Canon EOS 5D Mark IV ในปี 2025: DSLR ระดับโปรที่ยังแข็งแกร่ง

บทนำ (Introduction)

ถ้าพูดถึงกล้อง DSLR ที่อยู่ในใจช่างภาพมืออาชีพทั่วโลก หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ “Canon EOS 5D” อย่างแน่นอน กล้องซีรีส์นี้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ “ม้าศึก” สำหรับงานถ่ายภาพและวิดีโอที่ต้องการคุณภาพสูงและความทนทาน โดยเฉพาะรุ่น Canon EOS 5D Mark IV ซึ่งเปิดตัวในปี 2016 และกลายเป็นรุ่นยอดนิยมในสายงานถ่ายภาพแนวพาณิชย์ งานแต่งงาน สารคดี ไปจนถึงงานวิดีโอระดับมืออาชีพ

5D Mark IV ยังคงยืนหยัดในตลาดกล้อง DSLR ระดับโปร ด้วยจุดเด่นเรื่องคุณภาพไฟล์ ความเสถียรในการทำงาน และความคุ้นเคยของระบบการควบคุมที่หลายคนใช้งานได้ “โดยไม่ต้องคิด” สำหรับหลาย ๆ คน มันอาจไม่ใช่รุ่นล่าสุด แต่กลับเป็น “รุ่นที่ไว้ใจได้” ที่ยังคงอยู่ในกระเป๋ากล้องจนถึงทุกวันนี้

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกกล้อง Canon EOS 5D Mark IV ว่ามันยังตอบโจทย์การใช้งานในปีนี้ได้ดีแค่ไหน พร้อมวิเคราะห์ทั้งจุดเด่นและข้อจำกัด เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่ากล้องรุ่นนี้ยังคง “น่าซื้อ” หรือควรมองหารุ่นใหม่แทน


ข้อมูลพื้นฐานและระบบ Sensor

Canon EOS 5D Mark IV มาพร้อมบอดี้ที่แข็งแรงและเชื่อถือได้ ตัวกล้องมีน้ำหนักประมาณ 890 กรัม (รวมแบตเตอรี่และการ์ด CF) ซึ่งแม้จะไม่เบา แต่ให้บาลานซ์ดีเมื่อติดเลนส์ระดับโปรอย่าง 24-70mm หรือ 70-200mm

หัวใจของกล้องรุ่นนี้คือเซ็นเซอร์ Full-Frame CMOS ความละเอียด 30.4 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับ “กำลังพอดี” – มากพอสำหรับงานพิมพ์ใหญ่ และยังไม่กินพื้นที่เก็บไฟล์จนเกินไป เซ็นเซอร์ตัวนี้ให้คุณภาพไฟล์ที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในงาน RAW ที่ยังสามารถดึงแสงหรือเงากลับมาได้ดีในกระบวนการแต่งภาพ

หน่วยประมวลผลภาพ DIGIC 6+ เป็นหัวใจในการจัดการกับไฟล์ภาพ และช่วยให้การใช้งานโดยรวมลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายต่อเนื่อง หรือการโฟกัสในสภาวะแสงน้อย ISO ของกล้องรองรับตั้งแต่ 100–32,000 และสามารถขยายได้ถึง ISO 50–102,400 เรียกได้ว่าครอบคลุมทั้งการถ่ายกลางวัน แสงน้อย จนถึงสภาพแวดล้อมมืดสนิท

ในเรื่องของ Rolling Shutter แม้กล้องนี้จะไม่ได้ใช้เซ็นเซอร์ Stacked แบบกล้อง Mirrorless รุ่นใหม่ ๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับการใช้งานทั่วไป ยกเว้นในกรณีที่ต้องถ่ายวัตถุที่เคลื่อนไหวเร็วมาก

ด้าน Dynamic Range ถือว่าดีเยี่ยมสำหรับกล้องในยุคนั้น และยังคงเพียงพอสำหรับการถ่ายภาพในสภาพแสงที่มีคอนทราสต์สูง เช่น ภาพวิวพระอาทิตย์ตก หรือแสงย้อน


ระบบโฟกัส (Autofocus)

ระบบโฟกัสของ Canon EOS 5D Mark IV ใช้เทคโนโลยี Dual Pixel CMOS AF ซึ่งเป็นหนึ่งในความโดดเด่นของ Canon ช่วยให้การโฟกัสใน Live View และวิดีโอลื่นไหลและแม่นยำกว่ากล้อง DSLR รุ่นก่อน ๆ อย่างชัดเจน

กล้องมีจุดโฟกัสทั้งหมด 61 จุด โดยมี 41 จุดแบบ cross-type ที่ไวและแม่นยำในแนวตั้ง-แนวนอน ช่วยให้การจับโฟกัสวัตถุทำได้รวดเร็ว และครอบคลุมบริเวณกลางภาพอย่างมั่นใจ แม้ระบบจะไม่ได้ครอบคลุมทั่วทั้งเฟรมเหมือนกล้อง Mirrorless แต่ในโลก DSLR แล้ว นี่ถือเป็นระบบที่ไว้ใจได้

ระบบติดตามวัตถุของ 5D Mark IV สามารถทำได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะการติดตามวัตถุในแนวตรง (Tracking AF) แต่จะด้อยกว่าเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับระบบ AI-based ที่มีในกล้อง Mirrorless รุ่นใหม่

จุดหนึ่งที่ยังไม่มีในกล้องรุ่นนี้คือ Face และ Eye Detection AF ซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็นมาตรฐานในกล้อง DSLR แม้ว่า Dual Pixel AF จะช่วยให้โฟกัสแม่นขึ้นใน Live View แต่ก็ยังไม่สามารถ “ล็อกตา” ได้เหมือนกล้อง Mirrorless ปัจจุบัน ดังนั้นในงานถ่ายพอร์ตเทรต อาจต้องอาศัยความแม่นของผู้ถ่ายร่วมด้วย

หน้าจอและช่องมองภาพ

Canon EOS 5D Mark IV มาพร้อมกับหน้าจอ LCD ขนาด 3.2 นิ้วแบบ Touchscreen ที่มีความละเอียด 1.62 ล้านจุด ให้ภาพคมชัด สีตรง และสามารถใช้งานได้ทั้งในการดูภาพย้อนหลัง และเลือกจุดโฟกัสได้อย่างแม่นยำในโหมด Live View การตอบสนองของหน้าจอสัมผัสถือว่าดี และเมนูต่าง ๆ ก็สามารถควบคุมผ่านการแตะหน้าจอได้เช่นกัน ซึ่งช่วยให้การใช้งานคล่องตัวมากขึ้นในยุคที่ DSLR เริ่มใส่ระบบสัมผัสเข้ามาเป็นมาตรฐาน

ในส่วนของช่องมองภาพ กล้องใช้ระบบ Optical Viewfinder (OVF) ที่ให้การแสดงผลแบบ ครอบคลุม 100% และกำลังขยาย 0.71x ซึ่งถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมในโลกของกล้อง DSLR คุณสามารถมองเห็นภาพจริงจากแสงที่เข้าผ่านกระจกสะท้อน โดยไม่มีดีเลย์ ช่วยให้ถ่ายภาพได้แม่นยำในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในการถ่ายภาพกลางแจ้งหรือในสภาพแสงจ้า

แม้ว่าหน้าจอจะไม่สามารถพับได้เหมือนกล้อง Mirrorless รุ่นใหม่ แต่โดยรวมแล้วระบบแสดงผลของ 5D Mark IV ยังคงตอบโจทย์การใช้งานในสนามจริงได้ดีเยี่ยม


ประสิทธิภาพในการถ่ายภาพนิ่ง

5D Mark IV รองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องได้สูงสุดที่ 7 เฟรมต่อวินาที (FPS) ซึ่งเพียงพอสำหรับงานถ่ายภาพที่มีความเร็วปานกลาง เช่น งานแต่งงาน ภาพบุคคล แฟชั่น ไปจนถึงกีฬาเบา ๆ หรือสารคดีที่ไม่ต้องการเฟรมเรตสูงระดับกล้องสปอร์ต

ด้วยความละเอียด 30.4MP และระบบประมวลผล DIGIC 6+ ทำให้ภาพนิ่งที่ได้จากกล้องรุ่นนี้คมชัด รายละเอียดดี และมี Dynamic Range ที่ดีเยี่ยม ทำให้สามารถดึงรายละเอียดในเงาและไฮไลต์กลับมาได้ในกระบวนการแต่งภาพ

กล้องยังมาพร้อมระบบวัดแสง 252-zone metering system ที่แม่นยำ ช่วยให้การวัดแสงในภาพทำได้เที่ยงตรงในหลายสถานการณ์ แม้จะเป็นฉากย้อนแสงหรือแสงคอนทราสต์สูงก็ยังคงควบคุมได้ดี

ในส่วนของ White Balance กล้องสามารถปรับได้ทั้งอัตโนมัติและแบบกำหนดเอง ผู้ใช้งานสามารถปรับอุณหภูมิสี (Kelvin) ได้เองเพื่อควบคุมโทนสีให้ตรงกับบรรยากาศของภาพ


การบันทึกวิดีโอ

แม้ว่า 5D Mark IV จะเป็นกล้อง DSLR ที่เน้นการถ่ายภาพนิ่งเป็นหลัก แต่ในด้านวิดีโอ กล้องรุ่นนี้ก็ถือว่ามีความสามารถไม่น้อย โดยสามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ 4K DCI (4096 x 2160) ที่ 30 fps ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับงานโปรดักชันระดับมืออาชีพในยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม จุดที่หลายคนต้องรู้คือ วิดีโอ 4K ในกล้องรุ่นนี้จะถูก ครอปเฟรม (Crop 1.74x) ทำให้มุมมองแคบลงกว่าที่เห็นจากเลนส์ Full-Frame ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ที่ต้องการภาพมุมกว้าง หรือใช้เลนส์ฟิกซ์โดยเฉพาะ

ในส่วนของ Full HD กล้องสามารถถ่ายได้ที่ 60 fps และถ้าลดความละเอียดลงมาเหลือ HD 720p จะได้ 120 fps เหมาะสำหรับงาน Slow Motion เบา ๆ

จุดแข็งที่สำคัญคือระบบ Dual Pixel CMOS AF ที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการโฟกัสแบบต่อเนื่องในโหมดวิดีโอ การเปลี่ยนจุดโฟกัสลื่นไหล นุ่มนวล และไม่กระตุก ถือว่าโดดเด่นกว่ากล้อง DSLR หลายรุ่นในยุคเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม กล้องรุ่นนี้ ไม่มี Canon Log, ไม่มี 10-bit 4:2:2 output และไม่มีฟีเจอร์วิดีโอแบบมืออาชีพเหมือนในกล้อง Cinema EOS หรือกล้อง Mirrorless ระดับสูง ซึ่งทำให้การทำ Color grading หรือจัดแสงเงาแบบละเอียดอาจมีข้อจำกัดบ้าง

ระบบกันสั่น

หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญของ Canon EOS 5D Mark IV คือ ไม่มีระบบกันสั่นภายในตัวกล้อง (IBIS – In-Body Image Stabilization) ซึ่งแตกต่างจากกล้อง Mirrorless รุ่นใหม่ ๆ ที่ใส่ระบบนี้มาเป็นมาตรฐาน ดังนั้น หากคุณต้องการความนิ่งของภาพ โดยเฉพาะในงานถ่ายภาพที่ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ หรือวิดีโอ handheld จำเป็นต้องพึ่งพาระบบ กันสั่นในเลนส์ (Image Stabilization - IS) แทน

Canon มีเลนส์ EF หลายรุ่นที่มาพร้อมระบบ IS ซึ่งเมื่อใช้งานร่วมกับ 5D Mark IV จะสามารถลดการสั่นไหวได้พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อถ่าย handheld ในสภาพแสงน้อย อย่างไรก็ตาม ความนิ่งอาจยังไม่เทียบเท่ากล้องที่มี IBIS ซึ่งหมายความว่าในบางสถานการณ์ เช่น ถ่ายวิดีโอขณะเดิน หรือภาพนิ่งแบบ long exposure คุณอาจต้องใช้ ขาตั้งกล้อง หรือ Gimbal เข้ามาช่วย


แบตเตอรี่และการใช้งาน

Canon EOS 5D Mark IV ใช้แบตเตอรี่รุ่น LP-E6N ซึ่งเป็นแบตรุ่นมาตรฐานที่ใช้ร่วมกับกล้องตระกูล EOS หลายรุ่น ความจุอยู่ที่ประมาณ 1,865 mAh ซึ่งเพียงพอสำหรับการถ่ายภาพนิ่งได้ประมาณ 900–1000 ภาพต่อการชาร์จ (ขึ้นอยู่กับการใช้งาน LCD/Live View) ถือว่าประหยัดพลังงานและทนทานสำหรับงานทั้งวันโดยไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย

ในด้านการเก็บข้อมูล กล้องมาพร้อมกับ ช่องใส่การ์ดคู่ รองรับทั้ง CF (Compact Flash) และ SD Card (UHS-I) ช่วยให้คุณสามารถสำรองไฟล์ระหว่างการ์ด หรือแยก RAW และ JPEG ได้อย่างสะดวก

นอกจากนี้ยังสามารถต่อกับอุปกรณ์เสริมอย่าง Battery Grip BG-E20 เพื่อเพิ่มความจุแบตเตอรี่และการควบคุมในแนวตั้ง รวมถึงรองรับ แฟลชภายนอก, ไมโครโฟน, หรือ Wireless File Transmitter (WFT-E7A) สำหรับการใช้งานระดับโปรดักชัน


การเชื่อมต่อไร้สาย

Canon EOS 5D Mark IV เป็นหนึ่งใน DSLR รุ่นแรกของ Canon ที่มาพร้อม Wi-Fi และ NFC ในตัว พร้อมกับระบบ GPS Built-in ทำให้สามารถใส่ข้อมูลพิกัดลงในไฟล์ภาพได้ทันที เหมาะกับช่างภาพท่องเที่ยว หรือสารคดีที่ต้องการเก็บโลเคชัน

การเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนสามารถทำได้ผ่านแอป Canon Camera Connect เพื่อโอนถ่ายภาพ หรือควบคุมกล้องระยะไกล (remote shooting) ได้ง่ายและสะดวก โดยเฉพาะการตั้งค่ากล้องและดู Live View จากมือถือ ช่วยให้การถ่ายภาพมุมยาก ๆ กลายเป็นเรื่องง่าย

แม้จะไม่ใช่ระบบ Wi-Fi 6 หรือ Bluetooth 5.0 แบบกล้องรุ่นใหม่ แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปในภาคสนาม

บทสรุป

Canon EOS 5D Mark IV ยังคงเป็นกล้อง DSLR ระดับโปรที่ได้รับความไว้วางใจจากช่างภาพทั่วโลก แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีนับตั้งแต่เปิดตัว แต่คุณภาพของไฟล์ภาพ ความเสถียรของระบบ และการออกแบบบอดี้ที่แข็งแกร่งยังคงตอบโจทย์การใช้งานจริงในหลายสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพบุคคล งานแต่งงาน สารคดี หรือภาพวิวทิวทัศน์

แม้จะขาดฟีเจอร์ใหม่ ๆ อย่าง IBIS, Eye AF หรือวิดีโอแบบ 10-bit Log ที่มีกันในกล้อง Mirrorless รุ่นปัจจุบัน แต่สิ่งที่ 5D Mark IV ยังคงทำได้ดีคือ ความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพที่พิสูจน์แล้วในสนามจริง

สำหรับช่างภาพที่ยังมี เลนส์ EF จำนวนมากในครอบครอง หรือยังคงชื่นชอบการใช้งานกล้อง DSLR ที่ให้ประสบการณ์การถ่ายภาพแบบดั้งเดิม – กล้องรุ่นนี้คือหนึ่งในไม่กี่ตัวเลือกที่ “ยังเหลืออยู่ในตลาด” และยัง รองรับระบบ EF ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้อะแดปเตอร์

ดังนั้น หากคุณกำลังมองหากล้อง Full-Frame DSLR ที่มั่นคง เชื่อถือได้ และเข้ากันกับเลนส์ Canon EF ที่คุณมีอยู่ Canon EOS 5D Mark IV ยังคงเป็นตัวเลือกที่ “คุ้มค่า” และ “พร้อมใช้งานจริง” อย่างแท้จริงในปีนี้ครับ.