผลว่าควรให้ความสำคัญกับโซนใด โดยอาจคำนึงถึง:

  • ความสว่างรวมของฉาก

  • ตำแหน่งของจุดโฟกัส

  • สีและคอนทราสต์

  • รูปแบบของภาพที่ตรงกับฐานข้อมูลในกล้อง

ข้อดี: ทำงานได้ดีในสถานการณ์ทั่วไป เช่น ถ่ายวิว, คน, สตรีท หรือท่องเที่ยว
ข้อเสีย: อาจสับสนในฉากที่มีความแตกต่างของแสงมาก (high contrast scenes)

2. Center-weighted Metering (วัดแสงแบบเน้นกลางภาพ)

ในโหมดนี้ กล้องจะวัดแสงจากทั้งภาพแต่จะ “ให้น้ำหนักกับบริเวณกึ่งกลาง” (ประมาณ 60–80% ในวงกลมกลางภาพ) มากที่สุด แล้วลดน้ำหนักลงเมื่อห่างจากศูนย์กลางออกไป

ข้อดี: ให้ผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้ง่าย เหมาะสำหรับภาพพอร์ตเทรต, สัมภาษณ์, หรือฉากที่วัตถุอยู่ตรงกลาง
ข้อเสีย: ไม่แม่นยำเมื่อวัตถุสำคัญไม่ได้อยู่ตรงกลางภาพ

3. Spot Metering (วัดแสงเฉพาะจุด)

โหมดนี้จะวัดแสงจากพื้นที่เล็กมาก (ประมาณ 1–5% ของภาพทั้งหมด) โดยตำแหน่งที่วัดมักจะตรงกับจุดโฟกัสหลัก หรือสามารถเลือกตำแหน่งเองได้ในบางกล้อง

ข้อดี:

  • ควบคุมแสงได้แม่นยำสูง

  • เหมาะกับฉากที่มีความต่างของแสงสูง เช่น หน้าคนในเงา, backlight, stage performance
    ข้อเสีย:

  • หากวัดจากจุดผิด เช่นเสื้อดำหรือวัตถุสะท้อนแสง อาจทำให้ค่าการวัดเพี้ยนอย่างมาก

4. Partial Metering (วัดแสงเฉพาะพื้นที่กึ่งกลางแบบกว้าง)

Partial metering คล้าย Spot แต่กินพื้นที่กว้างขึ้น (ประมาณ 10–15% ของภาพ) โดยยังให้น้ำหนักกับจุดกลางเป็นหลัก เหมาะสำหรับฉากที่มีความต่างของแสงสูงแต่ไม่ถึงกับต้องใช้ Spot เช่น:

  • ถ่ายย้อนแสงพอร์ตเทรต

  • ถ่ายคนในฉากคอนทราสต์สูง

ข้อดี: มีความยืดหยุ่นมากกว่า Spot แต่ยังคงควบคุมแสงได้ดี
ข้อเสีย: ไม่เหมาะกับภาพที่ต้องพึ่งการวัดแสงภาพรวม

การเลือกโหมดวัดแสงให้เหมาะกับสถานการณ์

การเข้าใจว่าเมื่อใดควรใช้โหมดวัดแสงแบบใด ถือเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมการเปิดรับแสงให้แม่นยำและตอบสนองต่อเจตนารมณ์ภาพที่เราต้องการสื่อ

Matrix / Evaluative Metering

เหมาะกับ: การถ่ายภาพทั่วไป เช่น ท่องเที่ยว วิวธรรมชาติ สตรีท ไลฟ์สไตล์
เหตุผล: เป็นโหมดอัตโนมัติอัจฉริยะ กล้องจะวิเคราะห์แสงจากทั่วทั้งภาพ และประมวลผลจากฐานข้อมูลร่วมกับตำแหน่งโฟกัส ทำให้ใช้งานสะดวก ไม่ต้องคิดมาก

ตัวอย่าง: ถ่ายภาพนักท่องเที่ยวริมทะเล ภาพจะออกมาพอดีทั้งคนและท้องฟ้า (หากไม่ย้อนแสงจัด)


Center-weighted Metering

เหมาะกับ: ถ่ายพอร์ตเทรต, วัตถุอยู่กลางภาพ, ฉากแสงตรงกลางชัดเจน
เหตุผล: เหมาะสำหรับฉากที่วัตถุหลักอยู่กลางภาพ และไม่ต้องการให้ฉากหลังมีผลต่อการวัดแสงมากเกินไป

ตัวอย่าง: ถ่ายคนในห้องสัมภาษณ์ที่มีแสงด้านหลัง — กล้องจะประเมินแสงจากคนเป็นหลัก


Spot Metering

เหมาะกับ: ถ่ายย้อนแสง, ถ่ายเวที, ถ่ายบุคคลในสภาพแสง contrast สูง
เหตุผล: ควบคุมได้ละเอียด วัดเฉพาะจุดสำคัญ เช่น ใบหน้าหรือดวงตาในฉากมืด/สว่างจัด

ตัวอย่าง: ถ่ายนักร้องบนเวทีที่มีสปอร์ตไลต์จ้า ต้องวัดแสงจากใบหน้าโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันภาพโอเวอร์หรืออันเดอร์


Highlight-weighted Metering

เหมาะกับ: ถ่ายงานกลางแจ้งที่มีแสงแรง เช่น ฉากเวที, ฉากชายหาด, เสื้อขาว
เหตุผล: กล้องจะเน้นรักษารายละเอียดในโซนไฮไลต์ ลดโอกาสขาวล้น (clipping) ในพื้นที่สว่างมาก

ตัวอย่าง: ถ่ายนางแบบใส่ชุดขาวกลางแดด — โหมดนี้ช่วยให้รายละเอียดของชุดไม่หาย

แม้จะไม่ได้มีชื่อว่า “Highlight-weighted” ในหนังสือแบบตรง ๆ แต่แนวคิดนี้มีอยู่ในการวัดแสงแบบให้ความสำคัญกับบริเวณความสว่างสูง (highlight priority metering) ซึ่งถือเป็นการปรับตัวของระบบวัดแสงยุคใหม่ในกล้องดิจิทัล


ฟังก์ชัน AE Lock และ Exposure Compensation: คุมแสงได้แม่นขึ้นในสถานการณ์ซับซ้อน

แม้กล้องจะวัดแสงอัตโนมัติได้ดีมากในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีสถานการณ์มากมายที่ “กล้องเข้าใจผิด” และนี่คือ 2 เครื่องมือช่วยให้คุณเป็นฝ่ายควบคุมอย่างแท้จริง:

AE Lock (Auto Exposure Lock)

การใช้งาน: วัดแสงจากจุดหนึ่ง → ล็อกค่า → เปลี่ยนการจัดองค์ประกอบ
เหมาะกับ: การถ่ายภาพที่ต้องวัดแสงเฉพาะจุด เช่น Spot Metering แล้วขยับกล้องเพื่อจัดเฟรมใหม่
สัญลักษณ์: ปุ่ม "AE-L" หรือ "AF/AE-L" ที่ด้านหลังกล้อง

ตัวอย่าง: ถ่ายภาพเด็กยืนใต้ต้นไม้ย้อนแสง — วัดแสงจากใบหน้าเด็ก → กด AE Lock → จัดเฟรมใหม่ให้สวยงาม → กดถ่าย

Exposure Compensation (EV ±)

การใช้งาน: ปรับค่าการวัดแสงให้สว่างขึ้น (+EV) หรือมืดลง (-EV) จากค่าที่กล้องประเมิน
เหมาะกับ: ภาพที่กล้องเข้าใจผิด เช่น ฉากหิมะ หรือภาพกลางคืน
รูปแบบ: มักแสดงเป็น +2...0...-2 หรือ +5...0...-5 บนหน้าจอ

ตัวอย่าง 1: ถ่ายฉากหิมะทั้งภาพ — กล้องเข้าใจว่า "ภาพสว่างเกิน" → ลดแสงเอง → ภาพออกมาเทา → ต้อง +1 ถึง +2 EV

ตัวอย่าง 2: ถ่ายฉากกลางคืน — กล้องเข้าใจว่า "ภาพมืดเกิน" → เพิ่มแสงเอง → ภาพสว่างเกินจริง → ต้อง -1 EV เพื่อให้ดูสมจริง


ฟังก์ชันทั้งสองนี้แม้จะดูเล็กน้อย แต่เมื่อเข้าใจและใช้อย่างเชี่ยวชาญ จะช่วยให้คุณควบคุมภาพได้อย่างมืออาชีพ และลดการพึ่ง post-processing อย่างมีนัยสำคัญ

 

ความสัมพันธ์กับโหมดกล้อง P, A, S, M

โหมดกล้อง P, A, S, M แต่ละแบบใช้งานร่วมกับระบบวัดแสงอย่างไร?

การเลือกโหมดกล้องไม่เพียงแต่กำหนดว่า “ใครเป็นคนควบคุมค่าแสง” (ผู้ใช้หรือกล้อง) แต่ยังส่งผลต่อ “ระดับความสำคัญของข้อมูลวัดแสง” ที่กล้องนำไปใช้คำนวณค่าอื่น ๆ ด้วย ซึ่งความเข้าใจนี้จะช่วยให้คุณควบคุมผลลัพธ์ได้อย่างมืออาชีพ


 P (Program Auto): กล้องช่วยคิดทุกอย่าง

  • กล้องใช้ข้อมูลจากระบบวัดแสงเพื่อกำหนดทั้ง ความเร็วชัตเตอร์ และ ค่ารูรับแสง โดยอัตโนมัติ

  • ผู้ใช้สามารถ “เลื่อนค่าคู่” (Program Shift) เพื่อปรับสไตล์ภาพ เช่น อยากให้ชัตเตอร์เร็วขึ้น กล้องจะเปลี่ยนรูรับแสงให้แคบลงโดยอัตโนมัติ

  • เหมาะกับถ่ายทั่วไปเมื่อไม่ต้องการควบคุมเฉพาะจุด


 A หรือ Av (Aperture Priority): เน้นควบคุม “ชัดลึก”

  • ผู้ใช้กำหนด รูรับแสง (f-stop) เอง เช่น ต้องการละลายฉากหลัง f/2.8 หรือภาพคมชัดทั้งภาพ f/11

  • กล้องใช้ระบบวัดแสงในการคำนวณ ความเร็วชัตเตอร์ ให้พอดีกับแสง ณ ขณะนั้น

  • เหมาะกับพอร์ตเทรต ท่องเที่ยว หรือภาพแสงเปลี่ยนไว

  • จำเป็นต้องรู้จักชดเชยแสง (EV ±) หากกล้องวัดแสงผิด


 S หรือ Tv (Shutter Priority): เน้นควบคุมการเคลื่อนไหว

  • ผู้ใช้ตั้ง ความเร็วชัตเตอร์ เอง เช่น 1/1000s สำหรับภาพหยุดการเคลื่อนไหว หรือ 1/10s เพื่อถ่ายลากแสง

  • กล้องใช้ระบบวัดแสงเพื่อคำนวณ รูรับแสงที่เหมาะสม

  • หากแสงน้อยจนรูรับแสงกว้างสุดก็ยังไม่พอ → อาจได้ภาพมืด

  • เหมาะกับการถ่ายกีฬา เดินถนน กลางคืน

  • ต้องเข้าใจลิมิตของเลนส์ (f-stop ต่ำสุด)


 M (Manual Mode): ผู้ใช้ควบคุมทุกอย่าง

  • ผู้ใช้ตั้งทั้ง รูรับแสง และ ชัตเตอร์สปีด เอง

  • ระบบวัดแสงทำหน้าที่แค่ “แสดงว่าแสงพอดีหรือไม่” ผ่านสเกลในช่องมองภาพหรือจอ LCD

  • ต้องรู้วิธีอ่านค่าสเกล เช่น: ค่าอยู่ที่ -1 แสดงว่าแสงน้อยกว่าที่กล้องประเมิน 1 สต็อป

  • เหมาะกับงานสตูดิโอ ถ่าย RAW เพื่อนำไปแต่ง หรือสถานการณ์ที่แสงนิ่ง

  • มืออาชีพนิยมใช้ Spot Metering + AE Lock ร่วมกับโหมด M เพื่อควบคุมแสงเฉพาะจุด