รู้จักกับ DSLR ผ่านช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตการถ่ายภาพ
สำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะช่างภาพสมัครเล่นหรือมือใหม่ในยุค 2000 “กล้อง DSLR” คือประตูบานใหญ่ที่พาเข้าสู่โลกของการถ่ายภาพอย่างจริงจัง มันไม่ใช่แค่กล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้เท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้การควบคุมภาพ การจัดแสง การเล่นกับชัดลึก หรือแม้แต่การวัดแสงแบบแม่นยำ เป็นสิ่งที่เราสามารถ “เรียนรู้และลองทำได้จริง” ผ่านปลายนิ้ว
ในช่วงเวลานั้น กล้อง Canon อย่าง Canon EOS 300D, 400D, 450D กลายเป็นตัวแทนของคำว่า “กล้องโปรที่เอื้อมถึง” เป็นครั้งแรกที่กล้อง DSLR ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมือของช่างภาพอาชีพอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนที่อยากพัฒนาตัวเองในโลกการถ่ายภาพสามารถเริ่มต้นได้
และเมื่อใครก็ตามได้สัมผัสกับกล้อง DSLR สักตัว มันจะพาเราไปรู้จักกับคำว่า “เมาท์ EF” โดยอัตโนมัติ เพราะเลนส์ที่ใช้งานร่วมกันทั้งหมดนั้นอยู่ในระบบเดียวกันที่ Canon วางรากฐานไว้ตั้งแต่ปี 1987


เมาท์ EF: เทคโนโลยีที่วางรากฐานให้ Canon EOS DSLR
ถ้าใครเคยใช้กล้อง Canon DSLR ไม่ว่าจะรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ โอกาสสูงมากครับที่คุณได้ใช้งานเมาท์เลนส์แบบ EF ซึ่งเป็นระบบเมาท์ที่ canon ใช้มายาวนานตั้งแต่ปี 1987 หรือกว่า 30 ปีมาแล้ว
สิ่งที่ทำให้เมาท์ EF โดดเด่นตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัวก็คือ การที่มัน ตัดระบบกลไกออกไปทั้งหมด แล้วหันมาใช้การสื่อสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ 100% พูดง่าย ๆ คือ กล้องกับเลนส์ “คุยกันด้วยไฟฟ้า” ผ่านขั้วสัมผัส ไม่ต้องมีเฟือง หมุนคันโยก หรือระบบกลไกให้ซับซ้อนเหมือนสมัยก่อน
พอทุกอย่างเป็นดิจิทัลหมด Canon ก็เลยใส่ฟีเจอร์ใหม่ ๆ เข้าไปในเลนส์ได้เยอะมาก ทั้งระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบแม่น ๆ ระบบกันสั่นในตัว และการควบคุมค่ารูรับแสงที่ละเอียดขึ้นเยอะ ทำให้กล้องในระบบนี้โฟกัสไว แม่น และใช้งานง่ายขึ้นมาก


ไทม์ไลน์กล้อง Canon EOS DSLR: จากยุคบุกเบิกสู่ปัจจุบัน
กลุ่มเริ่มต้น (Entry-Level): เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นถ่ายภาพ
- 2003 – EOS 300D / Digital Rebel / Kiss Digital: กล้อง DSLR ราคาประหยัดรุ่นแรกของ Canon ที่ทำให้ DSLR เข้าถึงผู้ใช้ทั่วไป
- 2005 – EOS 350D / Rebel XT / Kiss Digital N: เซนเซอร์ 8MP พร้อมระบบโฟกัสเร็วขึ้นจากรุ่นก่อน
- 2006 – EOS 400D / Rebel XTi / Kiss Digital X: เพิ่มระบบทำความสะอาดเซนเซอร์และหน้าจอ LCD ใหญ่ขึ้น
- 2008 – EOS 450D / Rebel XSi / Kiss X2: เซนเซอร์ 12.2MP หน้าจอ 3 นิ้ว โฟกัส 9 จุด
- 2008 – EOS 1000D / Rebel XS / Kiss F: รุ่นประหยัดที่สุดของปีนั้น เหมาะกับผู้เริ่มต้นจริง ๆ
- 2009 – EOS 500D / Rebel T1i / Kiss X3: กล้อง DSLR Canon รุ่นแรกที่ถ่ายวิดีโอ Full HD
- 2010 – EOS 550D / Rebel T2i / Kiss X4: เซนเซอร์ 18MP ถ่ายวิดีโอ Full HD ที่ 30fps
- 2011 – EOS 600D / Rebel T3i / Kiss X5: เพิ่มหน้าจอบิดพับได้ ฟีเจอร์วิดีโอปรับแต่งได้มากขึ้น
- 2011 – EOS 1100D / Rebel T3 / Kiss X50: ความละเอียด 12.2MP พร้อมถ่ายวิดีโอ HD
- 2012 – EOS 650D / Rebel T4i / Kiss X6i: กล้อง Canon รุ่นแรกที่มีหน้าจอสัมผัสและ Hybrid AF
- 2013 – EOS 100D / Rebel SL1 / Kiss X7: DSLR ขนาดเล็กที่สุดในตลาด พกพาง่าย
- 2013 – EOS 700D / Rebel T5i / Kiss X7i: อัปเกรดการตอบสนองหน้าจอสัมผัสและปรับปรุง Live View
- 2014 – EOS 1200D / Rebel T5 / Kiss X70: เซนเซอร์ 18MP หน้าจอ 3 นิ้ว ใช้งานง่าย
- 2015 – EOS 750D / Rebel T6i / Kiss X8i: เซนเซอร์ 24.2MP โฟกัส 19 จุด รองรับ Wi-Fi
- 2015 – EOS 760D / Rebel T6s / 8000D: หน้าจอ LCD ด้านบน ควบคุมคล้ายกล้องระดับกลาง
- 2016 – EOS 1300D / Rebel T6 / Kiss X80: เพิ่ม Wi-Fi และ NFC แชร์ภาพสะดวกขึ้น
- 2017 – EOS 800D / Rebel T7i / Kiss X9i: ใช้ Dual Pixel AF ถ่ายวิดีโอ Full HD 60fps
- 2017 – EOS 200D / Rebel SL2 / Kiss X9: เพิ่มหน้าจอบิดพับ ระบบโฟกัส Dual Pixel AF
- 2018 – EOS 1500D / EOS 2000D / Rebel T7 / Kiss X90: เซนเซอร์ 24.1MP โฟกัส 9 จุด
- 2018 – EOS 3000D / EOS 4000D / Rebel T100: DSLR ราคาย่อมเยาที่สุดจาก Canon เหมาะสำหรับผู้มีงบจำกัด
- 2019 – EOS 250D / Rebel SL3 / Kiss X10: กล้อง DSLR Canon ตัวแรกที่ถ่ายวิดีโอ 4K
- 2020 – EOS 850D / Rebel T8i / Kiss X10i: รองรับวิดีโอ 4K ระบบโฟกัสปรับปรุงใหม่
กลุ่มระดับกลาง (Mid-Range): สำหรับผู้ที่ต้องการความสามารถเพิ่มเติม
- 2000 – EOS D30: กล้อง DSLR ตัวแรกที่ Canon พัฒนาภายในทั้งหมด ใช้เซนเซอร์ CMOS 3.1MP
- 2002 – EOS D60: อัปเกรดจาก D30 ด้วยเซนเซอร์ 6.3MP เหมาะสำหรับงานจริงจังมากขึ้น
- 2003 – EOS 10D: ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด โฟกัส 7 จุด เซนเซอร์ 6.3MP
- 2004 – EOS 20D: กล้องระดับกลางที่ได้รับความนิยม ใช้เซนเซอร์ 8.2MP และถ่ายต่อเนื่องเร็ว
- 2005 – EOS 20Da: รุ่นพิเศษสำหรับการถ่ายดาราศาสตร์ แก้ฟิลเตอร์อินฟราเรดเพื่อให้รับแสง H-alpha ได้ดี
- 2006 – EOS 30D: พัฒนาจาก 20D ด้วยหน้าจอใหญ่ขึ้นและระบบวัดแสงปรับปรุง
- 2007 – EOS 40D: เพิ่มความละเอียดเป็น 10.1MP และ Live View ครั้งแรกในกลุ่มนี้
- 2008 – EOS 50D: เซนเซอร์ 15.1MP และจอ LCD 920k dots เพิ่มความคมชัดในการพรีวิวภาพ
- 2010 – EOS 60D: หน้าจอบิดพับได้ครั้งแรกในซีรีส์ xxD เหมาะกับการถ่ายวิดีโอ
- 2012 – EOS 60Da: รุ่นเฉพาะสำหรับถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ แก้สเปกให้เหมาะกับภาพ Deep Sky
- 2013 – EOS 70D: มาพร้อม Dual Pixel AF รุ่นแรก โฟกัส Live View และวิดีโอลื่นไหล
- 2017 – EOS 77D: วางตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างกลุ่ม 700D และ 80D ใช้ Dual Pixel AF
- 2016 – EOS 80D: เซนเซอร์ 24MP ระบบโฟกัส 45 จุด รองรับการใช้งานทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ
- 2019 – EOS 90D: กล้อง DSLR ที่ถ่ายวิดีโอ 4K ได้โดยไม่ครอป เซนเซอร์ 32.5MP
กลุ่มระดับพรีเมียม (Premium): สำหรับผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด
- 2005 – EOS 5D: กล้องฟูลเฟรมราคาจับต้องได้รุ่นแรก เซนเซอร์ 12.8MP
- 2008 – EOS 5D Mark II: ตัวแรกของโลกที่ถ่ายวิดีโอ Full HD ทำให้ DSLR วิดีโอบูม
- 2009 – EOS 7D: APS-C ระดับโปร โฟกัส 19 จุด ถ่ายต่อเนื่องเร็ว 8 fps
- 2012 – EOS 6D: ฟูลเฟรมรุ่นประหยัด สำหรับผู้เริ่มต้นก้าวสู่โลก Full Frame
- 2012 – EOS 5D Mark III: ปรับปรุงระบบโฟกัส 61 จุด และคุณภาพวิดีโอดีขึ้นชัดเจน
- 2014 – EOS 7D Mark II: เซนเซอร์ 20MP, โฟกัส 65 จุด, ถ่ายต่อเนื่อง 10 fps เหมาะกับกีฬา
- 2015 – EOS 5DS: เซนเซอร์ฟูลเฟรม 50.6MP เหมาะสำหรับงานพิมพ์ใหญ่ รายละเอียดสูง
- 2015 – EOS 5DS R: รุ่นพิเศษของ 5DS ที่ตัด low-pass filter เพื่อความคมสูงสุด
- 2016 – EOS 5D Mark IV: เซนเซอร์ 30.4MP, Dual Pixel AF, ถ่ายวิดีโอ 4K
- 2017 – EOS 6D Mark II: ปรับปรุงด้วยเซนเซอร์ 26.2MP, หน้าจอบิดพับได้, Dual Pixel AF
กลุ่มมืออาชีพ (Professional): สำหรับช่างภาพระดับมืออาชีพ
- 2001 – EOS-1D: APS-H ความละเอียด 4MP ถ่ายต่อเนื่องเร็ว 8 fps เหมาะกับกีฬา
- 2002 – EOS-1Ds: ฟูลเฟรมรุ่นแรกของ Canon 11.1MP เน้นสตูดิโอและงานพิมพ์
- 2004 – EOS-1D Mark II: เพิ่มความละเอียดเป็น 8.2MP, รองรับ CF และ SD
- 2004 – EOS-1Ds Mark II: เซนเซอร์ฟูลเฟรม 16.7MP รายละเอียดคมชัดสุดในยุคนั้น
- 2005 – EOS-1D Mark II N: อัปเกรดหน้าจอ LCD และเพิ่ม Buffer สำหรับการถ่ายต่อเนื่อง
- 2007 – EOS-1D Mark III: Dual DIGIC III, ถ่ายต่อเนื่อง 10 fps, โฟกัส 45 จุด
- 2007 – EOS-1Ds Mark III: ฟูลเฟรม 21.1MP เหมาะสำหรับแฟชั่นหรือพาณิชย์
- 2009 – EOS-1D Mark IV: APS-H 16MP, วิดีโอ Full HD, โฟกัส 45 จุด
- 2012 – EOS-1D X: ผสานสาย Ds และ 1D เข้าด้วยกัน, ฟูลเฟรม 18MP, 12 fps
- 2012 – EOS-1D C: รุ่นพิเศษสำหรับวิดีโอ Cinema 4K ในบอดี้ DSLR
- 2016 – EOS-1D X Mark II: เพิ่ม 4K 60fps, ถ่ายต่อเนื่อง 14 fps พร้อม AF เต็มระบบ
- 2020 – EOS-1D X Mark III: 20MP, ถ่ายต่อเนื่อง 16 fps, วิดีโอ RAW 5.5K, AF แม่นสุดในสาย
เมาท์ EF: รากฐานที่แข็งแรงของระบบ Canon DSLR
แม้หลายคนจะเริ่มต้นรู้จักกล้อง DSLR จากยุคปี 2000 เป็นต้นมา แต่จริง ๆ แล้ว “เมาท์ EF” ที่เป็นหัวใจของกล้อง Canon EOS DSLR นั้นมีต้นกำเนิดมายาวนานกว่านั้นมาก — ย้อนไปถึงปี 1987
ปีนั้น Canon เปิดตัว กล้อง EOS 650 พร้อมกับระบบเมาท์ใหม่ที่ชื่อว่า EF (Electro-Focus) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการกล้องถ่ายภาพเลยก็ว่าได้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ระบบเมาท์เลนส์ใช้การสื่อสารแบบ อิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ระหว่างตัวกล้องกับเลนส์ โดยไม่มีการเชื่อมต่อทางกลไกเหมือนระบบเก่า (FD)
ผลลัพธ์ของความเปลี่ยนแปลงนี้คืออะไร? นั่นคือ Canon สามารถพัฒนาเลนส์ที่ฝังระบบโฟกัสอัตโนมัติไว้ในตัวเลนส์ได้เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น USM (Ultrasonic Motor) ที่เงียบและไวกว่าโฟกัสแบบเดิม หรือ IS (Image Stabilizer) ที่ช่วยให้ภาพคมชัดแม้ใช้สปีดต่ำ
การออกแบบเมาท์ EF ให้กว้าง แข็งแรง และรองรับการส่งข้อมูลแบบละเอียด ทำให้ Canon สามารถต่อยอดเลนส์รุ่นใหม่ ๆ ได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเมาท์มานานกว่า 30 ปี และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเมื่อคุณซื้อกล้อง DSLR ของ Canon ไม่ว่าจะเป็น 300D ในปี 2003 หรือ 5D Mark IV ในปี 2016 — คุณยังสามารถใช้เลนส์ EF ตัวเดิมได้อยู่
เรียกได้ว่า เมาท์ EF ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ระบบ Canon EOS DSLR แข็งแรง มั่นคง และ “ต่อเนื่อง” ที่สุดระบบหนึ่งในประวัติศาสตร์กล้องถ่ายภาพ
ระบบโฟกัสของเลนส์ EF
Canon ออกแบบมอเตอร์โฟกัสให้เหมาะกับการใช้งานหลายแบบ โดยมีอยู่ 3 แบบหลัก ๆ ที่เจอกันบ่อย:
-
USM (Ultrasonic Motor) – มอเตอร์ตัวนี้โดดเด่นเรื่อง “เร็วและเงียบ” เหมาะกับการถ่ายภาพนิ่ง โดยเฉพาะงานมืออาชีพ อย่างเลนส์ซีรีส์ L ของ เลนส์ canon ส่วนใหญ่จะใช้ตัวนี้
-
STM (Stepping Motor) – ถ้าถ่ายวิดีโอ ตัวนี้จะตอบโจทย์ เพราะโฟกัสนุ่ม เงียบ และเสียงไม่รบกวนไมค์ เหมาะกับ YouTuber หรือคนที่ใช้กล้องถ่าย Vlog
-
Nano USM – เป็นรุ่นใหม่ที่รวมข้อดีของ USM กับ STM เข้าไว้ด้วยกัน ได้ทั้งความเร็วแบบภาพนิ่ง และความลื่นแบบวิดีโอ


ระบบกันสั่นในเลนส์ (Image Stabilizer – IS)
หนึ่งในจุดเด่นของเลนส์ Canon EF หลายรุ่นก็คือการมีระบบ IS – Image Stabilizer ซึ่งเป็นกลไกกันสั่นในตัวเลนส์ ช่วยลดโอกาสที่ภาพจะเบลอจากการสั่นมือ โดยเฉพาะตอนถ่ายภาพในที่แสงน้อย หรือใช้เลนส์เทเลซูมระยะไกล
ระบบ IS ของ Canon ทำงานด้วยการขยับชิ้นเลนส์ภายในเพื่อตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของกล้อง เช่น เวลามือสั่น ระบบจะปรับเลนส์สวนทางเพื่อรักษาความคมของภาพให้นิ่งที่สุด
ในยุคแรก IS อาจช่วยได้เพียงประมาณ 2 สต็อป แต่เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีก็พัฒนาไปมาก จนในเลนส์รุ่นใหม่ ๆ โดยเฉพาะในกลุ่ม L ซีรีส์ หรือเลนส์ที่ใช้ Nano USM ระบบ IS สามารถช่วยลดการสั่นได้ถึง 4–5 สต็อป ซึ่งถือว่าสำคัญมากสำหรับช่างภาพที่ต้องถ่ายในสถานการณ์ที่ไม่สะดวกใช้ขาตั้งกล้อง
บางเลนส์ยังมาพร้อมโหมด IS พิเศษ เช่น:
-
IS Mode 1 – ใช้ทั่วไป ป้องกันการสั่นทุกทิศทาง
-
IS Mode 2 – สำหรับการแพนกล้อง เช่น ถ่ายวัตถุที่เคลื่อนที่แนวราบ
-
IS Mode 3 – สำหรับวัตถุที่เคลื่อนไหวเร็ว เช่น กีฬา ระบบจะเปิดกันสั่นเฉพาะตอนลั่นชัตเตอร์
ถึงแม้กล้อง DSLR จะไม่มีระบบกันสั่นในบอดี้ (IBIS) แบบกล้อง Mirrorless รุ่นใหม่ แต่การมี IS ในเลนส์ก็ยังช่วยให้ใช้งานได้คล่องตัว และลดภาระเรื่องอุปกรณ์เสริมได้มากทีเดียว
เมาท์ EF ใช้ได้นานแค่ไหน?
แม้ Canon จะหันไปโฟกัสที่ระบบ RF สำหรับกล้อง Mirrorless แล้ว แต่กล้อง DSLR ที่ใช้เมาท์ EF ก็ยังมีฐานผู้ใช้อยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยลงทุนกับเลนส์ EF มาแล้ว
จุดแข็งของระบบนี้คือ ความเข้ากันได้ข้ามรุ่น — เลนส์ EF สามารถใช้งานร่วมกับกล้อง EOS DSLR ได้เกือบทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นแรก ๆ ไปจนถึงรุ่นล่าสุด โดยไม่ต้องใช้อะแดปเตอร์
สำหรับผู้เริ่มต้นหรือคนที่ใช้งานกล้อง DSLR อยู่ การหาเลนส์ EF มือสองก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะราคาย่อมเยา มีให้เลือกหลากหลาย และคุณภาพเลนส์หลายตัวก็ยังใช้งานได้ดี
ในกรณีที่ย้ายไปใช้กล้อง Mirrorless RF ก็ยังสามารถนำเลนส์ EF ไปใช้งานต่อได้ผ่านอะแดปเตอร์ ซึ่งในหลายกรณีก็ยังรองรับระบบโฟกัสอัตโนมัติและกันสั่นได้ครบ
สรุปคือ ถ้ามีเลนส์ EF อยู่แล้ว ก็ยังใช้งานได้อีกยาว หรือถ้าจะเริ่มต้นเล่นระบบ DSLR ด้วยงบจำกัด เลนส์ EF มือสองก็ยังเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในปัจจุบันครับ


ใช้อะแดปเตอร์ยังไง? เมื่อต้องใส่เลนส์ข้ามระบบ Canon
Canon มีอยู่ 3 ระบบหลักคือ DSLR (EF), Mirrorless RF (EOS R), และ Mirrorless EF-M (EOS M) ถ้าเลนส์กับกล้องเป็นคนละเมาท์กัน อะแดปเตอร์คือคำตอบ และ Canon เองก็มีอุปกรณ์ที่รองรับโดยตรงหลายแบบ
เลนส์ EF / EF-S → กล้อง RF (EOS R)
สามารถใช้งานร่วมกันได้ผ่านอะแดปเตอร์ที่ Canon ผลิตมาให้เลือก 3 รุ่น:
-
Canon Mount Adapter EF-EOS R
– รุ่นพื้นฐาน ใช้เลนส์ EF หรือ EF-S ได้เต็มระบบ ทั้งออโต้โฟกัส กันสั่น และ EXIF -
Canon Control Ring Mount Adapter EF-EOS R
– เพิ่มวงแหวนควบคุมที่สามารถตั้งค่า ISO, รูรับแสง หรือ Shutter ได้อิสระ เหมาะกับคนที่ชอบปรับค่าบ่อย ๆ -
Canon Drop-in Filter Mount Adapter EF-EOS R
– มีช่องสำหรับใส่ฟิลเตอร์ (เช่น ND หรือ CPL) เหมาะกับงานวิดีโอหรือเลนส์มุมกว้างที่ใส่ฟิลเตอร์หน้าไม่ได้
ทั้ง 3 รุ่นนี้ใช้งานได้ครบทุกฟังก์ชันของเลนส์ EF และ EF-S โดยไม่มีข้อจำกัดด้านคุณภาพหรือฟีเจอร์
เลนส์ RF → กล้อง DSLR (EF)
ไม่สามารถใช้งานได้ ไม่มีอะแดปเตอร์จาก Canon หรือผู้ผลิตอื่นที่ทำให้เลนส์ RF ใส่กับกล้อง DSLR ได้
เลนส์ EF / EF-S → กล้อง EF-M (EOS M)
กล้อง Mirrorless เมาท์ EF-M เช่น EOS M50, M6 Mark II สามารถใช้เลนส์ EF และ EF-S ได้ผ่านอะแดปเตอร์รุ่น:
-
Canon Mount Adapter EF-EOS M
รองรับการทำงานของออโต้โฟกัส, ระบบกันสั่น และส่งข้อมูลครบเช่นกัน เหมาะกับผู้ใช้กล้อง EOS M ที่ต้องการใช้เลนส์จากระบบ DSLR
กล้อง DSLR ที่ยังพอหาได้ในปัจจุบัน
แม้ Canon จะหันไปพัฒนากล้อง Mirrorless เป็นหลัก แต่ยังมีกล้อง DSLR บางรุ่นที่พอหาได้ในตลาดตอนนี้ ถือเป็นรุ่นท้าย ๆ ของระบบนี้ที่ยังคงมีความน่าสนใจอยู่
-
Canon EOS 200D Mark II – กล้อง DSLR น้ำหนักเบา มีหน้าจอบิดพับได้ และระบบโฟกัส Dual Pixel เหมาะกับมือใหม่และสายวิดีโอ
-
Canon EOS 1500D – รุ่นพื้นฐาน ใช้งานง่าย เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่อยากลอง DSLR แบบจริงจัง
-
Canon EOS 5D Mark IV – กล้องฟูลเฟรมระดับโปรที่ยังมีคุณภาพสูงทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ใช้งานได้ยาว
-
Canon EOS-1D X Mark III – เรือธงตัวสุดท้ายของกล้อง DSLR สายโปรจาก Canon สำหรับงานระดับมืออาชีพ
หากใครมีเลนส์ EF อยู่แล้ว หรือยังชอบฟีลของ DSLR กลุ่มนี้ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ก่อนจะหายไปจากชั้นวางครับ!